บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
การวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์ปัญหาการจัดการเรียนการสอนวิชาพุทธวิธีการบริหารงาน โดยใช้หลักอริสัจ ๔ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตพะเยา ผลการวิเคราะห์ข้อมูล แบ่งออกเป็น ๒ ขั้นตอน ดังนี้
ตอนที่ ๑ สภาพทั่วไปของพระนิสิตที่สนทนากลุ่ม
ตอนที่ ๒ ขอบเขตด้านเนื้อหา
๑. ปัจจัยด้านหลักสูตร
๑.๑ ปัญหาเนื้อหาของหลักสูตร
๑.๒ ปัญหาของผู้เรียน
๑.๓ ปัญหาของสิ่งแวดล้อม
ตอนที่ ๑ สภาพทั่วไปของพระนิสิตที่สนทนากลุ่ม
ผู้วิจัยได้ศึกษาสภาพทั่วไปของผู้สนทนากลุ่ม ของพระนิสิต ชั้นปีที่ ๔ สาขาวิชาการจัดการเชิงพุทธ วิชาเอกการจัดการเชิงพุทธ ที่เรียนวิชาพุทธวิธีการบริหารงาน จำแนกเป็นตารางดังต่อไปนี้
|
สถานภาพ |
จำนวน (รูป) |
ร้อยละ |
|
นิสิตที่เป็นพระภิกษุ |
๑๐ |
๑๐๐ |
|
นิสิตที่เป็นสามเณร |
- |
- |
|
รวม |
๑๐ |
๑๐๐ |
ตอนที่ ๒ ข้อมูลทั่วไป
|
อายุ |
จำนวน (รูป) |
ร้อยละ |
|
ระหว่าง ๕๐ – ๖๘ |
๗ |
๗๐ |
|
ระหว่าง ๓๖ – ๔๙ |
๓ |
๓๐ |
|
รวม |
๑๐ |
๑๐๐ |
ตอนที่ ๓ ขอบเขตด้านเนื้อหา
๑. สภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอนวิชาพุทธวิธีการบริหารงาน(ทุกข์)
๑.๑ ปัญหาด้านเนื้อหาหลักสูตร : จากการศึกษาและวิเคราะห์การสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนน้อยเห็นว่าหลักสูตรวิชาพุทธวิธีการบริหารงานยังมีเนื้อหาไม่ครอบคลุม และกว้างขวางเพียงพอ แต่เวลาการเรียนการสอนมีน้อย สอนไม่ครบจำนวนหน่วยกิตที่กำหนดไว้ในแผนการสอน ๒ หน่วยกิต ควรที่จะปรับปรุงและแก้ไข
๑.๒ ปัญหาด้านหน่วยกิต : พระนิสิตส่วนใหญ่มีความพึงพอใจจำนวนหน่วยกิต ๒ หน่วยไม่มากและน้อยเกินไป ไม่ควรจะเพิ่มหน่วยกิตอีก
๑.๓ ปัญหาด้านกระบวนการเรียนการสอน : จากการสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนน้อยเห็นว่าอาจารย์ควรจะมีเวลาสอนให้มากกว่านี้ ให้สอนตามแผนการสอน
๑.๔ ปัญหาด้านการวัดผลประเมินผล : จากการสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนใหญ่ให้เพิ่มการค้นคว้างานในเอกสารตำราต่าง ๆ และให้ส่งใบงานหรือรายงาน และควรให้คะแนนแต่ละบทให้มากกว่านี้
๒. ปัจจัยด้านผู้เรียน (ทุกข์)
๒.๑ ปัญหาความรู้พื้นฐานของผู้เรียน : จากการสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนใหญ่มีความรู้พื้นฐานทางด้านศัพท์ภาษาบาลีน้อย และไม่เข้าใจศัพท์ธรรมะ บางศัพท์มีความลึกซึ้งมากเกินไปยากที่จะทำความเข้าใจ
๒.๒ ปัญหาความต้องการในการเรียน : จากการสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนใหญ่ มีความรับผิดชอบและสนใจในการเรียนวิชาพุทธวิธีการบริหารงาน เพราะว่า เนื้อหาของวิชาสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ และนำไปเผยแผ่แก่ชุมชน และสังคมได้
