การต่อสู้กับธรรมชาติในการควบคุมคอนโทรลเพื่อให้พืชมีการสะสมอาหารสร้างใบแก่ จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้เคยทำสวนมะม่วงมาระยะเวลาหนึ่งคือการทำให้มีใบแก่สะสมอาหารเกิดขึ้นพร้อมเพรียงกันทั้งสวน
การที่พืชจะสามารถออกดอกติดผลได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ร่วงไม่หล่น ต้นไม่โทรม ก็จะต้องเป็นพืชที่ผ่านการประคบประหงมดูแลทั้งน้ำ ทั้งอาหารมาอย่างดีเยี่ยม เพื่อที่จะได้มีความพร้อมจริงๆในการให้ผลผลิตหรือติดดอกออกผล หากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใด อาจส่งผลกระทบทำให้ไม่ออกดอก หรืออกดอกดีแต่ก็ไม่ติดผล ดอกร่วงหล่นเน่าเสียเนื่องด้วยการผสมเกษรไม่ดีพอได้รับวิตามินอีน้อย แคลเซียมโบรอนไม่เพียงพอ ฮอร์โมนที่จำเป็นในการติดดอกออกผลจึงไม่เพียงพอ เพราะได้รับสารอาหารไม่ครบทั้งธาตุหลัก รอง เสริม และธาตุเสริมประโยชน์ธาตุพิเศษต่างๆตั้งแต่เริ่มแรกจึงไม่มีปัจจัยที่เพียงพอในการนำไปสังเคราะห์หรือผลิตฮอร์โมนเพื่อส่งไปใช้ในกระบวนการสร้างการเจริญเติบโตยังส่วนต่างๆ ของพืช
เมื่อรู้คร่าวๆไปบ้างแล้วว่า เมื่อมีการเกิดดอกผล สภาพต้นแม่จะต้องมีความสมบูรณ์เพียงพอในการแบกรับเลี้ยงดู ความสมบูรณ์เพียงพอจะต้องมาจากการดูแลบำรุงรักษาตั้งแต่ต้นหลังเก็บเกี่ยว หรือหลังการตัดแต่งกิ่ง ไม่ใช่มาฉีดพ่นบำรุงกันชั่วครั้งชั่วคราวในขณะกำลังติดดอกออกผลระยะนี้ เพราะคงไม่เพียงพอไม่ทันต่อความต้องการ การดูแลบำรุงรักษาตั้งแต่ต้นที่จะประหยัดเงินมากที่สุดก็คือการหมั่นเติมปุ๋ยหมักปุ๋ยคอกอินทรีย์วัตถุดิบลงดินอย่างสม่ำเสมอเพื่อให้จุลินทรีย์ได้ทำงานย่อยสลายโมเลกุลอินทรีย์วัตถุเหล่านั้นให้แตกตัวย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยเพื่อเป็นอาหารพื้นฐานและรักษาโครงสร้างดินให้ดูดซับกักเก็บอาหารไว้ในดินอย่างยั่งยืน
หลังจากตัดแต่งกิ่งเตรียมต้นจนสมบูรณ์ดีเยี่ยมแล้ว เมื่อถึงเวลาที่ต้องการคือการเปิดตาดอกก็จะต้องทำการควบคุมปริมาณแร่ธาตุและสารอาหารให้สอดคล้องเหมาะสม โดยเฉพาะการทำให้ ซีเอ็นเรโชกว้าง ดังที่ได้เคยเขียนเล่าไปหลายครั้งในบทความก่อนๆ คือจะต้องทำให้ปริมาณของคาร์บอนมีมากกว่าไนโตรเจน เพื่อให้พืชมีการสะสมอาหารสร้างใบแก่ให้มากขึ้น ในระยะนี้จึงไม่ควรมีเศษไม้ใบหญ้า ปุ๋ยหมักปุ๋ยคอก อินทรีย์วัตถุต่างๆอยู่ใต้ทรงพุ่มโคนต้นเพราะจะมีไนโตรเจนที่ถูกปลดปล่อยออกมาซึ่งเป็นอุปสรรคในการเปิดตาดอก เนื่องด้วยถ้ามีไนโตรเจนมากก็จะเกิดใบอ่อนออกมามากด้วยเช่นกัน