รายงานการวิจัย


กระบวนการจัดการเรียนการสอนวิชาพุทธวิธีการบริหารงานจะต้องส่งเสริมให้พระนิสิตสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ (ม.๒๒) และยังให้หมายรวมเอาว่า การยกกิจกรรมในการเรียนการสอน ให้กับพระนิสิต โดยเน้นให้พระนิสิตได้ แสดงกิจกรรม แสดงพฤติกรรม ตามที่ระบุไว้แล้วใน หลักสูตรนอกเหนือจากนี้ในบทความนี้ผู้เขียนใคร่เน้นย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่อาจารย์ผู้สอนพึงปรับเปลี่ยนกระบวนการคิดหรือกระบวนทัศน์ ( PARADIGM SHIFT) ในการปฏิรูปการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาพระนิสิตเสียใหม่

บทที่  4

      ผลการวิเคราะห์ข้อมูล

 

การวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์ปัญหาการจัดการเรียนการสอนวิชาพุทธวิธีการบริหารงาน โดยใช้หลักอริสัจ  ๔   มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย  วิทยาเขตพะเยา  ผลการวิเคราะห์ข้อมูล    แบ่งออกเป็น   ๒  ขั้นตอน   ดังนี้

  ตอนที่  ๑  สภาพทั่วไปของพระนิสิตที่สนทนากลุ่ม

  ตอนที่  ๒ ขอบเขตด้านเนื้อหา

                 ๑. ปัจจัยด้านหลักสูตร

                       ๑.๑  ปัญหาเนื้อหาของหลักสูตร         

                        ๑.๒  ปัญหาของผู้เรียน

                        ๑.๓  ปัญหาของสิ่งแวดล้อม

 ตอนที่  ๑  สภาพทั่วไปของพระนิสิตที่สนทนากลุ่ม

            ผู้วิจัยได้ศึกษาสภาพทั่วไปของผู้สนทนากลุ่ม  ของพระนิสิต ชั้นปีที่ ๔ สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ  วิชาเอกการจัดการเชิงพุทธ  ที่เรียนวิชาพุทธวิธีการบริหารงาน จำแนกเป็นตารางดังต่อไปนี้

 

สถานภาพ

จำนวน (รูป)

ร้อยละ

นิสิตที่เป็นพระภิกษุ

๑๐

๑๐๐

นิสิตที่เป็นสามเณร

-

-

รวม

๑๐

๑๐๐

 

      

                ตอนที่ ๒  ข้อมูลทั่วไป

 

อายุ

จำนวน (รูป)

ร้อยละ

ระหว่าง  ๕๐ – ๖๘

๗๐

ระหว่าง  ๓๖ – ๔๙

๓๐

รวม

๑๐

๑๐๐

 

ตอนที่ ๓ ขอบเขตด้านเนื้อหา 

                             ๑. สภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอนวิชาพุทธวิธีการบริหารงาน(ทุกข์)

                                   ๑.๑ ปัญหาด้านเนื้อหาหลักสูตร : จากการศึกษาและวิเคราะห์การสนทนากลุ่ม  พบว่า พระนิสิตส่วนน้อยเห็นว่าหลักสูตรวิชาพุทธวิธีการบริหารงานยังมีเนื้อหาไม่ครอบคลุม และกว้างขวางเพียงพอ  แต่เวลาการเรียนการสอนมีน้อย สอนไม่ครบจำนวนหน่วยกิตที่กำหนดไว้ในแผนการสอน ๒ หน่วยกิต ควรที่จะปรับปรุงและแก้ไข

                         ๑.๒  ปัญหาด้านหน่วยกิต   : พระนิสิตส่วนใหญ่มีความพึงพอใจจำนวนหน่วยกิต ๒ หน่วยไม่มากและน้อยเกินไป ไม่ควรจะเพิ่มหน่วยกิตอีก

                        ๑.๓ ปัญหาด้านกระบวนการเรียนการสอน :  จากการสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนน้อยเห็นว่าอาจารย์ควรจะมีเวลาสอนให้มากกว่านี้   ให้สอนตามแผนการสอน

                        ๑.๔ ปัญหาด้านการวัดผลประเมินผล  :  จากการสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนใหญ่ให้เพิ่มการค้นคว้างานในเอกสารตำราต่าง ๆ  และให้ส่งใบงานหรือรายงาน และควรให้คะแนนแต่ละบทให้มากกว่านี้ 

