เป็นที่ยอมรับกันว่า มีมนุษย์ที่เป็น “คนเชื้อสายไทย” ทั้งที่อาศัยอยู่ในประเทศไทยและนอกประเทศไทย สำหรับคนเชื้อสายไทยกลุ่มที่อาศัยอยู่นอกประเทศไทยนั้น มีทั้งกลุ่มที่อพยพออกจากประเทศไทยไปอาศัยในรัฐต่างประเทศ และที่อาศัยอยู่ในดินแดนที่ประเทศไทยเสียให้แก่รัฐต่างประเทศไปในอดีต ซึ่งคนเชื้อสายไทยกลับหลังนี้มีทั้งที่ยังอาศัยอยู่ในรัฐต่างประเทศ และที่เพิ่งอพยพกลับเข้ามาในประเทศไทย

สำหรับประเทศไทยในช่วง ๓๐ ปีหลังนี้ เราพบข้อเรียกร้องที่จะกลับคืนสู่สถานะคนสัญชาติไทยของ “คนเชื้อสายไทยที่อพยพกลับมาจากดินแดนของรัฐต่างประเทศ” อยู่ ๓ กลุ่มใหญ่ๆ กล่าวคือ (๑) คนเชื้อสายไทยที่อพยพกลับจากเกาะกง ประเทศกัมพูชา (๒) คนเชื้อสายไทยที่อพยพกลับจากจังหวัดมะริดประเทศพม่า และ (๓) คนเชื้อสายไทยที่อพยพกลับจากบ้านห้วยซ้าน จังหวัดเมียววดี ประเทศพม่า เราพบอีกว่า ด้วยความไม่สงบยาวนานในประเทศพม่าและกัมพูชาในช่วง ๕๐ ปีที่ผ่านมา คนเชื้อสายไทยเหล่านี้ไม่ได้รับการดูแลจากรัฐเจ้าของดินแดน และอาจได้รับผลกระทบจากการสู้รบในพื้นที่ที่อาศัยอยู่ จนทำให้ต้องตัดสินใจอพยพกลับเข้ามาในประเทศไทย

รัฐไทยเองก็มิได้เพิกเฉยต่อคนเชื้อสายไทยทั้งสามกลุ่ม ซึ่งดูเหมือนจะตกเป็นคนต่างด้าวไปแล้วสำหรับประเทศไทย เพราะเหตุที่บุพการีน่าจะเสียสัญชาติไทยแล้วโดยผลของการเสียดินแดน หรือการพิสูจน์ความเป็นคนสัญชาติไทยของบุพการีนั้นทำไม่ได้เลย[1] และจำนวนข้างมากที่อพยพกลับมาประเทศในช่วง พ.ศ.๒๕๒๐-๒๕๓๐ ยังตกเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติอีกด้วย เพราะเหตุที่ไม่ได้รับการรับรองสิทธิในสถานะคนสัญชาติโดยรัฐเจ้าของดินแดนที่เกิด เราพบว่า รัฐไทยมีนโยบายที่จะสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรไทยสำหรับพวกเขาในสถานะ “คนเชื้อสายไทย” แต่อย่างไรก็ตาม ก็มีคนเชื้อสายไทยจำนวนไม่น้อยที่พลัดหลงไปยังทะเบียนประวัติอื่นซึ่งมิใช่สำหรับคนเชื้อสายไทย และก็มีจำนวนที่ไม่น้อยเช่นกันที่ยังไม่อยู่ในทะเบียนราษฎรของรัฐไทย และอาจจะไม่อยู่ในทะเบียนราษฎรของรัฐใดเลยบนโลก อันหมายความว่า พวกเขายังอาจตกอยู่ในสภาวะความไร้รัฐโดยสิ้นเชิงนั่นเอง

