พักเรื่องสัญญะวิทยาไว้สักพักนะครับ สืบเนื่องจากว่าผมเคยศึกษาเรื่องทัศนะทางสังคมวิทยา มานุษยวิทยา และวรรณกรรมวิจารณ์โดยใช้ทฤษฎีเกี่ยวกับมุมมองของผู้หญิง (Feminism^)มาก่อน ผมก็เลยคิดว่าน่าจะนำเสนอทฤษฎีเกี่ยวกับมุมมองของผู้หญิงไว้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับผู้อ่านในวงกว้างก็น่าจะดีครับ
วรรณกรรมวิจารณ์ก็เหมือนกับทฤษฎีประวัติศาสตร์ และสังคมศาสตร์อื่นๆ นั่นก็คือ วิจารณ์ วิพากษ์วัฒนธรรม สังคม รวมทั้งวรรณกรรมโดยละเลยผู้หญิงทิ้งไป นักทฤษฎีที่มีมุมมองด้านผู้หญิง (Feminists) จึงทำงาน 2 อย่าง กล่าวคือ รื้อสร้าง (deconstructing) กระบวนทัศน์แบบให้ความสำคัญกับมุมมองของชายเป็นใหญ่ และสร้างมุมมองแบบผู้หญิงขึ้นมาอีกครั้ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในการรื้อสร้าง นักทฤษฎีที่มีมุมมองด้านผู้หญิงต้องระวังอย่างยิ่งที่จะไม่ให้มุมมองแบบผู้ชายที่ตนเองพยายามทุบทำลายอยู่นั้นสถาปนาตนเองขึ้นมาใหม่
วรรณกรรมวิจารณ์ก็เป็นเช่นเดียวกับสหวิทยาการ (interdisciplinary) อื่นๆ นั่นคือ มองเพศสภาพ (gender) ว่าเป็นศูนย์กลางของแนวคิดทั้งหมดทั้งมวล การมองเช่นนี้มีมูลฐาน 2 ประการ ก็คือ 1. ความแตกต่างระหว่างเพศ ไม่ได้เกิดมาจากลักษณะทางชีววิทยา หรือเป็นเพราะพระเจ้าสร้าง แต่เป็นการสร้างทางวัฒนธรรม (Cultural construct) ดังนั้นการศึกษาเรื่องไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศสภาพจึงควรเป็นการศึกษาทางมนุษยศาสตร์ และ 2. มุมมองแบบผู้ชาย (male perspective) ซึ่งถือว่าเป็นสากล ได้ครอบงำความรู้ทั้งมวล ซึ่งส่งผลให้กรบวนการทัศน์และวิธีการแสวงหาความรู้เป็นแบบผู้ชาย
เรามองดูมูลฐานทั้ง 2 ข้อโดยละเอียดอีกนิด การที่ผู้ชายมีอัณฑะและผู้หญิงไม่มี หรือการที่ผู้หญิงมีท้องและต้องเลี้ยงลูก แต่ผู้ชายไม่ต้อง เป็นเพียงลักษณะทางชีววิทยาเท่านั้น มันไม่มีความหมายที่แจ่มชัดแน่นอนแต่อย่างใด แต่การที่ในแต่ละวัฒนธรรมที่บอกว่าหน้าที่ตั้งท้องและเลี้ยงดูลูกเป็นหน้าที่ผู้หญิง และหน้าที่ทำมาหากินเป็นเรื่องของผู้ชาย ก็ยิ่งผลักดันให้ผู้หญิงอยู่ในโลกส่วนตัว ทำให้ผู้ชายอยู่ในที่สาธารณะ และยิ่งในสมัยนี้ที่ผู้หญิงทำงานนอกบ้านมากขึ้น แต่ก็ยังต้องรับผิดชอบตั้งท้องและเลี้ยงดู จึงทำให้ในยุคสมัยปัจจุบันผู้หญิงยิ่งทำงานหนักขึ้นกว่าเดิมเป็น 2 เท่า
