วันอาทิตย์ ที่ 29 กรกฎาคม 2555

กราบสวัสดีค่ะครู

                วันนี้เป็นวันแรกที่หนูเริ่มนับถอยหลังกับตนเอง ตื่นขึ้นมาประมาณตีสาม จัดแจงทำวัตรเช้า นั่งภาวนาแล้วก็ส่งข้อมูลเพิ่มเติมให้โรงพิมพ์ แล้วก็นั่งทำงานต่อกับตนเอง เหมือนระลึกว่า

“ทำวัตร วิ่งภาวนา ต้องไม่ขาด”

พอลงมือทำ การใช้ชีวิตในวัดนั่นคือ การเดินจงกรมนะ แต่เช้านี้นั่งทำงานต่อเนื่องจนประมาณตีห้ากว่า ชวนน้องออกไปขัดห้องน้ำค่ะครู แต่พอดีทำงานค้างอยู่น้องลงมารอ พอลงมาแล้วเจอครู หนูแสดงอาการ ทำอะไรไม่ถูก สะท้อนใจข้างในที่หวาดกลัว คิดไม่ดีอีกแล้ว ศีลข้อหนึ่งและข้อสี่ด่างพร้อยเจ้าค่ะ เดินออกมาขัดห้องน้ำ แล้วก็จัดแจงเป็นธุระให้ครูโดนออกไปซื้อไก่ย่าง 10 ตัว 7 ตัวครูให้ถวายพระ 2 ตัวให้เด็กต้นกล้า 1 ตัวให้ครูกับสังกะลีน้อย ก่อนออกไปเจอหลวงปู่ ท่านเมตตาเดินมาทั้งดีใจและทำอะไรไม่ถูกเจ้าค่ะ ตัดสินใจกราบเรียนท่านเรื่องผลวิเคราะห์น้ำ

ท่านเอ่ยถึงแบบของน้ำประปาที่เขาเขียนไว้ให้ว่าจะเอามาให้ดู ท่านบอกว่ามีอยู่ที่กุฏิ แล้วท่านก็ให้พ่อน้อยรับเอกสารไป

“ทำให้ระลึกถึงเมื่อคืนที่ครูเอ่ยถาม”

ท่านถามถึงครูว่าไปไหน “จึงกราบเรียนท่านว่า อยู่ในข้างในเจ้าค่ะ” หนูจึงได้โอกาสกราบเรียนท่านด้วยว่าจะกลับประมาณบ่ายสองบ่ายสามเจ้าค่ะ

                กลับจากซื้อไก่แวะหาแม่กุล จะแจ้งท่านตามที่ครูส่ง sms บอก ท่านบอกว่า พอเปิดเครื่องครูก็โทรมาบอกแล้ว จึงจัดแจงดำเนินการ พอจัดแจงส่วนสำหรับถวายครู เจอครูพอครูถามถึงว่า หลวงปู่ หนูก็มีความรู้สึกกลัวเกิดขึ้น ไม่รู้จะเล่าอย่างไร พยายามประคองสติกับตนเอง ทั้งๆที่ไม่มีอะไร แต่พอใจหนูคิดไม่ดีว่า กลัวจะเอ่ยอะไรไม่เหมาะสม ก็ตื่น อีกแล้วเจ้าค่ะ ขาดสติ ศีลข้อห้าด่างพร้อย แต่ก็พยายามกับตนเอง อดทนแล้วก็ยิ้มไว้