๓. ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม (ทุกข์)
๓.๑ ปัญหาด้านการบริหารการศึกษา : จากการสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ผู้บริหารบางท่าน ไม่ค่อยสนใจต่อพระนิสิต ผู้บริหารขาดปฏิสัมพันธ์กับพระนิสิต และผู้บริหารที่เป็นอาจารย์ผู้สอน ควรจะอุทิศเวลาให้การเรียนการสอนให้มากกว่านี้
๓.๒ ปัญหาด้านของผู้สอน : จากการสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนน้อยที่เห็นว่า ผู้สอนควรจะมีเวลาสอนให้มากกว่านี้ ให้สอนตามแผนการสอนที่แจกให้พระนิสิต
๓.๓ ปัญหาด้านสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนการสอน : จากการสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนใหญ่ เห็นว่า ห้องเรียน ห้องน้ำ ต้องปรับปรุงเร่งด่วน น้ำดื่มไม่เพียงพอและไม่สะอาด
๑. ปัจจัยด้านหลักสูตร (สมุทัย)
๑.๑ สาเหตุของปัญหาด้านเนื้อหาหลักสูตร : จากการศึกษาและวิเคราะห์การสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนใหญ่มีความพึงพอใจใน ด้านเนื้อหาของหลักสูตรวิชาพุทธวิธีการบริหารงาน มีความครอบคลุมและกว้างขวาง จากการสนทนากลุ่มพบว่า มีพระนิสิตส่วนน้อยเห็นว่าหลักสูตรวิชาพุทธวิธีการบริหารงาน ยังมีเนื้อหาไม่ครอบคลุม และกว้างขวางเพียงพอ ควรจะเพิ่มเนื้อหาให้มากกว่านี้
๑.๒ สาเหตุของปัญหาด้านหน่วยกิต : พระนิสิตส่วนใหญ่มีความพึงพอใจจำนวนหน่วยกิต ๒ หน่วยไม่มากและน้อยเกินไป ไม่ควรจะเพิ่มหน่วยกิตอีก
๑.๓ สาเหตุของปัญหาด้านกระบวนการเรียนการสอน : พระนิสิตส่วนใหญ่มีความพึงพอใจในกระบวนการเรียนสอนของอาจารย์ จากการสนทนากลุ่ม พบว่า มีพระนิสิตส่วนน้อยเห็นว่าอาจารย์ควรจะมีเวลาสอนให้มากกว่านี้ ให้สอนตามแผนการสอน
๑.๔ สาเหตุของปัญหาด้านการวัดผลประเมินผล : จากการสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนใหญ่ให้เพิ่มการค้นคว้างานในเอกสารตำราต่าง ๆ และให้ส่งใบงานหรือรายงาน และควรให้คะแนนแต่ละบทให้มากกว่านี้ พระนิสิตส่วนน้อยเห็นว่า ใบงานหรือรายงาน ที่อาจารย์ให้ทำเพียงพอแล้ว
๒. ปัจจัยด้านผู้เรียน
๒.๑สาเหตุของปัญหาความรู้พื้นฐานของผู้เรียน : จากการสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนใหญ่มีความรู้พื้นฐานทางด้านศัพท์ภาษาบาลีน้อย และไม่เข้าใจศัพท์ธรรมะ บางศัพท์มีความลึกซึ้งมากเกินไปยากที่จะทำความเข้าใจ พบว่า มีพระนิสิตส่วนน้อยที่มีความรู้พื้นฐานทางด้านภาษาบาลีค่อนข้างดี
๒.๒ สาเหตุของปัญหาความต้องการในการเรียน : จากการสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนใหญ่ มีความรับผิดชอบและสนใจในการเรียนวิชาพุทธวิธีการบริหารงาน เพราะว่า เนื้อหาของวิชาสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ และนำไปเผยแผ่แก่ชุมชน และสังคมต่อไป