เราพบว่า รัฐไทยมิได้มีนโยบายที่จะให้สถานะบุคคลตามกฎหมายการทะเบียนราษฎรเบื้องต้นแก่คนเชื้อสายไทยที่อพยพกลับจากเกาะกงหรือมะริดหรือห้วยซ้านเท่านั้น เราพบอีกว่า รัฐไทยยังมีนโยบายให้สถานะบุคคลตามกฎหมายคนเข้าเมืองในสถานะคนต่างด้าวที่เข้าเมืองถูกกฎหมายและมีสิทธิอาศัยอยู่ถาวรในประเทศไทย ก่อนที่จะเข้าสู่สถานะคนสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติ อันทำให้บุตรที่เกิดหลังจากบุพการีทั้งสองได้รับสถานะคนต่างด้าวอยู่ถาวรมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักดินแดน และบุตรที่เกิดหลังจากบุพการีคนใดคนหนึ่งมีสถานะเป็นคนสัญชาติไทยโดยการแปลงสัญชาติมีสิทธิในสัญชาติไทยโดยหลักสืบสายโลหิต กระบวนการคืนสถานะคนสัญชาติไทยดังนี้ใช้เวลาค่อนข้างยาวนาน และคนเชื้อสายไทยจำนวนหนึ่งซึ่งไม่น้อยรู้สึกยอมรับไม่ได้ที่จะกลับคืนสู่สถานะคนสัญชาติไทยโดยผ่านการแปลงสัญชาติ จึงมีการรวมกลุ่มกันเพื่อเรียกร้องสิทธิที่จะกลับสู่สถานะคนสัญชาติไทยโดยการได้สัญชาติไทยดั่งบุพการี กล่าวคือ สถานะคนสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักสืบสายโลหิตนั่นเอง คนกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า “คนไทยพลัดถิ่น” ในขณะที่ ศาสตราจารย์ เสน่ห์ จามริก ประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติคนแรกของประเทศไทย เรียก “คนเชื้อสายไทยที่อพยพกลับจากดินแดนที่เสียไป” นี้ว่า “คนไทยถิ่นพลัด” แต่อย่างไรก็ตาม ศัพท์ที่เรียกกันทั่วไป ก็คือ “คนไทยพลัดถิ่น” อันหมายความถึง “คนเชื้อสายไทยที่เกิดและอาศัยในต่างประเทศ และต่อมาอพยพกลับมาอาศัยในประเทศไทย” ซึ่งเป็นกลุ่มที่แตกต่างไปจาก “คนพลัดถิ่นที่มีเชื่อสายต่างด้าว” ซึ่งอาจจะอพยพมาจากพม่าหรือกัมพูชาเหมือนกัน และทำให้ฝ่ายความมั่นคงของรัฐไทยหวาดระแวงถึงการปะปนของคนทั้งสองกลุ่ม ในความเป็นจริง จึงมีคนพลัดถิ่นเชื้อสายต่างด้าวที่ไปถูกบันทึกในทะเบียนประวัติเพื่อคนเชื้อสายไทย ในขณะเดียวกัน คนพลัดถิ่นเชื้อสายไทยก็ไปถูกบันทึกในทะเบียนประวัติเพื่อคนต่างด้าวแท้ การพลัดหลงจากทะเบียนประวัติที่ถูกต้องมีให้เห็นในระหว่างการศึกษาวิจัย

เราพบต่อไปว่า ด้วยการต่อสู้ของกลุ่มคนไทยพลัดถิ่นที่รวมตัวกันภายใต้ชื่อว่า “เครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทยจังหวัดระนอง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และตราด” รัฐไทยได้ยอมรับที่จะคืนสิทธิในสัญชาติไทยโดยการเกิดโดยหลักสืบสายโลหิตดั่งบุพการีแก่คนไทยพลัดถิ่นตามความเป็นจริงโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๕๕ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕ จึงมีผลในประเทศไทยตั้งแต่วันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ.๒๕๕๕