                พอรับข้าวเสร็จแวะพาน้องภัสเอากะละมังข้าวที่เตรียมให้พี่อ้อมาสอบถามครูและตั้งใจ มารับคำสั่งจากครู แต่แล้วหนูก็ปากหนักไม่กล้าเอ่ย รู้สึกว่า ตรงนี้พลาดกับตนเองเจ้าค่ะ พอเข้ามาข้างในล้างกะละมังข้าว อาบน้ำ เดินจงกลมอยู่ข้างใน นึกขึ้นมาได้เรื่องดำเนินการเก็บน้ำใหม่ ซึ่งได้คุยกับพี่โอตามคำแนะนำของครู ได้ข้อสรุปกันว่า เก็บใส่ขวดน้ำสิงห์ใหม่ก็พอได้ เพราะขวดที่พี่โอมีขนาดค่อนข้างเล็กและอาจจะลำบากหลายท่านค่ะครู  พอเดินออกมาไม่เจอครูซึ่งรถก็ไม่อยู่แล้ว หนูพิจารณาแล้วก็เดินไปที่ลานธรรมกราบเรียนถามพ่อออกเรื่องการขอเก็บน้ำบาดาลเพิ่มซึ่งได้กราบเรียนหลวงปู่แล้ว พ่อใบจึงเมตตาพาไปเจ้าค่ะ  นึกขึ้นกับตนเองว่า ต้องกราบเรียนครูทุกเรื่องจึงขอโอกาสถวายสำเนาผลวิเคราะห์และหนังสือคู่มือพัฒนาน้ำอีกเล่มไว้ที่น้องเพื่อให้ครูเจ้าค่ะ

                เรียบร้อยจึงเดินเข้าไปในกุฏิจึงโทรแจ้งพี่โอเพื่อท่านจะได้ไม่ห่วงว่าดำเนินการเรียบร้อย สิ่งๆนี้ได้จากที่ครูบ่มเพาะให้เอาใจใส่เจ้าค่ะ พอทำตามครูก็รู้สึกเบาใจไปหนึ่งเรื่อง  ส่ง SMS กราบเรียนครู ภายในใจหนูมีความกังวลว่า ควรจะไปผ้าป่าหรือไม่ไปหรืออย่างไร ตัดสินใจเดินเข้าทางจงกรมเดินไปเรื่อย ๆ ตั้งสติกับตนเอง

แล้วก็มีพี่เติ้ลพาแม่ของพระบวชใหม่มาดูกุฏิเจ้าค่ะ ไม่นานก็ออกไป สักพักน้องภัสเดินมาบอกว่า รถออกไปแล้ว จึงเดินไปเรื่อย ๆ รู้สึกผ่อนคลายกับตนเองแล้วก็แว๊บขึ้นมา จัดการเรื่องงานเขียนให้เสร็จ ออกจากทางจงกรมแล้วมานั่งเขียนงาน เป็นขณะที่รู้สึกกับตนเองว่า สงัดอยู่ภายในและจดจ่อกับงานมากเจ้าค่ะ ทำงานไหลลื่น ทั้งถอดความประสานข้อมูล ลมเย็น สักพักคล้ายฝนจะลงเม็ดลมแรงมาก จึงขยับไปหน้าระเบียง  แล้วก็ทำงานต่อ กว่างานจะเสร็จสมบูรณ์ก็กินเวลาไปเกือบบ่ายสามเจ้าค่ะ ออกมากราบลาพระอาจารย์พร้อมๆกับน้องภัส ระหว่างเข้าไป ตั้งใจบริกรรมพุทโธอยู่ข้างในแบบไม่ให้ขาดแล้วสำรวมกับตนเองเจ้าค่ะ

พอผ่านออกมาว่าจะไปกราบหลวงปู่พร้อมน้องแต่ท่านยังพักอยู่ จึงแยกกัน หนูประเมินกับตนเอง วันนี้พอเดินจงกรมแล้วมาทำงานเห็นความเปลี่ยนแปลงภายในที่จดจ่ออย่างนี้นี่เองครูถึงให้ภาวนาก่อนเขียนบันทึก

ออกมาถึงปั้มน้ำมัน จอดตรวจเช็คไฟล์ที่ส่งยังมีขาด คิดได้ทำทันที เพราะถ้ารอถึงบ้านพี่สาวอาจจะหลายชั่วโมงเจ้าค่ะ จึงเปิดโน๊ตบุ๊คแล้วไปนั่งในร้าน ด้วยเผลอสติเอ่ยสั่ง

 “มอคค่า”

 แต่ตั้งใจทานโกโก้เจ้าค่ะ จ่ายตังค์แล้วเสียบหลอด ดูดไปหนึ่งอึก ตกใจกับตนเอง

“ทำไมมันขม”