การสร้างทางสังคมของความไม่เท่าเทียมกันระหว่างเพศ (The social construction of gender)นี้ดำรงอยู่ได้เพราะการทำงานของอุดมการณ์ (ideology) อุดมการณ์จะประกอบด้วยส่วน 2 ส่วน กล่าวคือ 1. ระบบของความเชื่อ และสมมติฐาน ซึ่งอยู่ในสภาวะจิตใต้สำนึก ไม่ถูกตรวจสอบ และไม่ปรากฏร่าง จะเป็นภาพตัวแทนของความสัมพันธ์ในเชิงจินตนาการระหว่างปัจเจกบุคคลที่มีต่อสภาพวะที่ดำรงอยู่จริง (real condition of existence) 2. การปฏิบัติการในชีวิตประจำวัน เช่น เสื้อผ้าที่สวมใส่ เครื่องมือที่เราประดิษฐ์ รูปที่เราวาด รวมทั้งคำพูดที่เราพูดอยู่ทุกวัน ดังนั้นถึงแม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เราคิดและแสดงออกมาล้วนเคลือบแฝงด้วยอุดมการณ์ของชายเป็นใหญ่ แต่ที่เราไม่รู้สึกอะไรเลยก็เพราะว่ามันถูกทำให้เป็นสากล ราวกับว่าเป็นธรรมชาติ
อย่างไรก็ตามอุดมการณ์จะปิดบังความขัดแย้งไว้เสมอ อุดมการณ์ให้แต่ความจริงเพียงส่วนเดียว โดยปิดบังความจริงแท้ไว้ให้เราเห็นแต่ความสัมพันธ์ที่ผิดๆ การที่ผู้หญิงยอมรับว่าตนเป็นเพศที่สอง ที่เป็นรองผู้ชาย และมีหน้าที่เลี้ยงลูกและตั้งท้อง ก็เป็นเพราะอุดมการณ์นั้นถูกผูกติดอยู่ในวาทกรรมแบบชายเป็นใหญ่นั้นเอง
ในบล็อกหน้าผมจะเล่าถึงทฤษฎีทางมานุษยวิทยาที่พูดถึงเรื่องมุมมองแบบผู้หญิงนี้ให้ฟัง แต่จะเป็นแบบไหน ผู้หญิงเป็นใหญ่ หรือผู้ชายเป็นใหญ่อดใจรอไว้นิด คราวหน้ามาต่อครับ
บรรณานุกรม
Gayle Green and Coppelia Kahn. Feminist scholarship and the social construction of woman. in Gayle Green and Coppelia Kahn (eds). (1985). Making Difference: Feminist Literary Criticism. London. Methuen
เห็นด้วยอย่างยิ่งค่ะ อาจารย์
ธรรมชาติสร้างให้ผู้หญิงตั้งท้อง ...ผู้ชายไม่ได้ท้องเขาก็ไม่รุ้หรอกครับพี่
แต่ผู้หญิงมีมดลูก,รังไข่ ซึ่งผู้ชายไม่มี
ประเด็นก็คือว่า ถึงผู้ชายจะได้รับการสร้างโดยสังคมวัฒนธรรมว่าเป็นผู้ที่เหนือกว่าผู้หญิง เพราะผู้หญิวมีรังไข่และสามารถตั้งท้องได้ (ดังนั้นสังคมจึงจัดให้ผู้หญิงอยู่ในบ้าน) แต่สถานะดังกล่าวนั้นก็ไม่ใช่ว่าจะกดขี่่ผุ้หญิงได้เสมอไปใช่ไหมครับ ผู้ชายบางคน (ขอย้ำว่าบางคน) กดขี่ผู้หญิงอย่างกะทาส ซึ่งสมัยนี้เขาเลิกทาสกันไปนานแล้วครับ
ใช่ค่ะ สมัยนี้เขาเลิกทาสกันไปนานแล้ว ยังจะกดขี่กันอีก ไม่รู้ทำไม