กฎหมายสัญชาติไทยใหม่ใน พ.ศ.๒๕๕๕ อันได้แก่ พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๕๕ ได้กำหนดให้เพิ่มนิยามของคำว่า “คนไทยพลัดถิ่น” ลงไปในกฎหมายสัญชาติไทย อันได้แก่ พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ โดยเพิ่มลงในมาตรา ๔ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ โดยมีบทบัญญัติว่า “คนไทยพลัดถิ่น  หมายความว่า ผู้ซึ่งมีเชื้อสายไทยที่ต้องกลายเป็นคนในบังคับของประเทศอื่น โดยเหตุอันเกิดจากการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของราชอาณาจักรไทยในอดีต ซึ่งปัจจุบันผู้นั้นมิได้ถือสัญชาติของประเทศอื่น และได้อพยพเข้ามาอยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นระยะเวลาหนึ่งและมีวิถีชีวิตเป็นคนไทย โดยได้รับการสำรวจจัดทำทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการทะเบียนราษฎรภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะรัฐมนตรีกำหนด หรือเป็นผู้ซึ่งมีลักษณะอื่นทำนองเดียวกันตามที่กำหนดในกฎกระทรวง” และกฎหมายใหม่นี้ยังรับรองให้สิทธิในสัญชาติไทยดั่งบุพการีแก่คนไทยพลัดถิ่นที่ได้สิทธิในสัญชาติไทยประเภทอื่นไปแล้วโดยมาตรา ๕ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๕๕ และรับรองให้สิทธิในสัญชาติไทยดั่งบุพการีแก่คนไทยพลัดถิ่นที่ยังเป็นคนต่างด้าวโดยผลของมาตรา ๙/๖ วรรคแรก แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๕๕ ทั้งยังรับรองสิทธิดังกล่าวต่อไปยังบุตรที่ยังเป็นคนต่างด้าวโดยมาตรา ๙/๖ วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๕๕ และบุตรที่มีสัญชาติไทยประเภทอื่นไปก่อนหน้าแล้วโดยผลของมาตรา ๙/๗ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๕๕ สรุป ก็คือ กฎหมายสัญชาติใหม่ใน พ.ศ.๒๕๕๕ มีเจตนารมย์ที่จะคืนสิทธิในสัญชาติไทยดั่งบุพการีให้แก่บุคคลที่พิสูจน์ว่าเป็น “คนไทยพลัดถิ่น” ทุกคน

ขอให้ตระหนักว่า กระบวนการรับรองว่า บุคคลธรรมดาใดมีสถานะเป็น “คนไทยพลัดถิ่นตามมาตรา ๔  แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๕๕” จึงมีความสำคัญมาก ซึ่งกฎหมายสัญชาติใหม่กำหนดให้การรับรองทำโดย “คณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นตามมาตรา ๙/๑ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๕๕” และการพิสูจน์และการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดใน “กฎกระทรวงตามมาตรา ๙/๕ วรรค ๓ แห่ง พ.ร.บ.สัญชาติ พ.ศ.๒๕๐๘ ซึ่งถูกเพิ่มเติมโดย พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๕๕” เราคงตระหนักได้ว่า การปรับใช้กฎหมายเพื่อคืนสิทธิในสัญชาติไทยดั่งบุพการีแก่คนไทยพลัดถิ่นจะมีประสิทธิภาพหรือไม่ จึงขึ้นอยู่กับ (๑) คุณภาพของคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น และ (๒) คุณภาพของกฎกระทรวงเพื่อการพิสูจน์และการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น”

เราพบว่า มีข้อโต้แย้งระหว่างกระทรวงมหาดไทยและเครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทยจังหวัดระนอง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และตราด ทั้งในขั้นตอน (๑) การแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงวุฒิในคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น และ (๒) การยกร่างกฎกระทรวงเพื่อการพิสูจน์และการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่น

ประเด็นการไม่มีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมในการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงวุฒิในคณะกรรมการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นเป็นข้อโต้แย้งในประการแรก โดยเครือข่ายการแก้ปัญหาคืนสัญชาติคนไทยจังหวัดระนอง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และตราด รวมตลอดถึงเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คป.สม.) เครือข่ายขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (PMOVE) และสมัชชาปฏิรูปประเทศไทย ซึ่งร่วมกันผลักดันการยกร่างกฎหมายเพื่อคืนสิทธิในสัญชาติไทยดั่งบุพการีแก่คนไทยพลัดถิ่นมาเกือบ ๑๐ ปี แต่อย่างไรก็ตาม ในที่สุด ก็มีการยอมรับให้มีกรรมการผู้ทรงวุฒิจำนวน ๔ ท่านจากการเสนอของเครือข่ายภาคประชาสังคมดังกล่าว ภายหลังการโต้แย้งกันด้วยการชุมนุมของมวลชนคนไทยพลัดถิ่น

