เราคงได้ยินข่าวเรื่อง Digital TV กันมาแล้วนะครับ มีบทความหลายบทเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ เช่น โทรทัศน์ดิจิตอล, ดิจิตอลทีวี, Digital TV สู่สังคม Social Media สื่อทางเลือกหรือ เจาะลึก กสทช. กับแผนแนวทางบอร์ดกระจายเสียง สู่ยุค Digital TV ฯล ซึ่งเป็นบทความที่ให้ความรู้ทางเทคนิคและนโยบายได้ดีอยู่แล้ว แต่มุมมองหนึ่งที่ไม่ค่อยมีคนเขียนกัน (หรือผมหาไม่เจอ) คือ เราจะทำอะไรกับมันได้อีกนอกจากการเป็นชมที่ดีแล้ว
ผมขอเริ่มจากศัพท์ทางเทคนิคคำหนึ่งคือ Simulcast กล่าวง่ายคือเทคโนโลยีดิจิตอลทีวีนั้นทำให้เส้นทางของการนำเนื้อหา (content) จากผู้ผลิตไปสู่ผู้ดูได้สองทางครับ ดังภาพ

เส้นทางที่มักจะกล่าวถึงกันบ่อยจะเป็นเส้นทางของ TV Work Flow ส่วนเส้นทาง Online Work Flow ไม่ค่อยได้พูดถึงกัน แต่เป็นเส้นทางที่คนทั่วไปหรือผู้ประกอบการรายเล็ก (SME) จะสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ วาดภาพง่าย ๆ ก็เหมือนกับหากเราสร้างเว็บไซต์ที่มีโครงสร้างเหมือน youtube ได้ก็เหมือนกับว่าเราสร้างระบบบริการ TV Digital ได้แล้ว (ทางเทคนิคนะครับ) ลองเทียบนิยามของ Digital Television จาก Wiki ดูก็ได้ครับ และด้วยความที่ว่าเครื่องรับโทรทัศน์สมัยนี้ก็ได้กลายเป็นทั้งเครื่องรับทีวีแบบที่เราคุ้นเคยและเครื่องมือสำหรับเชือมต่อกับอินเตอร์เน็ตไปแล้ว และอีกอย่างรายการทีวีก็ไม่จำกัดว่าจะดูได้แต่บนเครื่องรับทีวีอีกต่อไปแล้วด้วย
เมื่อไม่กี่วันก่อนมีข่าวว่า Android Tablet ชุดแรก 80,000 เครื่องออกเดินทางไปสู่เด็ก ๆ กันแล้ว ผมยังไม่เห็นเครื่องของจริงครับแต่ดูจากข้อมูลเครื่องจากที่นี่ และที่นี่ พร้อมดูภาพประกอบก็ถือว่าดีทีเดียว ที่นี้มันหมายถึงอะไรสำหรับผมมองอย่างนี้ครับ
มุมที่ 1 เครื่องเหล่านี้ไม่มีช่องเสียบ SIM CARD การต่ออินเตอร์เน็ตต้องต่อผ่าน WiFi เท่านั้น ถ้าเครื่องอยู่ในบริเวณดโรงเรียนก็เชื่อไดว่าเนื้อหาที่ได้จะผ่านมาจากแหล่งที่โรงเรียนกำหนด
มุมที่ 2 เรามีเครื่องมือสื่อสารที่รองรับภาพและเสียงเพิ่มขึ้นอีกมหาศาล ถ้าเรานำมาสร้างเป็นเครือข่ายสังคมที่มีประโยชน์ เช่น เตือนภัยธรรมชาติ ราคาพืชผลทางการเกษตร ฯล มันก็ดีไม่น้อย เพราะข้อมูลมันจะครบถ้วน (ภาพประกอบของ Tablet ที่แจกให้เด็กนี้ผมไม่เห็นกล้องครับ อาจจะมีหรือไม่มีก็ได้ หากมีก็แสดงว่าเราจะมีกล้องดิจิตอลเพิ่มอีกเป็นมหาศาลและกระจายตัวทั่วประเทศเลย ต้องหาทางใช้ประโยชน์)