 จึงหันไปถามคนขายว่า

“มอคค่าใช่ไหมค่ะ”

“ใช่ค่ะ”

 “ขอโทษจริงๆค่ะ เป็นความเคยชินที่ทุกครั้งที่เดินเข้า Amazon จะสั่งมอคค่าแต่ตอนนี้เลิกทานแล้ว แต่จะทานโกโก้แทน ถ้าอย่างงั้นขอสั่งอีกแก้วเป็นโกโก้”

ได้เรียนรู้กับตนเองว่า เผลอนิดเดียว ก็ทำให้เสียสัจจะที่รักษาไว้ได้ หนูตั้งใจทำมาได้หลายปี แต่ก็มาพลาดโดยไม่ได้ตั้งใจ กราบขอขมาเจ้าค่ะครู ทางร้านยืนยันจะเปลี่ยนให้ จึงขอบพระคุณเขาและขออภัยจริง ๆ

                พอส่งข้อมูลเรียบร้อย ก็เดินทางกลับบ้านแม่เจ้าค่ะครู แค่อึกเดียวเห็นความเปลี่ยนแปลงในร่างกายที่ไม่ได้รับกาแฟมานาน มีอาการมึนๆในหัว เหมือนช่วงที่ทานกาแฟเยอะแล้วเกินขนาดเจ้าค่ะ ทบทวนกับตนเอง อุปทานไปหรือไม่ มีอาการเหมือนลอย ๆ แสดงถึงร่างกายที่มีการปรับเปลี่ยนในตนเองเกี่ยวกับขนาดของกาแฟเจ้าค่ะ

ถ้าหากเปรียบกาแฟเป็นความชั่ว พอเราไม่ทำชั่วนาน ๆ ความชั่วเพียงเล็กน้อยที่เผลอทำก็จะแสดงผลให้เห็นได้ชัดขึ้น ไม่ใช่ว่าชั่วมากขึ้น แต่ความชั่วนั้นมีอยู่เดิมแต่ไม่เคยเห็น พอเห็นมากขึ้น ๆ แล้วเพียรละกับตนเองก็จะ ละชั่วได้เอง สำคัญคือ ต้องเห็น เมื่อก่อนเหมือนหนูทานกาแฟได้เป็นวันละตั้ง 5 แก้ว กินเสร็จหลับเลยก็มี เหมือนทำชั่วมาก ชั่วมากนานแต่ไม่เคยเห็น แต่วันนี้เปลี่ยนไป ร่างกายก็ตอบสนองเปลี่ยนไป เข้าใจกับตนเองแล้วเจ้าค่ะว่า

“กาแฟไม่จำเป็นสำหรับการกำจัดความง่วงเลย แต่เราคิดกันเอาเองว่า กินแล้วมันจะช่วยได้ เลยทำให้ติดกาแฟ เหมือนติดยาเสพติด”

เหมือนความชั่วก็ไม่ได้จำเป็นกับการดำเนินชี้วิต แต่ทำก็เพราะเผลอตามความเคยชินเดิม ๆ

อืม หนูไม่ทานกาแฟมาหลายปี แล้ววันนี้บังเอิญพลาดเข้าปากหนึ่งอึก ทำให้ได้เรียนรู้กับตนเองว่า

“ร่างกายนี้ไม่มีความต้องการกาแฟ แต่ที่ก่อนหน้านี้มันโหยหาเพราะจิตใจเพียงอย่างเดียวเท่านั้นที่ยังติดรสชาติและกลิ่นอยู่”

พอเข้าใจมาถึงตรงนี้ก็พอได้กับตนเองว่า “ดีแล้วที่เลิกได้” กราบขอบพระคุณครูเจ้าค่ะ

มาถึงบ้านเข้าไปไหว้พี่สาวพี่เขย กราบพ่อกับแม่ ขอโอกาสท่านว่า

“ต่อแต่นี้อีกสามเดือนขอโอกาสไปปฏิบัติภาวนาที่วัด”