ข้อโต้แย้งประการที่สองที่ภาคประชาสังคมมีต่อการรักษาการตามพระราชบัญญัติสัญชาติ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๕๕ ก็คือ ร่างกฎกระทรวงเพื่อการพิสูจน์และการรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นไม่รับรองสิทธิในการยื่นขอพิสูจน์และรับรองความเป็นคนไทยพลัดถิ่นของคนไทยพลัดถิ่นที่พลัดหลงจากทะเบียนประวัติคนเชื้อสายไทยไปอยู่ในทะเบียนประวัติที่ออกให้แก่คนต่างด้าวแท้ และนอกจากนั้น กฎกระทรวงยังกำหนดวิธีการพิสูจน์ความเป็นคนไทยพลัดถิ่นที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงและก่อภาระเกินสมควรแก่คนไทยพลัดถิ่นที่ประสงค์จะใช้สิทธิ แต่อย่างไรก็ตาม ในที่สุด ก็มีการยอมรับปรับบทบัญญัติในกฎกระทรวงบ้าง และมีมติคณะรัฐมนตรีเพื่อสั่งการให้มีการแก้ไขปัญหาให้แก่คนไทยพลัดถิ่นที่น่าจะได้รับผลกระทบทางลบอยู่ต่อไป ภายหลังการโต้แย้งกันด้วยการชุมนุมของมวลชนคนไทยพลัดถิ่นอีกครั้ง

เพื่อให้การทำงานตามเจตนารมย์ของ พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๕๕ เป็นไปด้วยจิตเกษมระหว่างกัน ภาควิชาการที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนจึงร้องขอให้ทุกฝ่ายที่ทำงานเพื่อคนไทยพลัดถิ่นได้โปรดเข้าสู่เวทีวิชาการเพื่อทบทวนแนวคิดและการจัดการสิทธิให้แก่คนไทยพลัดถิ่น โดยเฉพาะคนไทยพลัดถิ่นที่ยังประสบปัญหาความไร้รัฐไร้สัญชาติ การกลับไปสู่การแสวงหาองค์ความรู้ที่รอบด้านและตั้งอยู่บนสมดุลย์ระหว่างความมั่นคงแห่งรัฐและสิทธิมนุษยชน น่าจะเป็นสภาวะการณ์ที่สร้างสันติสุขในสังคมไทย และการตัดสินใดๆ ตามอำนาจหน้าที่ที่แต่ละฝ่ายมีตามกฎหมายบ้านเมืองในเวลาต่อมาก็น่าจะนำไปสู่การอำนวยสุขภาวะให้แก่ราษฎรได้อย่างแท้จริงและยั่งยืน

ยังมีงานที่จะต้องเกิดขึ้นตาม พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๕๕ อีกหลายขั้นตอน ดังนั้น การประเมินสถานการณ์ด้านความคิดและการจัดการที่ควรจะเป็นโดยนักวิชาการที่ศึกษาวิจัยอย่างยาวนานในเรื่องนี้จึงน่าจะเกิดขึ้นเพื่อเป็นข้อมูลในการตั้งใจของทุกฝ่ายที่ต้องมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย และข้อเสนอแนะที่มาจากการแลกเปลี่ยนเรียนระหว่างกันในพื้นที่ทางวิชาการก็น่าจะทำให้บรรยากาศการทำงานอย่างมีจิตเกษมเกิดได้จริงและดำเนินต่อไปเพื่อคืนสิทธิในสัญชาติไทยดั่งบุพการีแก่คนเชื้อสายไทยที่ตกเป็นคนต่างด้าวทุกคนตามเจตนารมย์ของ พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๕๕