มุมที่ 3 เนื้อที่หน่วยความจำ 16 BG นั้นมหาศาลมาก ผมไม่ทราบว่าถ้าเทียบเป็นหนังสือขนาด A4 จำนวน 100 หน้าต่อเล่มแล้วจะได้ประมาณกี่เล่ม คร่าว ๆ ไม่น่าจะต่ำกว่า 5000 เล่ม ช่องว่างทางการศึกษาน่าจะลดลงได้เยอะ
มุมที่ 4 อ้างอิงจากบทความที่ 495987 นั่นคือความจริงครับ ถ้ามองทางเทคนิคการมี Tablet และ SD-CARD ก็หมายถึงการมีระบบสื่อสารเหมือนกัน เพียงแต่ว่าไม่เร็วเหมือนกับการมีระบบสื่อสารออน์ไลน์เพราะข้อมูลมันเดินทางไปกับสายสัญญาณหรือคลื่น แต่เราใช้การบันทึกข้อมูลลงบนสื่อแล้วพามันเข้าไปแทน ถึงจะช้าหน่อยแต่ก็มีการสื่อสาร คงเหมือนกับหมู่บ้านบางแห่งที่ไกล ๆ หากมีรถ 10 ล้อขนสินค้าเยอะ ๆ เข้าไปสัก 6 เดือนต่อครั้งคนก็มีอะไรให้ใช้กัน หากเป็นสื่อสารออนไลน์ก็เหมือนกับเรามีรถคันเล็ก ๆ หลายคันไปส่งสินค้าให้ทุกชั่วโมงสินค้าก็เลยไม่ขาดมือ เป็นต้น แต่ถ้าไม่มีไฟฟ้าใช้ก็อีกเรื่องเลยนะครับ
กลับมาเรื่องของดิจิตอลทีวีกัน ทุกวันนี้กล้องดิจิตอลราคาถูกลงอย่างมากและคุณภาพดีขึ้น ใช้ง่ายขึ้นเยอะ ลองนึกถึงตัวท่านเองก็ได้ครับ พอมีกล้องดิจิตอลอยู่ในมือท่านเป็นอะไรได้บ้าง เช่น คนเขียนบท นักตัดต่อภาพยนต์ costume designer นักจัดแสง ฯล สิ่งนี้กำลังบอกเราว่า เราอาจเป็นนักสร้างภาพยนต์สั้นก็ได้ นึกภาพเด็ก ๆ นักเรียนหรือครูเอากล้องไปถ่ายเรื่องราวรอบตัวแล้วนำมาตัดต่อรวมกัน เราอาจจะได้ภาพยนต์สารคดีดี ๆ มาดูกัน แลกเปลี่ยนกันก็ได้ นั้นคือเราทุกคนก็กลายเป็นผู้สร้างเนื้อหาดิจิตอลไงครับ
แล้วเนื้อหาจะไปเก็บไว้ไหนกัน ? ผมทราบว่าทางรัฐบาลมีการเปิดบริการ G-Cloud หากสถานศึกษาจะขอใช้เพื่อส่งเสริมการศึกษาของเด็กผมว่าก็น่าจะเป็นอะไรที่สร้างสรรค์นะครับ ทางโรงเรียนก็ไม่ต้องแบกรับภาระทางเทคนิคอะไรด้วย (ตามหลักการของ Cloud) เน้นเรื่องการพัฒนาการเรียนรู้และเนื้อหาอย่างเดียวไป
จะเอาซอฟต์แวร์จากไหน ? ถ้าเรากลับไปดูภาพประกอบข้างบนจะเห็นว่าเราต้องการซอฟต์แวร์อย่างน้อย 1 ตัวครับ คือ Streaming Server ซึ่งปัจจุบันมี opensource หลายตัวครับ เราสามารถนำไปติดตั้งไว้บน cloud server ได้เลย ติดตั้งไว้ที่เดียวก็ได้แล้วแลกเปลี่ยน content กันทั้งประเทศ ก่อนหน้านี้เราอาจจะมองไม่ออกว่ามันเป็นไปได้อย่างไร แต่ตอนนี้เรามี Cloud Service แล้ว เรื่องนี้ก็กลายเป็นเรื่องชิว ๆ ไป ดูตัวอย่าง Youtube ไงครับ เขาก็ใช้ Cloud Service เหมือนกัน เราถึงได้ใช้บริการกันแบบเหมือนหลุมไม่มีก้น ใส่เนื้อหาอย่างไรก็ไม่เต็ม
แล้วทำไมเราไม่ใช้ Youtube ซะเลย ? ก็เพราะ
1. เราไม่อยากให้เยาวชนเราต่ออินเตอร์เน็ตได้เองก่อนวัยอันควร การต่อกับ Youtube ได้ก็ต้องเปิดทางให้เขาต่ออินเตอร์เน็ตเอง เสี่ยงไหม ?
2. เนื้อหาใน Youtube มีสาระพัดทั้งมีสาระและไม่มีสาระ หวีดหยอง งมงาย ฯลฯ การที่เราสร้างระบบของเราเองทำให้เราคุมเนื้อหาได้ จริงไหมครับ
3. เราทำระบบเอง จะได้เรียนรู้เทคโนโลยีเองจากพื้นฐานเลย เข้มแข็งครับ ไม่เหมือนบางอุตสาหกรรมที่ทำเงินให้ประเทศมหาศาลก็จริง แต่ถ้าวันไหนเจ้าของตัวจริงเขาออกไปจากประเทศเรา เราก็แทบจะทำอะไรไม่เป็นเพราะไม่ได้เรียนรู้เองจากพื้นฐาน
4. เรามีทรัพยากรและองค์ความรู้พื้นฐานมากพอที่เราจะเริ่มลุยกันเองได้แล้ว ใช้ให้มันคุ้มค่า จะได้ลดการซื้อจากต่างประเทศในระยะยาว
5. อะไรอีกละ นึกไม่ออกแล้วครับ
ลงดื้อ ๆ เลยแล้วกัน ว่า ดิจิตอลทีวีนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรถ้าเราจับเอาบางประเด็นมาใช้โดยเฉพาะเรื่องการพัฒนาเยาวชนของประเทศไทย ทางหนึ่งก็คือมันเปิดโอกาสให้ทั้งเด็กนักเรียนและครูได้เป็นผู้สร้างหรือผู้ผลิตรายการได้จะยากหรือซับซ้อนก็ขึ้นกับสรรพกำลังของแต่ละคน เรามีทรัพยากร เทคโนโลยีที่สามารถดึงเอาสนับสนุนเรื่องนี้ได้โดยไม่ต้องเปลืองงบประมาณอะไร และเรายังมีองค์ความรู้พื้นฐานมากพอในระดับที่เราจะเริ่มทำกันเองได้แล้วแม้ในจุดเล็ก ๆ ก็ตาม แต่จุดเล็กเหล่านี้ถ้ารวมกันเยอะ ๆ มันก็ส่งผลได้เยอะเลย ครับ
ขอบคุณที่สละเวลาอ่าน ครับ
