พระองค์เป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินที่ทรงพระปรีชาสามารถในการพระราชนิพนธ์ แต่กระนั้นก็ยังทรงแสดงให้เห็นถึงความยุติธรรมเที่ยงตรงของพระองค์ที่ปรากฏในบทเพลงอย่างรอบคอบ พระองค์ไม่ทรงลืมที่จะสอนให้นักดนตรีไทยมีความรักความสามัคคี เพราะทั้งสองสิ่งนี้จะเป็นตัวช่วยในการดำเนินงานอันยิ่งใหญ่ให้สำเร็จได้สมประสงค์

       

              
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีทรงระนาดเอก
 

         ในงานดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ ๑๗ (กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๒๙) ซึ่งมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เป็นเจ้าภาพ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระราชนิพนธ์คำร้องเพลงชื่นชุมนุม กลุ่มดนตรี ที่อาจารย์มนตรี ตราโมท เป็นผู้ประพันธ์ทำนอง เพื่อพระราชทานให้เป็นเพลงประจำ และเป็นเพลงสัญลักษณ์ของงานดนตรีไทยอุดมศึกษา

          ในวันเปิดงานดนตรีไทยครั้งนี้ (วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๒๙) ได้ทรงระนาดเอกนำวงดนตรีทุกสถาบัน บรรเลงเพลงชื่นชุมนุมกลุ่มดนตรี โดยใช้นิสิต 
นักศึกษาจำนวนมากขับร้องหมู่ และออกอากาศเป็นรายการสดทางสถานีวิทยุกระจายเสียงจากภาควิชาสื่อสารมวลชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 
ต่อมาได้ใช้เพลงนี้บรรเลงเป็นเพลงเปิดงานในงานดนตรีไทยอุดมศึกษาทุกปี มาจนถึงทุกวันนี้  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีทรงตรัสว่า

          "เมื่อประมาณเดือนกันยายน ๒๕๒๘ ประธานชมรมนาฏศิลป์และดนตรีไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มาปรารภกับข้าพเจ้าว่า การบรรเลงดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ ๑๗ นี้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จะต้องเป็นเจ้าภาพ อยากจะให้มีเพลงร้องสักเพลงหนึ่ง สำหรับนักศึกษาทุกสถาบันร่วมกันร้องเป็นสัญลักษณ์ของงานนี้และอยากให้เป็นเพลงถาวรใช้ได้ตลอดไป ไม่ว่าสถาบันไหนจะเป็นเจ้าภาพ ในครั้งใด ให้ใช้เพลงนี้ร้องเป็นเพลงเบิกโรงทุกครั้งไป และขอให้ข้าพเจ้าเป็นผู้แต่งบทร้องให้ ข้าพเจ้าจึงตอบกลับว่า หลักการที่จะให้มีเพลงเช่นนี้ขึ้นนั้น ข้าพเจ้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง แต่การที่จะให้ข้าพเจ้าแต่งบทร้องนั้นต้องขอปฏิเสธ เพราะข้าพเจ้ารู้ตัวอยู่ดีว่าบารมีของข้าพเจ้ายังไม่ถึงขั้นนั้น แล้วข้าพเจ้าก็แนะไปว่าบทร้องเพลงนี้ควรจะเป็นพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ขอให้เขาทำหนังสือของมหาวิทยาลัย กราบทูลขอพระราชทานไปตามทางการให้ถูกต้องตามระเบียบ ส่วนทำนองเพลงนั้น ถ้าทรงบรรจุมาแล้วก็ใช้ตามนั้น ถ้ามิได้ทรงบรรจุข้าพเจ้าจะบรรจุถวายให้ร้อง ประธานชมรมก็รับจะทำตามและลากลับไป 





สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีทรงซอด้วง       


          ครั้นต่อมาราวเดือนตุลาคม ประธานชมรมกับนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้มาหาข้าพเจ้าที่บ้าน นำเอาสำเนาหนังสือที่กราบทูลสมเด็จพระเทพรันตราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีมาให้ข้าพเจ้าดู มีทั้งหนังสือขอพระราชทานบทร้องและพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ที่จะนำลงพิมพ์ในหนังสืองานชุมนุมดนตรีไทยอุดมศึกษา ครั้งที่ ๑๗ นี้ด้วย ข้าพเจ้าเห็นเขาทำถูกต้องตามระเบียบแล้วก็พอใจ เพียงแต่ติงเขาไปว่าเหตุใดหนังสือกราบทูล จึงต้องอ้างว่าตามคำแนะนำของข้าพเจ้าด้วย เขาก็ไม่ตอบว่ากระไร ต่อจากนั้นก็รอคอยว่าเมื่อไรจะโปรดพระราชทานมาเมื่อวันที่ ๒๔ ตุลาคม ๒๕๒๘ มีพิธีไหว้ครูนาฏศิลปและดุริงยางคศิลป์ที่วังปลายเนิน (วังของสมเด็จฯเจ้าฟ้ากรมพระยานริศฯ) สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จพระราชดำเนินไปร่วมด้วยข้าพเจ้าเป็นผู้นำประกอบพิธี ครั้นเสร็จจากพิธีไหว้ครูและครอบแล้ว ถึงตอนรับประทานอาหารกลางวัน เมื่อข้าพเจ้าเข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ท่านได้รับสั่งกับข้าพเจ้าว่า “ที่ ม.ช. เขาขอให้แต่งเพลง” ข้าพเจ้าก็กราบทูลว่า “ก็น่าจะทรงพระราชนิพนธ์ให้ เพราะจะได้ใช้เป็นเพลงร้องประจำงานดนตรีไทยอุดมศึกษา ต่อๆไป” ท่านจึงรับสั่งถามข้าพเจ้าต่อไปว่า “จะแต่งยาวสักกี่คำ” ข้าพเจ้ากราบทูลว่า “ สัก ๘ คำกลอน ก็เห็นจะพอดีพะยะค่ะ” เมื่อข้าพเจ้าได้ยินรับสั่งถามดังนั้น ข้าพเจ้าก็ดีใจแล้วนึกว่าอย่างไรเสียท่านก็จะต้องทรงพระราชนิพนธ์พระราชทานแน่ 


ต่อมา ข้าพเจ้ามีราชการไปจังหวัดกาฬสินธุ์ เมื่อถึงกำหนดกลับของข้าพเจ้าจะต้องกลับด้วยรถดีเซลรางจากจังหวัดขอนแก่น จึงโทรศัพท์มาหาดนตรี ลูกสาวข้าพเจ้าที่บ้าน เพื่อบอกกำหนดเวลาให้คอยรับที่สถานีสามเสน เมื่อข้าพเจ้าบอกกำหนดว่าจะถึงสถานีสามเสนในวันที่ ๓ ฤศจิกายน ๒๕๒๘ เวลา ๑๕.๓๐ น. แล้วดนตรีจึงบอกข้าพเจ้าไปว่าวันที่ ๓ พฤศจิกายน นี้ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีจะเสด็จที่วังปลายเนินต้องพระประสงค์จะให้ข้าพเจ้าไปเฝ้าเพื่อจะทรงไต่ถามอะไรสักหน่อย เพราะฉะนั้นพอวันที่ ๓พฤศจิกายน ๒๕๒๘ เวลา ๑๕.๓๐ น. ข้าพเจ้าโดยสารรถไฟถึงสถานีสามเสน ดนตรีนำรถมาคอยรับอยู่แล้ว จึงขึ้นรถตรงไปวังปลายเนินทีเดียวและเมื่อได้เข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีตามพระประสงค์แล้ว ท่านก็ทรงถามถึงการแต่งบทที่จะให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อีกครั้งว่า “ควรจะมีใจความอย่างไร”ข้าพเจ้าก็กราบทูลว่า “ควรจะเป็นกลางๆ กล่าวถึงคุณค่าของการที่สถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ได้มาร่วมกันบรรเลงดนตรีไทย แต่ขออย่าให้มีชื่อมหาวิทยาลัยใดมหาวิทยาลัยหนึ่งเด่นออกมา จะทำให้เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจขึ้น” 