แม่ถามว่า “ทำไม” จึงกราบเรียนท่านตามตรงว่า

“หลวงปู่บอกหนูว่า สองสามปีนี้อย่าพึ่งไปไหน จนกว่าเจดีย์จะเสร็จ และครูบอกว่า ให้ตั้งใจสามเดือนนี้เข้มงวดกับตนเอง ฝึกมาตั้ง 4 ปี แต่ไม่ค่อยมีอะไรคืบหน้า ถ้า 3 เดือนนี้ปฏิบัติยังไม่ได้เรื่องอีกก็ไม่ต้องมาแล้ว ไปไกลๆ”

แล้วท่านก็เมตตาให้ทำวัตรทุกเช้าเย็น วิ่งทุกเช้าเย็น จะฝนตกแดดออก จะเป็นจะตายก็ต้องวิ่งไม่ให้ขาด

ครูค่ะคำพูดของพ่อแม่ศักดิ์สิทธิ์มาก ท่านบอกว่า

“ถ้าหลวงปู่ หรือ ครูบาอาจารย์สั่งก็ให้ทำ ให้เชื่อท่าน”

หนูกอดแม่แล้วก้มลงกราบอนุโมทนาพ่อกับแม่ ยอมรับเจ้าค่ะว่ากังวลอยู่ ก็มีกังวลกับตนเองมาตลอดในการเดินทางไปภาวนาที่วัด คิดไม่ดีว่าพ่อกับแม่จะไม่สบายใจแต่พอท่านเอ่ยแบบนี้

เหมือนครูเมตตาช่วยปลดล็อคภาระในใจของหนู พ่อแม่งดงามมาก แต่หนูคิดชั่ว คิดเอาเองว่าท่านจะขัดขวาง   พ่อบอกอีกว่า

“รู้ใช่ไหมว่า ติ๋วเป็นความหวังของครอบครัว พ่อแม่หวังพึ่งพา ทำอะไรก็ให้ตั้งใจ ทั้งทำงานก็อย่าให้เสียหาย”

น่าทึ่งมาเจ้าค่ะครูกับการได้เกิดมาในครอบครัวนี้ที่ได้เป็นลูกแม่กับพ่อ ท่านคุยถึงทั้งหลวงปู่ หลวงพี่ แม่ชีที่วัด แม่ออกก็ถามหาว่าไม่มาวัดนาน ติ๋วเป็นอย่างไร คุยกันอยู่พักหนึ่งพ่อก็เตือนสติหนูขึ้นมาว่า

“ไปแหมะไปวิ่ง ชวนน้องตั้มหน่ะไปเดี๋ยวมันจะมืด”

หนูนึกถึงคำที่ครูเอ่ยถึงแม่ของครูเลยเจ้าค่ะที่ว่า

“พ่อแม่สนับสนุนเส้นทางแห่งการภาวนาของลูกเสมอ”

กอดพ่อกับแม่แล้วก็ชวนหลานชายไปวิ่งเจ้าค่ะ ตั้งเวลาวิ่งประมาณครึ่งชั่วโมง ตั้งสติกับตนเอง การได้วิ่งแล้วเหงื่อออกรูสึกเบาในตนเองเจ้าค่ะ หลังครบตามเวลาหลานชายชวนตีแบต จึงค่อยๆเล่น แล้วสอนเทคนิคโดยใช้การแข่งขันเล็ก ๆ เติมกติกาแบบใช้การเล่นธรรมดา ๆ กำหนดเส้นกันคร่าว ๆ เห็นพัฒนาการในตัวหลานชายจากเดินที่ตีแบบโต้เฉย ๆ พอกำหนดเส้นกำหนดระยะ เริ่มรู้จัดการหยอด การตบเพื่อทำแต้ม รู้สึกได้ว่า พัฒนาการเขาเร็วมากเจ้าค่ะครู รู้การวางคอร์ททั้งๆที่ไม่ต้องมีการตีเส้นคอร์ท สังเกตหลายครั้งกับการพาน้องตั้มเล่นกีฬาเขาเป็นคนที่รับเทคนิคใหม่ๆที่เขาไม่เคยรู้ได้เร็วมาก น้องตั้มเป็นเด็กเงียบๆแต่ทำอะไรมุ่งมั่นอดทน เหมือนหนูได้เรียนสิ่งนี้เขาหลานเจ้าค่ะ เพราะทุกวันเขากับน้องสาวจะมีหน้าที่ส่งหนังสือพิมพ์ ซึ่งทั้งคู่รับผิดชอบได้ดีโดยการนำของพี่ชายคือน้องตั้ม น่าละอายกับตนเอง แต่ก็รู้สึกชื่นชมหลานเจ้าค่ะ อาจจะโดยพื้นฐานพ่อน้องตั้ม เป็นโค้ทสอนเตะบอล น้องตั้มค่อย ๆถูกฝึกโดยอัตโนมัติ ลุกขึ้นมาวิ่งตอนเช้าแล้วก็ไปเตะบอลกับพ่อตอนเย็น จากเด็กที่เป็นภูมิแพ้ ณ วันนี้ตัวยาวขึ้นแข็งแรงขึ้นและไม่ค่อยป่วยเจ้าค่ะ