๓. ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม
๓.๑ สาเหตุของปัญหาด้านการบริหารการศึกษา : จากการสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนใหญ่มีความเห็นว่า ผู้บริหารบางท่าน ไม่ค่อยสนใจต่อพระนิสิต ผู้บริหารขาดปฏิสัมพันธ์กับพระนิสิต และผู้บริหารที่เป็นอาจารย์ผู้สอน ควรจะอุทิศเวลาให้การเรียนการสอนให้มากกว่านี้
๓.๒ สาเหตุของปัญหาด้านของผู้สอน : จากการสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนใหญ่เห็นว่า อาจารย์ผู้สอน มีความเข้าใจเนื้อหา มีความรู้ ความสามารถในการถ่ายทอด และมีความตั้งใจในการสอน เพื่อมุ่งหวังพัฒนาพระนิสิต ให้เป็นบุคลากรทางพระพุทธศาสนาที่มีคุณค่ายิ่ง มีพระนิสิตส่วนน้อยที่เห็นว่า ผู้สอนควรจะมีเวลาสอนให้มากกว่านี้
๓.๓ สาเหตุของ ปัญหาด้านสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนการสอน : จากการสนทนากลุ่ม พบว่า พระนิสิตส่วนใหญ่ เห็นว่า ห้องเรียน ห้องน้ำ ต้องปรับปรุงเร่งด่วน น้ำดื่มไม่เพียงพอและไม่สะอาด
๓.๔ สาเหตุของปัญหาด้านสื่อโสตทัศนูปกรณ์ : จากการสนทนากลุ่ม พบว่า สื่อในห้องเรียนไม่ได้รับการดูแล สกปรก สื่อบางอย่างไม่ทันสมัย ควรจะปรับปรุงเป็นระยะเร่งด่วน และควรเพิ่มสื่อการสอนให้หลากหลาย
๒. การแก้ปัญหาเกี่ยวกับหลักสูตร (นิโรธ)
๒.๑ เน้นการพัฒนาปรับปรุงหลักสูตรให้มีคุณภาพ และทันสมัย
๒.๒ พัฒนาหลักสูตรให้ส่งเสริมการเรียนแบบบูรณาการ การประสานชีวิตจริง และการ
เตรียมการทำงานจากประสบการณ์
๓.การแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับผู้เรียน(นิโรธ)
๓.๑การเน้นพระนิสิตเป็นสำคัญ โดยอาจารย์คำนึงถึงคุณค่าที่พระนิสิตจะได้รับเป็นหลักและเอื้อประโยชน์ต่อพระนิสิตมากที่สุด
๓.๒มีการเตรียมความพร้อมของพระนิสิตในการเรียนแบบผู้เรียนเป็นสำคัญอย่างต่อเนื่อง โดยเตรียมผู้เรียนมาตั้งแต่ระดับชั้นประถมและมัธยมศึกษา ก่อนที่จะเข้าสู่ระดับปริญญาตรี
๓.๓กำหนดคุณลักษณะของบัณฑิตที่พึงประสงค์เพื่อนำไปสู่เป้าหมายการผลิตที่ชัดเจนและมีคุณภาพ
๓.๔การปลูกฝังและพัฒนาทักษะทั้งทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านภาษาและด้านการสื่อสารให้กับพระนิสิต
๓.๕การปลูกฝังและพัฒนาทักษะทางด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณ การวิเคราะห์ การแก้ปัญหา
๓.๖ปลูกฝังให้มีนิสัยในการใฝ่รู้
๓.๗พัฒนาทักษะในการคัดเลือกข้อมูลโดยการวิเคราะห์สังเคราะห์
๓.๘การปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม โดยวิธีการสอดแทรกในการเรียนการสอนทุกๆ รายวิชานอกจากการจัดเป็นรายวิชาเฉพาะ
๔.การแก้ปัญหาเกี่ยวกับผู้สอน(นิโรธ)
๔.๑ควรลดการบรรยายทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุนชี้แนะ