เมื่อวันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๒๘ ข้าพเจ้าต้องขึ้นไปเชียงใหม่พักที่โรงแรมอโนดาษประมาณวันที่ ๑๔พวกนักดนตรีในชมรมนาฏศิลปและดนตรีไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บอกแก่ข้าพเจ้าว่า บทเพลงที่ขอพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีนั้น ทรงพระนิพนธ์ให้เสร็จแล้วอยู่ที่กรุงเทพฯ จะส่งให้ข้าพเจ้าที่ไหนและอย่างไรดี ข้าพเจ้าก็บอกให้เขามอบให้ใครคนใดคนหนึ่งนำไปให้ข้าพเจ้าที่กองการสังคีตในวันจันทร์ที่ ๑๘ ก็เป็นอันตกลง 

พอกลางคืนวันนั้นเอง ข้าพเจ้าก็ได้รับโทรศัพท์จากสุริวงศ์ บุ๊คเซ็นเตอร์ ผู้พูดเป็นธิดาของท่านอธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ บอกว่าบทร้องเพลงของดนตรีไทยอุดมศึกษานั้น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้ทรงพระราชนิพนธ์แล้วเสร็จและบอกมาด้วยว่า เมื่อทรงพระราชนิพนธ์เสร็จ ทรงพระสำราญมาก ข้าพเจ้าก็ตอบไปว่า ช่วยกราบทูลด้วยว่า ข้าพเจ้ารู้สึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างล้นเกล้าฯ หาที่สุดมิได้ แล้วธิดาท่านอธิการก็บอกต่อไปว่า ขณะนี้คุณพ่อ (ท่านอธิการบดี ม.ช.) กำลังอยู่กรุงเทพฯ ทีแรกจะนำบทพระราชนิพนธ์นี้ไปให้ข้าพเจ้าเองที่กองการสังคีต แต่คุณพ่อจะต้องกลับเชียงใหม่วันศุกร์ (ที่ ๒๕) จึงจะมอบผู้อื่นให้เป็นผู้นำไป ผู้พูดโทรศัพท์ถึงข้าพเจ้านี้ ข้าพเจ้าเพิ่งทราบว่าชื่อ คุณศรีสุรางค์ ศรีศุกรี โดยกราบทูลถามสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อคืนวันที่ ๒๘ ธันวาคม ๒๕๒๘นี้เอง 

         ในวันศุกร์ที่ ๑๕ พฤศจิกายน นั้น ข้าพเจ้าได้รับหนังสือเชิญจากท่านอธิการบดี (นายแพทย์อาวุธ ศรีศุกรี) ให้ไปรับประทานอาหาร ณ ชมรมนาฏศิลปและดนตรีไทย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ประมาณ ๑๙.๐๐ น.ข้าพเจ้าไปถึง นายแพทย์เกษม วัฒนชัย รองอธิการบดี เป็นผู้ต้อนรับแทนพร้อมด้วยนักศึกษาอีกหลายคนเพราะท่านอธิการบดียังกลับไปไม่ถึงระหว่างที่เข้านั่งตามที่จัดไว้ ท่านรองอธิการบดีก็นำเพลงพระราชนิพนธ์ในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาให้ข้าพเจ้า บอกว่า คุณศรีนิตย์ บุญทอง เป็นผู้นำมา คุณศรีนิตย์บอกข้าพเจ้าว่า ได้พบกับแต้ว (ผกายรัตน์ วรดิถี) เมื่อเขาทราบว่าคุณศรีนิตย์จะขึ้นมาประชุมที่เชียงใหม่ในวันศุกร์ ก็รีบนำบทพระราชนิพนธ์นี้มอบฝากมาให้ข้าพเจ้าที่เชียงใหม่ทันที เป็นอันว่า ข้าพเจ้าได้รับบทพระราชนิพนธ์เร็วเกินคาด และไม่ใช่ตามที่นัดหมายไว้เลย ข้าพเจ้ารีบรับมาอ่านดู ไพเราะจับใจจริงๆ แต่คงเก็บเข้าซองไว้ก่อนเอาไว้พิจารณาภายหลัง รุ่งขึ้นวันเสาร์ที่ ๑๖ พฤศจิกายน ข้าพเจ้าก็เดินทางกลับกรุงเทพฯวันอาทิตย์ข้าพเจ้านำเอาบทเพลงพระราชนิพนธ์ซึ่งมีดังนี้ 

