ในยุคที่เด็กๆ ในป.๑ จะมีแทบเล็ตและคงพกพาเข้าบ้านอยู่โรงเรียนครูรับผิดชอบ อยู่บ้านพ่อแม่ก็ต้องรับผิดชอบเช่นกัน แต่จะมีหน่วยงานใดบ้างที่คิดถึงการเตรียมความพร้อมให้กับพ่อแม่ในยามที่ต้องเฝ้าหน้าจอ และเพื่อเตรียมความพร้อมให้เป็นที่ปรึกษาที่บ้านของลูก ครูนกเป็นครูมัธยมศึกษาตอนปลายตั้งคำถามว่า หากเด็กๆ ป.๑ เหล่านี้พัฒนาการจนวันหนึ่งก้าวมาเป็นลูกศิษย์ตนเอง เราจะต้องสอนเทคโนโลยีอะไรให้เขาอีกเพราะเขาก้าวล้ำครูไปแล้ว ดังนั้นจะเห็นว่าการจะใช้เทคโนโลยีใดๆ หรือนวัตกรรมใดๆในทางการศึกษาควรเตรียมความพร้อมของคนทั้งในส่วนที่เกี่ยวข้องโดยตรงและเกี่ยวข้องทางอ้อม ถ้าหากเตรียมความพร้อมปัญหาต่างๆ จะลดลงอีกมากมาย ในปัจจุบันพบว่าพี่ๆเพื่อนครูที่มีอายุเกิน ๕๕ ปี จะบอกว่า "พี่ไม่เอาแล้วคอมพิวเตอร์คอมพิวต้ง" ด้วยเหตุผลต่างๆ เช่น ตามไม่ทันเด็กๆ หรือสุขภาพไม่เอื้ออำนวยต่อการ สรุปว่า พี่ไม่เอาแล้ว แต่ครูนกก็ยังไม่ถึงวัยจะกล่าวลักษณะนี้ และก็ไม่ถึงวัยที่จะบอกว่า "พี่ยอมแล้ว" จึงต้องอยู่ในสภาวะปรับตัวเข้าสู่สมดุลของครูยุคกึ่งเก่ากับเด็กรุ่นใหม่หรือนักเรียนศตวรรษที่ ๒๑ แม้เทคโนโลยีจะก้าวไกลแค่ไหนแต่สิ่งที่สอนให้คนเป็นคน สอนให้คนมีทักษะชีวิตได้ดีต้องเป็นสิ่งมีชีวิตด้วยกัน ครูตัวเป็นๆ น่าจะดีกว่าครูเสมือนจริง สิ่งที่แอบหวังในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเด็กคือ เทคโนโลยีคงไม่ทำลายความเป็นธรรมชาติของเด็กๆ คือ อยากเรียนรู้ โดยเฉพาะการเรียนรู้อย่างเป็นธรรม แต่ปัญหาที่พบบ่อยคือ การใช้เทคโนโลยีเข้าสู่ห้องเรียนมากเกินไปทำให้เด็กจัดสรรเวลาน้อยลงสำหรับที่จะเรียนรู้ชีวิตจริง หรือมองในมุมที่กว้างไกลออกไปในเชิงธรรมชาติ
หากจัดการเรื่องนี้อย่างสมดุลและต่อยอดจากสิ่งเดิมที่มีอยู่อย่างเป็นธรรมชาติ ย่อมเพิ่มคุณค่าของ >> คนดี >> คนเก่ง >> คนมีความสุข..