๔.๒เน้นเข้าใจและเห็นความจำเป็นของหลักการของพระนิสิตเป็นสำคัญ
๔.๓มีการกำหนดภาระงานที่เหมาะสมและชัดเจน ได้แก่ การสอนการวิจัย การให้บริการทางวิชาการและการทำนุบำรุงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม
๔.๔ มีการประเมินการสอนของอาจารย์ โดยการเน้นการประเมินเพื่อพัฒนาและปรับปรุงการสอนของอาจารย์ให้มีประสิทธิภาพ
๔.๕ส่งเสริมให้อาจารย์ได้ทำการวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาการเรียนการสอน โดยการกำหนดเป็นภาระงานที่จะต้องปฏิบัติและจัดสรรงบประมาณสนับสนุนตลอดจนอำนวยความสะดวก รวมทั้งจัดหามาตรการที่จะช่วยกระตุ้น จูงใจในการดำเนินการวิจัย
๔. การแก้ปัญหาเกี่ยวกับผู้บริหาร (นิโรธ)
๔.๑ กำหนดวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการเรียนการสอนที่ชัดเจน
๔.๒ มีนโยบายในการสนับสนุนทางด้านต่างๆ ในการจัดการศึกษา ตลอดจนการพัฒนาการเรียนการสอน
๔.๓ มีการวางแผนการจัดการศึกษา โดยการกำหนดทิศทาง เป้าหมาย วิชาการอย่างชัดเจน ตลอดจนมีการวางแผนประสานงานอย่างต่อเนื่องในการจัดการศึกษา
๔.๔ มีโครงการพัฒนาทักษะทางด้านการบริหารของผู้บริหารอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ รวมทั้งการพัฒนาทักษะ ความรู้ความเข้าใจทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ
๔.๕การบริหารจัดการควรเน้นที่คุณภาพของการศึกษามากกว่าเชิงปริมาณ
๔.๖ จัดงบประมาณเพื่อใช้พัฒนาการเรียนการสอนอย่างจริงจัง
๕. การแก้ปัญหาเกี่ยวกับวิธีการเรียนการสอน (นิโรธ)
๕.๑ลดการบรรยายเน้นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาพระนิสิต
๕.๒ มีวิธีการสอนที่หลากหลาย เหมาะสมกับธรรมชาติเนื้อหาวิชา และระดับของพระนิสิต โดยเฉพาะในระดับปริญญาตรีที่เน้นการเรียนแบบมุ่งให้เกิดความคิดวิเคราะห์ วิจารณญาณ และทักษะการแก้ปัญหาตลอดจนทักษะในการกลั่นกรองหรือย่อยข้อความรู้ที่ได้จากการเรียนรู้
๕.๓ จัดกระบวนการพัฒนาทักษะในการสอนของอาจารย์ให้สามารถดำเนินการสอนตามหลักการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นสำคัญโดยการจัดโปรแกรมการพัฒนาเป็นระยะในระหว่างการทำงานรวมทั้งกำหนดเป็นนโยบายภาระงานที่อาจารย์จะต้องมีการพัฒนาเป็นช่วงๆ
๕.๔ ส่งเสริมให้มีการใช้สื่อประกอบกิจกรรมการเรียนรู้ของพระนิสิตมากขึ้น เช่น การใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ช่วยสอนการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นต้น
๕.๕ จัดให้มีรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายแก่พระนิสิตตามความสนใจและความถนัดทั้งในระบบนอกระบบและตามอัธยาศัยซึ่งเน้นการเรียนรู้ตลอดชีวิต
๖.การแก้ปัญหาเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมต่างๆและการจัดการ(นิโรธ)