นอกจากระวังไนโตรเจนจากทางดินแล้วยังไม่พออาจจะต้องระวังไนโตรเจนที่มาจากทางอากาศด้วยเช่นกันคือ "น้ำฝน" เมื่อมีฝนตกในระยะที่จะเปิดตาดอกจะต้องใช้น้ำตาลทราย (ซูโครส: sucrose) เข้าช่วยเติมเสริมเพิ่มคาร์บอนเข้าไปทางใบอีกครั้งหรือสองครั้งและทางดินควรใช้หินแร่ภูเขาไฟ (พูมิช pumice, สเม็คโตไทต์ Smectotite, ไคลน็อพติโลไลท์ Clinoptilolite ฯลฯ) หว่านเพื่อควบคุมไนโตรเจนที่จะละลายออกมา
การต่อสู้กับธรรมชาติในการควบคุมคอนโทรลเพื่อให้พืชมีการสะสมอาหารสร้างใบแก่ จากประสบการณ์ของผู้เขียนที่ได้เคยทำสวนมะม่วงมาระยะเวลาหนึ่งคือการทำให้มีใบแก่สะสมอาหารเกิดขึ้นพร้อมเพรียงกันทั้งสวน คือจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้เกิดใบอ่อนออกมาในระยะนี้ อาจจะใช้ปุ๋ยเกร็ดที่มีตัวท้ายสูงๆเข้ามาช่วยเสริมทั้ง 0-52-34 (โมโนโพแทสเซียมฟอสเฟต), หรือ 0-0-50 (โพแทสเซียมซัลเฟต) เพื่อให้พืชมีการสร้างแป้งละน้ำตาลสะสมให้มากขึ้นอีกทั้งเป็นการกระตุ้นให้พืชพร้อมต่อการออกดอก เมื่อสภาพต้นมีความพร้อมเต็มที่ต่อการออกดอกคือดูที่ใบแก่มีมากกว่า 90% มีปริมาณยอดอ่อนท่ีประปรายโดยปลายยอดจะเริ่มอั้นปริ่มพร้อมที่จะเกิดดอก ในช่วงนี้ถ้ามีไนโตรเจนส่วนเกินเข้ามาอีกพืชก็จะพัฒนายอดที่พร้อมจะเป็นดอกกลายเป็นใบอ่อนได้อีก ดังนั้นจึงต้องระวังป้องกันให้ดี
เอาละครับทีนี้ก็จะมาถึงระยะเวลาที่จะดึงช่อดอกให้เกิดออกมาในระยะเวลาที่เราต้องการ เมื่อพืชผ่านการดูแลตามกระบวนการต่างๆ อย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นมาอย่างดีการดูแลจัดการในขั้นต่อๆไปก็ทำได้ง่าย หลังจากที่พืชแตกใบอ่อนมาหนึ่งหรือรุ่นแล้วทำการเร่งใบให้แก่เพื่อสะสมอาหารจนพร้อมก็ถึงช่วงที่จะดึงช่อเปิดตาดอกด้วยการราดฮอร์โมนไข่ 50 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตรทางดินให้เปียกชุ่มโชกและทางใบก็ใช้ฮอร์โมนไข่ 10 ซี.ซี. ไวตาไลเซอร์ (ซิลิสิค แอซิด, สังกะสี, โบรอนและวิตามินอี) 10 กรัม น้ำมะพร้าวอ่อน 100 ซี.ซี กรีนซีหวีดพลัส (สาหร่ายสีเขียวแกมน้ำเงินสกัด) 30 ซี.ซี. น้ำตาลทราย 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นทางใบให้เปียกชุ่มโชกเหมือนอาบน้ำทุก 3 หรือ 7 วันตามสภาพความเป็นจริงของสวนที่เราดูแล รายละเอียดต่างๆนั้นก็อาจจะมีตกหล่นหรือขาดความสมบูรณ์ไปบ้าง ท่านใดที่สนใจในรายละเอียดและขั้นตอนต่างๆเพิ่มเติมก็ติดต่อสอบถามเข้ามาได้ที่ 081-313-7559 ได้นะครับ
มนตรี บุญจรัส
ชมรมเกษตรปลอดสารพิษ www.thaigreenagro.com