      มาร่วมเล่นดนตรีที่ไพเราะ     ให้เสนาะทำนองก้องประสาน 

        น้อมประณตบูชาปวงอาจารย์       ช่วยบันดาลดลสุขสวัสดี 

         บรรเลงเพลงใดอย่าให้พลาด       ปฏิภาณชาญฉลาดสมศักดิ์ศรี 

         ทั้งปี่พาทย์เครื่องสายมโหรี         ขอให้มีคนนิยมชื่นชมฟัง 

          ดนตรีไทยมีคุณอดุลย์ค่า           เสริมสติปัญญาวิชาขลัง 

          ยามเหนื่อยอ่อนพลันหายได้กำลัง คลายทุกข์ทั้งยังสุขสนุกใจ 

           ขอเชิญท่านพร้อมกันในวันนี้       จะมาจากแหล่งที่ตำบลไหน 

           จงร่วมกันบรรเลงเพลงของไทย   เกิดโชคชัยชูช่วยด้วยไมตรี


ข้าพเจ้าอ่านโดยพินิจพิจารณา แลเห็นความไพเราะและซาบซึ้งจับใจ รักษาวัฒนธรรมในการเคารพและขอพรครูบาอาจารย์ ชี้ถึงคุณค่าของดนตรีไทย ชวนให้ผูกความสามัคคีให้แน่นแฟ้นและยังทรงรักษาความเป็นกลางอย่างรอบคอบ ซึ่งข้าพเจ้ากราบทูลไว้เพียงว่า ขออย่าให้มีชื่อมหาวิทยาลัยใดเด่นออกมาเท่านั้น แต่พระราชนิพนธ์นี้แม้แต่คำว่ามหาวิทยาลัยก็ไม่มี เพราะสถาบันซึ่งเป็นขั้นอุดมศึกษานั้นมิใช่จะมีเพียงแต่มหาวิทยาลัย ที่ไม่ใช่มหาวิทยาลัยก็มีอยู่มาก เช่น โรงเรียนนายร้อย จปร. โรงเรียนนายเรือ โรงเรียนนายเรืออากาศ ฯลฯ พระราชนิพนธ์บทร้องนี้จึงเหมาะที่จะเป็นบทสำหรับใช้ได้ในการชุมนุมดนตรีไทยอุดมศึกษาทุกๆครั้ง ไม่ว่าสถาบันใดจะเป็นเจ้าภาพ ข้าพเจ้าก็นำกลอนพระราชนิพนธ์นี้มาพิจารณาเพื่อจะหาเพลงไทยของเก่าบรรจุเป็นทำนองร้องอยู่หลายตลบ ก็ยังเลือกเพลงไม่ได้ 

ข้าพเจ้ากลับมาคิดได้อีกนัยหนึ่งว่า พระราชนิพนธ์ได้เกิดขึ้นก็เพราะข้าพเจ้าเป็นต้นเหตุแนะให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ขอพระราชทานเป็นการรบกวนฝ่าละอองพระบาทอย่างยิ่ง ข้าพเจ้าก็ควรจะสนองพระกรุณาธิคุณอันล้นพ้นนี้อย่างเต็มสติกำลัง จึงคิดที่จะแต่งทำนองเพลงขึ้นใหม่ถวาย เพื่อบรรเลงและขับร้องประกอบพระราชนิพนธ์นี้ และก็ได้เริ่มแต่งโดยตั้งใจให้เป็นแบบเพลงประวัติศาสตร์ คือเพลงที่ดนตรีคลอหรือสอดหรือล้อกับร้อง ในที่สุดก็ได้แต่งสำเร็จเมื่อ ๕ ธันวาคมนี้เอง ถึงแม้ว่าจะไม่ไพเราะคู่ควรกับบทพระราชนิพนธ์ก็เป็นการถวายความคิดอย่างเต็มกำลังสติปัญญาเท่าที่มีอยู่ในเวลานี้พระราชนิพนธ์นี้มี ๘ คำกลอน ข้าพเจ้าจึงแบ่งออกเป็น ๒ เพลง เพลงแรก ๔ คำกลอน ให้ชื่อว่าเพลงชื่นชุมนุม เพลงที่ ๒ มี ๔ คำกลอน ชื่อเพลงกลุ่มดนตรี ดังสำเนาวิธีบรรเลงและขับร้องและโน๊ตทำนองดนตรีต่อไปนี้ 