โครงการแสวงหาองค์ความรู้ในการจัดการประชากรในประเทศไทย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จึงรับหน้าที่ที่จะเปิดเวทีวิชาการเพื่อการเสวนาระหว่างทุกฝ่ายที่รักษาการตาม พ.ร.บ.สัญชาติ (ฉบับที่ ๕) พ.ศ.๒๕๕๕ และตลอดจนมวลมิตรทางวิชาการและมวลมิตรจากองค์กรอิสระ

วัตถุประสงค์ของเวทีนี้ก็น่าจะมีอยู่ ๓ ประการ กล่าวคือ (๑) ระดมความรู้ในข้อเท็จจริงและข้อความรู้เกี่ยวกับคนไทยพลัดถิ่นที่ประสบความไร้รัฐไร้สัญชาติ (๒) สร้างข้อสรุปเกี่ยวกับประเด็นสำคัญในการจัดการสิทธิของคนดังกล่าว และ (๓) ผลักดันความเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อพัฒนาสิทธิของคนดังกล่าวต่อไป อันทำให้มนุษย์ในสถานการณ์นี้บรรลุถึงสิทธิในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ดังที่มนุษย์ทุกคนพึ่งมี

เวทีเสวนาจะเกิดขึ้น ๒ วัน กล่าวคือ (๑) วันแรกจะเป็นวันที่มวลมิตรทางวิชาการและจากองค์กรอิสระที่จะเสวนาเพื่อ “ประเมินสถานการณ์เด่นด้านความคิดและการจัดการสิทธิ” ซึ่งน่าจะนำไปข้อเสนอแนะที่เหมาะสมในการจัดการกระบวนการพิสูจน์และรับรองสถานะคนไทยพลัดถิ่นอันนำไปสู่การทรงสิทธิในสัญชาติไทยดั่งบุพการี และ (๒) วันที่สองจะเป็นวันที่ทำกิจกรรมเสวนาเพื่อ พิจารณาข้อเสนอแนะในเรื่องแนวความคิดและการจัดการสิทธิที่ได้แลกเปลี่ยนกันต่อสาธารณะชน

เวทีในวันแรกทำในวันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๕ เวลา ๑๓.๓๐ – ๑๖.๓๐ น. ณ ห้องประชุม ๒๒๑ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และ ณ ห้องประชุม ๑๓๐๘ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง โดยการถ่ายทอดการประชุมทางไกล (Teleconference) ส่วนเวทีในวันที่สองทำในวันที่ ๓๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๕ เวลา ๑๓.๓๐ – ๑๗.๐๐ น. ณ ห้องประชุม ศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทยิ์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ และ ณ ห้องประชุม ๑๓๐๘ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ลำปาง โดยการถ่ายทอดการประชุมทางไกล (Teleconference)

จึงขอเชิญมวลมิตรแสดงเจตนาเข้าร่วมเวที หรือแสดงความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว


[1] เป็นไปได้ที่คนเชื้อสายไทยในสถานการณ์นี้จะมีบุพการีที่อพยพไปอยู่ในมะริดหรือเกาะกงหลังจากการเสียดินแดนในปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ บุพการีจึงมิได้เสียสัญชาติไทยเพราะเสียดินแดน พวกเขาเป็นเพียงคนสัญชาติไทยที่เดินทางไปทำงานในต่างประเทศ แต่เนื่องจากเป็นการออกไปจากประเทศไทยก่อนที่ประเทศนี้จะมีระบบการรับรองสถานะบุคคลที่สมบูรณ์ดังปัจจุบัน โดยเฉพาะกลุ่มที่อพยพไปอาศัยในมะริดหรือเกาะกงก่อน พ.ศ.๒๔๙๙ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีการจัดทำทะเบียนราษฎรอย่างครอบคลุมประเทศไทย บุคคลในสถานการณ์ดังกล่าวจึงอาจมีข้อเท็จจริงที่ฟังได้ว่า เป็นคนสัญชาติไทย แต่ไม่ปรากฏพยานหลักฐานที่น่าเชื่อถือได้ว่า มีสิทธิในสัญชาติไทย พวกเขาและบุตรหลานจึงมีลักษณะเป็นคนเชื้อสายไทยแต่ถูกถือเป็นคนต่างด้าว เพราะเหตุที่ไม่อาจพิสูจน์สัญชาติไทย