คุณTosakun คะ.. ขอบคุณค่ะ:-)) สำหรับการนำเสนอมุมมองที่น่าสนใจ ตามอ่านทำความเข้าใจก่อนนะค่ะ ในฐานะผู้ใช้เทคโนโลยี และมีหน้าที่ผลิตบัณฑิต ในยุค digital ที่ต้องพัฒนาตัวเองมากค่ะ แต่ก็สนุกดี มีทางเลือกสำหรับการทำให้การเรียนการสอนสนุกด้วยเราเอง สร้าง..สาระ และ สื่อสาร ถึงผู้เรียนด้วยเทคโนโลยีการศึกษาที่เหมาะสม ..เรียนรู้ร่วมกันกับศิษย์บ้าง จะได้เิกิดการแลกเปลี่ยนค่ะ ... ได้เล่าให้ศิษย์ฟังว่่า รุ่นครูเรียนคอมพ์แบบเครื่อง mainframe ต้องเจาะบัตร ของรุ่นศิษย์เป็นยุค digit.. ปลายนิ้ว แต่ก็สามารถเรียนเท่าทันกันได้ เลยชี้ให้ศิษย์เห็นว่า คนรุ่นใหม่ต่อๆไป จะต้องใช้ชีวิตที่เทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องมากมาย ต้องมีจริยธรรมคู่ไปด้วย การเีรียนรู้ที่เกิดขึ้นตลอดชีวิต. รู้เท่าทัน..ต้อง scan/screen สาระให้เป็นด้วย....แล้วจะติดตามอ่านต่อไปค่ะ :-))
ขอบคุณสำหรับ comment ครับ ถ้าเทียบกันแล้วผมคงต้องถือว่าเป็นรุ่นน้องของอาจารย์หลายรุ่นเลยมั้งครับ ตอนผมเรียนมหาวิทยาลัยได้ทันใช้เครื่อง MainFrame อยู่ครับตอนปี 1 เทอม 1 แต่ใช้ได้เทอมเดียว เขาก็เปลี่ยนมาเป็น Apple 2 8 bit กับ Unix ตอนนั้นดีใจมากครับ เพราะไปทำงานกับ MainFrame มันหนาวมาก แต่ข้างนอกร้อน 38 องศา หน้ามืดเลยถ้าเข้า ๆ ออก ๆ นึกแล้วไม่อยากจะพูดอะไรต่อเพราะคนอื่นจะเดาอายุออก
ผมไม่อยากให้คนไทยเรามองเรื่อง IT เป็นเรื่องไกลตัวหรือเป็นเรื่องใหญ่โตที่ต้องลงทุนกันเยอะแยะ มันไม่ได้เป็นเครื่องมือบอกว่าเราเป็นคน up to date หรือ out of date การพัฒนามันต้องมีอยู่แล้วตามธรรมชาติของมนุษย์ เรามีอะไรก็หาทางใช้ให้มันคุ้มค่า จะว่าไป IT นี้ก็ช่วยทำให้คนเรามีชีวิตที่ดีขึ้นได้โดยไม่จำเป็นมีเงินมากขึ้นก็ได้ จริงไหมครับ
มีบางท่าน (รวมพี่สาวผมด้วย) บอกว่า IT นี้แหละนำเรื่องไม่ดีมาให้ลูกหลานเรา จริงครับ แต่ IT มันเป็นสิ่งไม่มีความคิด คนต่างหากที่มี จะดีหรือไม่อยู่ที่คน (และเห็นด้วยครับว่าต้องมีจริยธรรมควบคู่ไปด้วย) และ IT ก็จะเป็นเครื่องมืออันหนึ่งที่ทำให้สิ่งดี ๆ ในธรรมชาติออกมาให้คนอื่นได้เห็นได้เรียนรู้กัน ได้เปรียบเทียบกับสิ่งต่าง ๆ แล้วผมเชื่อว่าคนเราจะเลือกในสิ่งทีดี ๆ เองครับ
พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงใช้ social network เหมือนกัน (ท่านไปแสดงธรรมให้กับวรรณะกษัตริย์เพราะเป็นวรรณะที่มีอิทธิพลต่อสังคมมาก) เพียงแต่อยู่บนพื้นฐานของสภาพแวดล้อมเมื่อ 2600 ปีก่อน ศาสนาพุทธถึงได้แพร่หลาย จริงไหมครับ