ช่วงนี้ข่าวกีฬาเน้นไปที่นักกีฬาโอลิมปิกส์ที่ตกรอบหรือทำเหรียญไปแล้ว ทยอยเดินทางกลับประเทศ  ซึ่งปีก่อนๆที่ผ่านมาก็เป็นแบบนี้เสมอมา ซึ่งทำให้ผมงุนงงเสมอมาว่า ..กลับมาทำไม

 

 

ผมเห็นว่ารัฐบาลควรออกกฎและหางบสนับสนุนให้พวกเขาอยู่ต่อในประเทศที่แข่งขัน เพื่อให้พวกเขาดูกีฬา ดูนักกีฬาคนอื่นๆ แข่งกัน  และซึมซับบรรยกาศการแข่งขัน พร้อมขบคิดว่าทำไมคนอื่นๆ ชาติอื่นๆเขาได้เหรียญทอง   ถือว่าเป็นรางวัลให้พวกเขาได้ท่องเที่ยวจินตนาการไปในวงการกีฬาระดับโลก

 

แต่นี่..กลับ “บังคับ” ให้พวกเขาเดินทางกลับอย่าง “บัดซบ”  ที่สุด ทั้งที่เด็กพวกนี้สร้างชื่อเสียงให้ชาติได้มากกว่านายกรมต.ไทยเสียอีก   (แม้เพียงได้เข้าร่วมการแข่งขันโดยแพ้รอบแรกก็ตามที)   และทั้งที่เด็กพวกนี้อยากอยู่ต่อเพื่อท่องเที่ยวในวงการกีฬาระดับโลกอีกมากนัก  การบังคับกลับนี้ถือได้ว่าเป็นการทำบาปที่ร้ายแรงที่สุด ไม่เห็นหัวอกเด็กๆบ้างเลย

 

 

เดาได้ว่าสมาคมกีฬาทั้งหลายต่างอ้างว่า  “ไม่มีงบ” พอให้อยู่ต่อ  ..ปัดธ่อ งบวันละสักเท่าไหร่ ค่าที่พักแพงที่สุด แต่ทางองค์กรจัดการแข่งขันเขาก็จัดไว้ให้แล้วในราคาแสนถูก (หมู่บ้านนักกีฬา)    อาหารก็มีให้  เดินทางก็มีให้  วันหนึ่งๆ ไม่น่าเกิน สองหมื่นบาท อยู่ต่ออีก 10 วันก็แค่สองแสนบาท   ขนหน้าแข้งชาติไทยไม่พอร่วง กลับทำไม่ได้

 

ส่วนไอ้พวกนักการเมืองไทยโหลยโท่ย แมร่งเดินทางไปดูงานตปท.  วันละ 3 แสนบาท มันเดินทางกันเป็นว่าเล่น ปีละสามครั้งกันทุกคน ทั้งพรรครัฐบาลและฝ่ายค้าน และพวกแทงกั๊ก

 

 

จากนี้ไปผมขอเสนอให้ออกเป็นกฎกระทรวงกีฬาฯ ว่า นักกีฬาไทยทุกคนที่ได้สิทธิไปแข่งกีฬาระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะแข่งแพ้ตกรอบแรกอย่างไร ย่อมมีสิทธิอยู่ต่อจนกระทั่งต้องเข้าไปเดินในสนาม ในพิธีปิดกีฬาด้วยเสมอ

 

ไอ้พวกไม่เคยเล่นกีฬาแล้วมาบริหารการกีฬาพวกนี้ เป็นพวกบ่อนทำลายชาติอีกพวกหนึ่ง ไอ้พวกนี้ไม่เคยคิดอะไรไกลเกินกว่าหัวคิวการกีฬาที่พวกมันจะได้   กล่าวคือ  ถ้าให้นักกีฬาอยู่ต่อนานๆ  งบประมาณที่ได้รับจัดสรรมาจะร่อยหรอ  ทำให้พวกมันไม่มีงบเหลือไว้แด๊กซ์ในรูปแบบต่างๆ รวมทั้งงบเดินทางไป “ดูงานการกีฬา” ต่างประเทศ

 

...คนถางทาง (๖ สค. ๕๕)