                    

                 ๒. ปัจจัยด้านผู้เรียน (ทุกข์)

                      ๒.๑ ปัญหาความรู้พื้นฐานของผู้เรียน :  จากการสนทนากลุ่ม พบว่า      พระนิสิตส่วนใหญ่มีความรู้พื้นฐานทางด้านศัพท์ภาษาบาลีน้อย และไม่เข้าใจศัพท์ธรรมะ บางศัพท์มีความลึกซึ้งมากเกินไปยากที่จะทำความเข้าใจ                         

                       ๒.๒  ปัญหาความต้องการในการเรียน :  จากการสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนใหญ่ มีความรับผิดชอบและสนใจในการเรียนวิชาพุทธวิธีการบริหารงาน เพราะว่า เนื้อหาของวิชาสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ และนำไปเผยแผ่แก่ชุมชน  และสังคมได้

                  ๓. ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม (ทุกข์)

                      ๓.๑ ปัญหาด้านการบริหารการศึกษา : จากการสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ผู้บริหารบางท่าน ไม่ค่อยสนใจต่อพระนิสิต   ผู้บริหารขาดปฏิสัมพันธ์กับพระนิสิต และผู้บริหารที่เป็นอาจารย์ผู้สอน ควรจะอุทิศเวลาให้การเรียนการสอนให้มากกว่านี้

                      ๓.๒ ปัญหาด้านของผู้สอน  :  จากการสนทนากลุ่ม พบว่า  พระนิสิตส่วนน้อยที่เห็นว่า ผู้สอนควรจะมีเวลาสอนให้มากกว่านี้  ให้สอนตามแผนการสอนที่แจกให้พระนิสิต

                      ๓.๓  ปัญหาด้านสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนการสอน  :  จากการสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนใหญ่ เห็นว่า ห้องเรียน   ห้องน้ำ ต้องปรับปรุงเร่งด่วน น้ำดื่มไม่เพียงพอและไม่สะอาด

                  ๑. ปัจจัยด้านหลักสูตร (สมุทัย)

                      ๑.๑ สาเหตุของปัญหาด้านเนื้อหาหลักสูตร : จากการศึกษาและวิเคราะห์การสนทนากลุ่ม  พบว่า  พระนิสิตส่วนใหญ่มีความพึงพอใจใน ด้านเนื้อหาของหลักสูตรวิชาพุทธวิธีการบริหารงาน มีความครอบคลุมและกว้างขวาง  จากการสนทนากลุ่มพบว่า มีพระนิสิตส่วนน้อยเห็นว่าหลักสูตรวิชาพุทธวิธีการบริหารงาน ยังมีเนื้อหาไม่ครอบคลุม และกว้างขวางเพียงพอ ควรจะเพิ่มเนื้อหาให้มากกว่านี้

                                    ๑.๒  สาเหตุของปัญหาด้านหน่วยกิต   : พระนิสิตส่วนใหญ่มีความพึงพอใจจำนวนหน่วยกิต ๒ หน่วยไม่มากและน้อยเกินไป ไม่ควรจะเพิ่มหน่วยกิตอีก

                               ๑.๓  สาเหตุของปัญหาด้านกระบวนการเรียนการสอน :  พระนิสิตส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในกระบวนการเรียนสอนของอาจารย์  จากการสนทนากลุ่ม พบว่า มีพระนิสิตส่วนน้อยเห็นว่าอาจารย์ควรจะมีเวลาสอนให้มากกว่านี้   ให้สอนตามแผนการสอน

                               ๑.๔ สาเหตุของปัญหาด้านการวัดผลประเมินผล  :  จากการสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนใหญ่ให้เพิ่มการค้นคว้างานในเอกสารตำราต่าง ๆ  และให้ส่งใบงานหรือรายงาน และควรให้คะแนนแต่ละบทให้มากกว่านี้  พระนิสิตส่วนน้อยเห็นว่า ใบงานหรือรายงาน ที่อาจารย์ให้ทำเพียงพอแล้ว