พระราชนิพนธ์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี 

(เพลงชื่นชุมนุม) 

       มาร่วมเล่นดนตรีที่ไพเราะ          ให้เสนาะทำนองก้องประสาน 

       น้อมประณตบูชาปวงอาจารย์       ช่วยบันดาลดลสุขสวัสดี 

        บรรเลงเพลงใดอย่าให้พลาด      ปฏิภาณชาญฉลาดสมศักดิ์ศรี 

        ทั้งปี่พาทย์เครื่องสายมโหรี         ขอให้มีคนนิยมชื่นชมฟัง


(เพลงกลุ่มดนตรี)

          ดนตรีไทยมีคุณอดุลย์ค่า           เสริมสติปัญญาวิชาขลัง 

           ยามเหนื่อยอ่อนพลันหายได้กำลัง คลายทุกข์ทั้งยังสุขสนุกใจ 

            ขอเชิญท่านพร้อมกันในวันนี้      จะมาจากแหล่งที่ตำบลไหน 

           จงร่วมกันบรรเลงเพลงของไทย    เกิดโชคชัยชูช่วยด้วยไมตรี "

 

 

        


                
อาจารย์มนตรี ตราโมท ผู้ประพันธ์ทำนองเพลงชื่นชุมนุม กลุ่มดนตรี

           

        ในบทพระราชนิพนธ์นี้ ได้พระราชทานข้อสังเกตเกี่ยวกับการสอนดนตรีไทยให้แก่เด็กๆ ทรงเสนอแนะ วิธีการสอนดนตรีไทยในเด็กในแง่มุมต่างๆ ถึง ๑๐ ประการ และทรงแสดงทัศนะเรื่อง การสอนดนตรีเด็กชั้นประถมศึกษาตอนต้น ไว้ในบทความ เหตุใดข้าพเจ้าจึงชอบดนตรีไทย นอกจากนี้ อาจารย์มนตรี ตราโมทยังกล่าวชื่นชมพระอัจฉริยภาพของพระองค์ไว้ว่า พระองค์ทรงเป็นเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินที่ทรงพระปรีชาสามารถในการพระราชนิพนธ์ แต่กระนั้นก็ยังทรงแสดงให้เห็นถึงความยุติธรรมเที่ยงตรงของพระองค์ที่ปรากฏในบทเพลงอย่างรอบคอบ จากคำกลอนที่ว่า

           ขอเชิญท่านพร้อมกันในวันนี้  จะมาจากแหล่งที่ตำบลไหน

     จงร่วมกันบรรเลงเพลงของไทย     เกิดโชคชัยชูช่วยด้วยไมตรี

พระองค์ไม่ทรงลืมที่จะสอนให้นักดนตรีไทยมีความรักความสามัคคี  เพราะทั้งสองสิ่งนี้จะเป็นตัวช่วยในการดำเนินงานอันยิ่งใหญ่ให้สำเร็จได้สมประสงค์

เอกสารอ้างอิง 

กชภรณ์ ตราโมท.บรรณาธิการ. ๒๕๔๖. เทิด ส.ธ.. กรุงเทพฯ: มูลนิธิมนตรี    

       ตราโมท. หน้า ๘๘-๙๒