                ประมาณทุ่มกว่า ๆ หลานสาวคือ น้องตาลปั่นจักรยานมาร่วมด้วย ช่วยนับแต้ม แล้วสุดท้ายเราก็ไปทานข้าวกันที่บ้านแม่ หนูทบทวนกับตนเอง การมาบ้านแม่และน้าจะคึกคักในการเตรียมสำรับให้หนูทานมาก พอท่านทราบว่าหนูมาก็ไปตัดหน่อไม้หลังบ้านรอ แล้วก็เตรียมทอดปลา แม้จะไม่รู้สึกหิวแต่ก็ทานเจ้าค่ะ จัดแจงล้างจานคุยกับน้าราญและป้าที่มาร่วมทานด้วย แล้วก็ทำวัตรเย็น ที่บ้านจัดห้องพระไว้ 2 จุดคือ ชั้นล่างกับชั้นบนเจ้าค่ะ เพราะน้าราญมีขาข้างเดียว ไม่สะดวกจะขึ้นชั้นบน

วันนี้จึงนั่งลงทำวัตรเย็นตรงนั้นอย่างตั้งใจและมุ่งมั่น นั่งลงภาวนาทบทวนกับตนเอง

หนึ่งวันผ่านไปแล้วนะติ๋ว ได้อะไรดับตนเองบ้าง จิตใจมั่นคงมากขึ้นอยู่เหนาะแม้จะยังมีเป๋ ๆ แต่ก็แน่นขึ้นด้วยประคองหลัก ที่ครูเมตตาให้โอกาสอีกครั้ง และระลึกนับถอยหลังกับตนเองว่า “นี่คือ โอกาสสุดท้าย”

เหมือนระลึกกับตนเองว่า ถ้าอีก 90 วันหนูจะตาย หนูจะทำอะไรบ้างเลยเจ้าค่ะ ศีลก็สะดุดกับตนเองมากขึ้น ตั้งใจฝึกฝนสร้างสิ่งที่ครูเมตตาชี้คือ

 “สร้างความละอายต่อการทำชั่ว”

กราบขอบพระคุณในความเมตตาของครูเจ้าค่ะ

                              ลูกศิษย์

ปล. เมื่อคืนตอนที่ได้ยินครูเอ่ยกับพี่ที่ร้านไก่ย่างว่า "เดี๋ยวพี่ให้ลูกศิษย์ไปเอาตอนเจ็ดโมงเช้า"

ข้างในหนูดีใจ ซึ้งใจ กับคำว่า "ลูกศิษย์มากเลยค่ะครู" สาธุ สาธุ สาธุ

หากศิษย์ทำสิ่งที่ไม่เหมาะสม โดยเจตนาก็ดี ไม่เจตนาก็ดี ด้วยกายก็ดี ด้วยวาจาก็ดี ด้วยใจก็ดี ขอครูได้โปรดอโหสิกรรม งดโทษแก่ศิษย์

และจะพยายามฝึกฝนตนเองให้ดีที่สุดเจ้าค่ะ