๖.๑เน้นการผลิตบัณฑิตและการจัดการเรียนการสอนในเชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณ โดยมีระบบการประกันและการตรวจสอบคุณภาพ
๖.๒จัดหาและบริการสื่อวัสดุอุปกรณ์การเรียนการสอนอย่างเพียงพอ
๖.๓ประสานงานทุกระดับในสถาบันตั้งแต่ระดับนโยบายของมหาวิทยาลัยระดับคณะ วิทยาลัยและสาขาวิชา
๖.๔ การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการจัดและการเรียนการสอน
๗. ขั้นสรุปผล (มรรค)
กระบวนการจัดการเรียนการสอนวิชาพุทธวิธีการบริหารงานจะต้องส่งเสริมให้พระนิสิตสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ (ม.๒๒) และยังให้หมายรวมเอาว่า การยกกิจกรรมในการเรียนการสอน ให้กับพระนิสิต โดยเน้นให้พระนิสิตได้ แสดงกิจกรรม แสดงพฤติกรรม ตามที่ระบุไว้แล้วใน หลักสูตรนอกเหนือจากนี้ในบทความนี้ผู้เขียนใคร่เน้นย้ำว่าถึงเวลาแล้วที่อาจารย์ผู้สอนพึงปรับเปลี่ยนกระบวนการคิดหรือกระบวนทัศน์ ( PARADIGM SHIFT) ในการปฏิรูปการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาพระนิสิตเสียใหม่ นั่นคือ ให้กลับมาสนใจกับ คำกล่าว ดังต่อไปนี้ซึ่งที่จริงแล้วเราท่านก็ได้ผ่านสายตากับคำเหล่านี้มาบ้างแล้ว คือ
๑. การพัฒนาประเทศให้ยึด”คน”เป็นหลัก : (PEOPLECENTER)
๒. การฝึกอบรมพึงยึด “ผู้เข้าอบรม”เป็นสำคัญ : (TRAINEECENTER)
๓. การจัดการเรียนการสอนให้ยึด “ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง : (CHILDCENTER)
ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการเน้นให้เห็นความสำคัญของ “เป้าหมาย” ของการพัฒนาที่เน้นที่ คน ทั้งนั้น ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งแล้วการปรับเปลี่ยนแนวคิดหรือกระบวนทัศน์ ในการปฏิรูปการเรียนการสอนเพื่อให้พระนิสิตได้รับการพัฒนาตามหลักการของCHILDCENTERดังกล่าวนั้น ผู้เขียนตระหนักดีว่าคือสิ่งต่อไปนี้
๑. อาจารย์พึงเปลี่ยนบทบาทกันเสียใหม่ ดังนี้
๑. ผู้กำกับ [DIRECTOR]
๒. ผู้ให้คำแนะนำ [COUNSELOR]
๓. ผู้อำนวยความสะดวก [FACILITATOR]
๔. เป็นที่ปรึกษา [ADVISOR]
๒. อาจารย์พึงเปลี่ยนแนวความคิดเสียใหม่ดังนี้
๑. อาจารย์ใช้ TEACH WHAT TO LEARN เสียแต่น้อย
๒. แต่หันกลับมาใช้ TEACH HOW TO LEARN ให้มากเข้าไว้
๓ . อาจารย์ลดบทบาทของตัวเองในการแสดงออกซึ่งสิ่งต่อไปนี้ คือ อาจารย์พูด อาจารย์อธิบาย อาจารย์บรรยาย พระนิสิต ๆ นั่งฟัง อาจารย์อ่านหนังสือ
๔. อาจารย์พึงเพิ่มบทบาทให้พระนิสิตมีน้ำหนักในการแสดงออกให้มากเข้าไว้ ภาพลักษณ์ใหม่ให้ ปรับ พฤติกรรมพระนิสิตเป็น ดังนี้ พระนิสิตพูด อาจารย์ฟัง นั่งชมพระนิสิตอธิบาย อาจารย์ฟัง นั่งชมพระนิสิตบรรยาย นั่นคือ จงใจให้แสดงพฤติกรรมให้ได้ ๘๐ ส่วน ใน ๑๐๐ ส่วน ส่วนอาจารย์ผู้สอนให้แสดงพฤติกรรม เพียงแค่ ๒๐ ส่วน