                 ๒. ปัจจัยด้านผู้เรียน

                          ๒.๑สาเหตุของปัญหาความรู้พื้นฐานของผู้เรียน :  จากการสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนใหญ่มีความรู้พื้นฐานทางด้านศัพท์ภาษาบาลีน้อย และไม่เข้าใจศัพท์ธรรมะ บางศัพท์มีความลึกซึ้งมากเกินไปยากที่จะทำความเข้าใจ  พบว่า มีพระนิสิตส่วนน้อยที่มีความรู้พื้นฐานทางด้านภาษาบาลีค่อนข้างดี

                        ๒.๒  สาเหตุของปัญหาความต้องการในการเรียน :  จากการสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนใหญ่ มีความรับผิดชอบและสนใจในการเรียนวิชาพุทธวิธีการบริหารงาน  เพราะว่า เนื้อหาของวิชาสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ และนำไปเผยแผ่แก่ชุมชน  และสังคมต่อไป

                ๓. ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม

                        ๓.๑ สาเหตุของปัญหาด้านการบริหารการศึกษา : จากการสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ผู้บริหารบางท่าน ไม่ค่อยสนใจต่อพระนิสิต   ผู้บริหารขาดปฏิสัมพันธ์กับพระนิสิต และผู้บริหารที่เป็นอาจารย์ผู้สอน ควรจะอุทิศเวลาให้การเรียนการสอนให้มากกว่านี้

                       ๓.๒ สาเหตุของปัญหาด้านของผู้สอน  :  จากการสนทนากลุ่ม พบว่า  พระนิสิตส่วนใหญ่เห็นว่า อาจารย์ผู้สอน มีความเข้าใจเนื้อหา มีความรู้ ความสามารถในการถ่ายทอด  และมีความตั้งใจในการสอน เพื่อมุ่งหวังพัฒนาพระนิสิต ให้เป็นบุคลากรทางพระพุทธศาสนาที่มีคุณค่ายิ่ง  มีพระนิสิตส่วนน้อยที่เห็นว่า ผู้สอนควรจะมีเวลาสอนให้มากกว่านี้

                       ๓.๓ สาเหตุของ ปัญหาด้านสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนการสอน  :  จากการสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนใหญ่ เห็นว่า ห้องเรียน   ห้องน้ำ ต้องปรับปรุงเร่งด่วน น้ำดื่มไม่เพียงพอและไม่สะอาด

                      ๓.๔ สาเหตุของปัญหาด้านสื่อโสตทัศนูปกรณ์  :  จากการสนทนากลุ่ม พบว่า สื่อในห้องเรียนไม่ได้รับการดูแล สกปรก สื่อบางอย่างไม่ทันสมัย ควรจะปรับปรุงเป็นระยะเร่งด่วน และควรเพิ่มสื่อการสอนให้หลากหลาย

              ๒. การแก้ปัญหาเกี่ยวกับหลักสูตร (นิโรธ)
                     ๒.๑ เน้นการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรให้มีคุณภาพ และทันสมัย
                     ๒.๒ พัฒนาหลักสูตรให้ส่งเสริมการเรียนแบบบูรณาการ การประสานชีวิตจริง และการ

เตรียมการทำงานจากประสบการณ์
                    ๓.การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับผู้เรียน(นิโรธ)
                      ๓.๑การเน้นพระนิสิตเป็นสำคัญ โดยอาจารย์คำนึงถึงคุณค่าที่พระนิสิตจะได้รับเป็นหลักและเอื้อประโยชน์ต่อพระนิสิตมากที่สุด
                      ๓.๒มีการเตรียมความพร้อมของพระนิสิตในการเรียนแบบผู้เรียนเป็นสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมผู้เรียนมาตั้งแต่ระดับชั้นประถมและมัธยมศึกษา ก่อนที่จะเข้าสู่ระดับปริญญาตรี
                      ๓.๓กำหนดคุณลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์เพื่อนำไปสู่เป้าหมายการผลิตที่ชัดเจนและมีคุณภาพ
                      ๓.๔การปลูกฝังและพัฒนาทักษะทั้งทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านภาษาและด้านการสื่อสารให้กับพระนิสิต
                      ๓.๕การปลูกฝังและพัฒนาทักษะทางด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ การวิเคราะห์ การแก้ปัญหา
                      ๓.๖ปลูกฝังให้มีนิสัยในการใฝ่รู้
                     ๓.๗พัฒนาทักษะในการคัดเลือกข้อมูลโดยการวิเคราะห์สังเคราะห์
                      ๓.๘การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม โดยวิธีการสอดแทรกในการเรียนการสอนทุกๆ รายวิชานอกจากการจัดเป็นรายวิชาเฉพาะ

