หลังจาก ๑๓ ปี และจัดชั้นหนังสือใหม่ ก็มีเวลากลับมาอ่าน "แรงปราถนาสู่ความสำเร็จ" ที่แปลจาก A passion for success ของ Kazuo Inamori ผู้แปลคือ อ. เยาวภา พุกกะคุปต์ อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้ทำโน้ตย่อไว้อ่านเองด้วย
ผมว่าในบรรดาหนังสือ Howto ที่ผมมีนับเป็นร้อยๆ เล่ม เล่มนี้เป็นอยู่ในกลุ่มที่ผมชอบมาก
วันนี้จะบันทึกความรู้ที่ผมค้นเพิ่มเจอเพียงว่า Inamori เข้าใจว่าน่าจะยังมีชีวิตอยู่ ตอนนี้น่าจะมีอายุราว ๘๐ ปี เขาเป็น entrepreneur ผู้ก่อตั้งบริษัท Kyocera ขึ้นเมื่อห้าสิบกว่าปีก่อน (พ.ศ. ๒๕๐๒) ตั้งแต่เขาจบปริญญาตรีใหม่ๆ อายุตอนนั้นเพียง ๒๗ ปี ตอนนี้กลายเป็นบริษัทยักษ์แห่งหนึ่งของญี่ปุ่นไปแล้ว และต่อมาก็ตั้งบริษัท KDDI บริษัทโทรคมนาคมอันดับสองของญี่ปุ่น อีกแห่ง พนักงานเฉพาะสองแห่งนี้รวมแล้วผมว่าก็น่าจะเกินแสนคน
บริษัทของแกมีแนวปรัชญาที่ เน้น นวัตกรรม เน้นพัฒนาคน ผลิตภัณฑ์ต้องดีเสมือนงานศิลปให้ลูกค้าพอใจ แต่แกไม่เน้นวัตถุนิยม บริษัทต้องทำถูกธรรมะ ทำถูกกฎหมาย ทำเพื่อสังคม ผมว่าน่าสนใจมาก
ผมมาวิเคราะห์เองอีกว่า ที่คนทั่วโลกกำลังฮือฮา แนวการบริหารบริษัทและ นวัตกรรมของ Steve Jobs นั้น (ผมก็สนใจด้วยแหละ เป็นพวกแฟนแม็คมานาน) จริงๆ แล้ว Jobs เขาชอบวิธีการบริหารแบบญี่ปุ่นมาก และถ้าจะให้ผมเดา ก็เป็นวิธีการบริหารแบบ Inamori นี่เอง นี่ผมสังเกตเอาเองนะ ไม่มีใครพูดไว้ (ยังไม่ได้อ่านชีวประวัติของ Jobs เล่มล่าสุด ว่าอาจจะมีกล่่าวไว้หรือเปล่าไม่ทราบ แต่นี่เดาเอาจากปรัชญาการทำงานของ อินาโมริ จริงๆ)
ข้อมูลจากวิกิพีเดียบอกว่า หลัง อินาโมริ เกษียณ แกก็ไปบวชเป็นพระเซ็นอยู่พักหนึ่ง ต่อมาก็รับเป็นประธานสายการบิน JAL หลังจัดโครงสร้างบริษัทใหม่ ในทางส่วนตัว แกก่อตั้งมูลนิธิขึ้นมาด้วย เพื่อให้รางวัล ลักษณะคล้ายๆ กับลูกครึ่งระหว่าง รางวัลโนเบล และ รางวัล แมกไซไซ นี่แหละ เพื่อให้รางวัลกับคนที่ทำประโยชน์ในแง่พัฒนาเทคโนโลยี หรือทำเพื่อมนุษยชาติ อยากทราบไปค้นต่อวิกิพีเดียภาษาอังกฤษได้ครับ