เดิมทีตั้งใจแค่อาศัยรถเพื่อนไปเดินดูชีวิตคนที่โลตัสนวนครเพื่อผ่อนคลายเปลี่ยนอิริยาบถของสมอง โดยเพื่อนจะไปเปลี่ยนซิมใหม่เบอร์เดิม เพราะซิมเดิมใช้ไม่ได้แล้ว

    เราไปกันสามคนชายล้วน สองคนอายุเลยสี่สิบแล้ว อีกหนึ่งคนกำลังจะไปสู่เลขสี่สิบ  ระหว่างที่จะเดินออกจากโลตัส เพื่อนคนหนึ่งพูดว่า ดูหนังกันหน่อยไหมเรื่องแบทแมน อีกสองคนมองหน้าเพื่อนที่พูด คนหนึี่งบอกว่า "แล้วแต่" อีกคนหนึ่งพูดว่า "ไม่มีปัญหา แต่อยากดูเรื่องไอซ์เอจมากกว่า เพราะดูมาสามภาคแล้ว อยากดูต่อ...แต่ไม่ดูหรอก ไว้ซื้อซีดีเก็บไว้ดูดีกว่า" เมื่อสอบถามกันว่าใครมีธุระอะไรบ้าง ใช้เวลาเท่าไรสำหรับหนังเรื่องหนึ่งฯลฯ ครั้นได้ข้อสรุปเราจึงไปซื้อตั๋วในราคา ๑๔๐ บาทต่อที่นั่ง ฟังราคาแล้วตกใจ ทำไมราคาสูงกว่าเรื่องอื่นๆ อีกอย่างไม่ได้เข้าโรงหนังมาหลายปีแล้ว วันนี้ก็ใช่ว่าตั้งใจจะมาดูหนังเสียเมื่อไร มันเป็นเหตุบังเอิญมากกว่า (ในความจริงผมเชื่อว่าเหตุบังเอิญไม่มี) แม้ว่าราคามันจะสูงกว่าหนังทั่วไป แต่เมื่อตั้งใจจะดูก็ดู คำสุดท้าย เราให้เพื่อนคนที่อยากดูหนังตัดสินใจว่าจะดูหรือไม่ กับราคาเท่านั้น เพียงคำเดียว เมื่อได้รับการตอบรับว่า "ดู" งั้นก็ดู

   เพื่อนยังไม่กินข้าวเที่ยง จึงต้องหาไปข้าวเที่ยงกินรองท้องกันก่อน ก่อนกินข้าวเสร็จ สองท่านดึงกระดาษชำระบนโต๊ะกินข้าวแจกกันและพับใส่กระเป๋าเสื้อพร้อมกับพูดว่า "เผื่อว่าเรื่องแบทแมนมันเศร้า เราจะได้เอากระดาษชำระเช็ดน้ำตา" 

   เมื่อถึงเวลา เราจึงเดินเข้าไปในโรงหนัง นั่งประจำที่ตามเบอร์ ปรากฎว่า คนไม่เต็มโรง น่าจะประมาณ ๒๐ คนเห็นจะได้ ผมเอี้ยวตัวมองดูคนรอบตัว เขามากันเป็นคู่ๆ คือชายหญิง และวัยก็.....แตกต่างจากเราสามคน เขาแต่งตัวตามสบาย แต่เราแต่งตัวดูดีเกินไป (ฮิฮิ) คนหนึ่งผูกเนคไท อีกสองคนก็แนวเดียวกันแต่ไม่ได้ผูกผ้าเช็ดปากที่คอ ที่ชาวเมืองเขามองว่าดูเรียบร้อย (ฮิฮิ) 

  แล้วหนังก็จบลง...ผมได้ข้อสรุปว่า นี่คือยุคคนยากไร้พิพากษาคนมีทรัพย์สินเหลือเฟือ...แต่สุดท้ายก็แพ้แบทแมนอยู่ดี...แน่นอนบ้านเมืองนี้รอคอย นกมีหูหนูมีปีกยามรัติกาล