                           ๔.การแก้ปัญหาเกี่ยวกับผู้สอน(นิโรธ)
                                ๔.๑ควรลดการบรรยายทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนชี้แนะ
                                         ๔.๒เน้นเข้าใจและเห็นความจำเป็นของหลักการของพระนิสิตเป็นสำคัญ
                                ๔.๓มีการกำหนดภาระงานที่เหมาะสมและชัดเจน ได้แก่ การสอนการวิจัย การให้บริการทางวิชาการและการทำนุบำรุงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
                               ๔.๔ มีการประเมินการสอนของอาจารย์ โดยการเน้นการประเมินเพื่อพัฒนาและปรับปรุงการสอนของอาจารย์ให้มีประสิทธิภาพ
                               ๔.๕ส่งเสริมให้อาจารย์ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนการสอน โดยการกำหนดเป็นภาระงานที่จะต้องปฏิบัติและจัดสรรงบประมาณสนับสนุนตลอดจนอำนวยความสะดวก รวมทั้งจัดหามาตรการที่จะช่วยกระตุ้น จูงใจในการดำเนินการวิจัย

 

                         ๔. การแก้ปัญหาเกี่ยวกับผู้บริหาร (นิโรธ)
                    ๔.๑ กำหนดวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการเรียนการสอนที่ชัดเจน
                   ๔.๒ มีนโยบายในการสนับสนุนทางด้านต่างๆ ในการจัดการศึกษา ตลอดจนการพัฒนาการเรียนการสอน
                    ๔.๓ มีการวางแผนการจัดการศึกษา โดยการกำหนดทิศทาง เป้าหมาย วิชาการอย่างชัดเจน ตลอดจนมีการวางแผนประสานงานอย่างต่อเนื่องในการจัดการศึกษา
                   ๔.๔ มีโครงการพัฒนาทักษะทางด้านการบริหารของผู้บริหารอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ รวมทั้งการพัฒนาทักษะ ความรู้ความเข้าใจทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
                   ๔.๕การบริหารจัดการควรเน้นที่คุณภาพของการศึกษามากกว่าเชิงปริมาณ
                   ๔.๖ จัดงบประมาณเพื่อใช้พัฒนาการเรียนการสอนอย่างจริงจัง

    

                     ๕. การแก้ปัญหาเกี่ยวกับวิธีการเรียนการสอน (นิโรธ)

                           ๕.๑ลดการบรรยายเน้นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาพระนิสิต
                   ๕.๒ มีวิธีการสอนที่หลากหลาย เหมาะสมกับธรรมชาติเนื้อหาวิชา และระดับของพระนิสิต โดยเฉพาะในระดับปริญญาตรีที่เน้นการเรียนแบบมุ่งให้เกิดความคิดวิเคราะห์ วิจารณญาณ และทักษะการแก้ปัญหาตลอดจนทักษะในการกลั่นกรองหรือย่อยข้อความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้
                             ๕.๓ จัดกระบวนการพัฒนาทักษะในการสอนของอาจารย์ให้สามารถดำเนินการสอนตามหลักการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นสำคัญโดยการจัดโปรแกรมการพัฒนาเป็นระยะในระหว่างการทำงานรวมทั้งกำหนดเป็นนโยบายภาระงานที่อาจารย์จะต้องมีการพัฒนาเป็นช่วงๆ
                             ๕.๔ ส่งเสริมให้มีการใช้สื่อประกอบกิจกรรมการเรียนรู้ของพระนิสิตมากขึ้น เช่น การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นต้น
                             ๕.๕ จัดให้มีรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายแก่พระนิสิตตามความสนใจและความถนัดทั้งในระบบนอกระบบและตามอัธยาศัยซึ่งเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต
                   ๖.การแก้ปัญหาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมต่างๆและการจัดการ(นิโรธ)
                       ๖.๑เน้นการผลิตบัณฑิตและการจัดการเรียนการสอนในเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณ โดยมีระบบการประกันและการตรวจสอบคุณภาพ
                       ๖.๒จัดหาและบริการสื่อวัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอนอย่างเพียงพอ
                       ๖.๓ประสานงานทุกระดับในสถาบันตั้งแต่ระดับนโยบายของมหาวิทยาลัยระดับคณะ วิทยาลัยและสาขาวิชา
                       ๖.๔ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดและการเรียนการสอน

                        ๗. ขั้นสรุปผล  (มรรค)

                               กระบวนการจัดการเรียนการสอนวิชาพุทธวิธีการบริหารงานจะต้องส่งเสริมให้พระนิสิตสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ (ม.๒๒) และยังให้หมายรวมเอาว่า การยกกิจกรรมในการเรียนการสอน ให้กับพระนิสิต โดยเน้นให้พระนิสิตได้ แสดงกิจกรรม แสดงพฤติกรรม ตามที่ระบุไว้แล้วใน    หลักสูตรนอกเหนือจากนี้ในบทความนี้ผู้เขียนใคร่เน้นย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่อาจารย์ผู้สอนพึงปรับเปลี่ยนกระบวนการคิดหรือกระบวนทัศน์ ( PARADIGM SHIFT) ในการปฏิรูปการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาพระนิสิตเสียใหม่ นั่นคือ ให้กลับมาสนใจกับ คำกล่าว ดังต่อไปนี้ซึ่งที่จริงแล้วเราท่านก็ได้ผ่านสายตากับคำเหล่านี้มาบ้างแล้ว คือ

                             ๑. การพัฒนาประเทศให้ยึด”คน”เป็นหลัก : (PEOPLECENTER)

                             ๒. การฝึกอบรมพึงยึด “ผู้เข้าอบรม”เป็นสำคัญ : (TRAINEECENTER)

                             ๓. การจัดการเรียนการสอนให้ยึด “ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง : (CHILDCENTER)

            ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการเน้นให้เห็นความสำคัญของ “เป้าหมาย” ของการพัฒนาที่เน้นที่ คน ทั้งนั้น ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วการปรับเปลี่ยนแนวคิดหรือกระบวนทัศน์        ในการปฏิรูปการเรียนการสอนเพื่อให้พระนิสิตได้รับการพัฒนาตามหลักการของCHILDCENTERดังกล่าวนั้น ผู้เขียนตระหนักดีว่าคือสิ่งต่อไปนี้

    ๑. อาจารย์พึงเปลี่ยนบทบาทกันเสียใหม่ ดังนี้

        ๑. ผู้กำกับ [DIRECTOR]

                            ๒. ผู้ให้คำแนะนำ [COUNSELOR]

                            ๓. ผู้อำนวยความสะดวก [FACILITATOR]

                            ๔. เป็นที่ปรึกษา [ADVISOR]

              ๒. อาจารย์พึงเปลี่ยนแนวความคิดเสียใหม่ดังนี้

                            ๑. อาจารย์ใช้ TEACH WHAT TO LEARN เสียแต่น้อย

                            ๒. แต่หันกลับมาใช้ TEACH HOW TO LEARN ให้มากเข้าไว้

             ๓ . อาจารย์ลดบทบาทของตัวเองในการแสดงออกซึ่งสิ่งต่อไปนี้ คือ  อาจารย์พูด  อาจารย์อธิบาย  อาจารย์บรรยาย  พระนิสิต ๆ นั่งฟัง อาจารย์อ่านหนังสือ

            ๔. อาจารย์พึงเพิ่มบทบาทให้พระนิสิตมีน้ำหนักในการแสดงออกให้มากเข้าไว้ ภาพลักษณ์ใหม่ให้    ปรับ พฤติกรรมพระนิสิตเป็น ดังนี้ พระนิสิตพูด  อาจารย์ฟัง นั่งชมพระนิสิตอธิบาย   อาจารย์ฟัง นั่งชมพระนิสิตบรรยาย           นั่นคือ จงใจให้แสดงพฤติกรรมให้ได้ ๘๐ ส่วน ใน ๑๐๐ ส่วน  ส่วนอาจารย์ผู้สอนให้แสดงพฤติกรรม เพียงแค่ ๒๐ ส่วน

 

หมายเลขบันทึก: 494551เขียนเมื่อ 12 กรกฎาคม 2012 12:42 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 กรกฎาคม 2012 12:42 น. ()สัญญาอนุญาต: ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี