ประเด็นคำถามที่ ๑ ศาสนาสอนอะไร?
หลายวันก่อน (๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๕) ผู้เขียนได้ไปร่วมเสวนาเรื่อง “การแก้ไขปัญหาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้” ในนามตัวแทนเจ้าคณะจังหวัดพะเยา ณ เครือข่ายพัฒนาบุคลากรพะเยา ซึ่งจัดโดยประชาสัมพันธ์จังหวัดพะเยา โดยเชิญตัวแทนของศาสนาต่าง ๆ ในเขตพื้นที่จังหวัดพะเยา เพื่อให้เกิดแนวทางในการแก้ไขพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
การเสวนาในวันนี้ ได้ตัวแทน ๓ ศาสนาคือ ศาสนาจารย์นิรันดร์ เมืองชื่น ตัวแทนของคริสตศาสนา โต๊ะอิหม่ามทองคำ อับดุลอารี ตัวแทนของศาสนาอิสลาม ซึ่งทั้ง ๒ ท่าน มีตำแหน่งหรือสถานภาพเป็นเจ้าคณะจังหวัดพะเยาในนามของศาสนาของตน ๆ ส่วนพุทธศาสนาทางประชาสัมพันธ์จังหวัดพะเยาได้นิมนต์พระราชวิริยาภรณ์ เจ้าคณะจังหวัดพะเยา ไปร่วมเสวนา แต่ท่านได้มอบหมายให้ผู้เขียนไปทำหน้าที่แทน
งานวันนี้มีผู้สนใจตามรายงาน ๓๐ รูป/คน โดยท่านประชาสัมพันธ์จังหวัดพะเยา(คุณอาภาภรณ์ นาควัชระ)เป็นประธานและทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดพะเยา ได้ถ่ายทอดเสียงออกไปสู่พี่น้องประชาชนที่ไม่ได้เข้ามาร่วมรับฟังในครั้งนี้ด้วย
โดยมีการตั้งประเด็นคำถามใน ๔ ประเด็น โดยสลับกันตอบ ซึ่งมีคุณราษี ณ ลำปาง เป็นผู้ดำเนินรายการ ดังนี้
ประเด็นคำถามที่ ๑ ศาสนาสอนอะไร?
ผู้เขียนตอบว่า แปลกดีนะ จังหวัดพะเยาเป็นจังหวัดชายแดนเหนือสุด แต่หัวข้อเป็นชายแดนใต้สุด อย่างไรก็ตาม อาจมีแนวคิดว่า คนเมื่อถูกผงเข้าตา ย่อมมองไม่เห็นฉันใด ต้องอาศัยบุคคลอื่นมาช่วยเขี่ยออกให้ กรณีนี้เป็นปัญหาชายแดนภาคใต้ ก็อาจต้องขอความเห็นจากภาคอื่น ซึ่งอาจจะเป็นแนวทางของการแก้ไขปัญหาอีกแนวทางหนึ่งก็ได้
พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งเหตุผลโดยใช้สติปัญญา ซึ่งทำให้คนตื่น รู้ และเบิกบาน ดังนั้น จะเห็นว่าเมื่อเจ้าชายสิทธัตถะได้ประสบปัญหาโดยผ่านเทวฑูตทั้ง ๔ (คนแก่-คนเจ็บ-คนตาย-นักบวช) พระองค์ได้ตั้งกระบวนทัศน์ในการนำไปสู่ความปรารถนาสูงสุดไว้ว่า เมื่อมีปัญหา-ก็ต้องมีทางแก้ เมื่อมีความมืด-ก็ต้องมีทางสว่าง เมื่อมีดำ-ก็ต้องมีขาว ฯลฯ เมื่อมีทุกข์-ก็ต้องมีความดับทุกข์
ประเด็นนี้ ก่อนบรรลุธรรม พระองค์ทรงผสมความรู้สู่ภาคประพฤติปฏิบัติ คือการแสวงหาความจริงจากเจ้าลัทธิต่าง ๆ นานถึง ๖ ปี พระองค์ก็ยังไม่ได้คำตอบที่ชัดเจน จนพระองค์ได้ค้นพบเคล็ดลับ คือกฎแห่งความจริงอันประเสริฐ คืออริยสัจจะ ๔
กฎข้อที่ ๑ ปัญหา พระพุทธเจ้ามองปัญหาอย่างความเป็นจริง คือเผชิญกับปัญหานั้น เพื่อศึกษาและค้นหาข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
กฎข้อที่ ๒ สมติฐานของปัญหา โดยวิเคราะห์ เจาะลึกถึงประเด็นว่าเกิดมาจากอะไร? มีอะไรบ้างเป็นเงื่อนไข
กฎข้อที่ ๓ ตั้งจุดประสงค์ไว้ หรือตั้งธงไว้ว่าจะมีเป้าหมายคืออะไร
กฎข้อสุดท้าย กำหนดมรรควิธีในการแก้ปัญหา จำนวน ๘ แนวทาง แต่ต้นทางแรกจริง ๆ คือสัมมาทิฐิ คือความเห็นถูกต้อง ชอบธรรม
ส่วนประเด็นที่ถามว่าพระพุทธศาสนาสอนอะไรนั้น ผู้เขียนได้นำเสนอใน ๓ ช่วงอายุของพระพุทธเจ้า อาจเรียกได้ว่า เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา หรือเป็นนโยบายก็ว่าได้ ดังนี้
ในช่วง ๑ ช่วงก่อตั้งพระศาสนา พระพุทธเจ้าตรัสนโยบาย “ไม่-ทำ-ใจ” อันเป็นเอกลักษณ์ของพระพุทธศาสนา คือการไม่ทำบาปทุกชนิด-ทำกุศลให้ถึงพร้อม-ยังจิตให้ผ่องใส
ช่วงที่ ๒ ในระหว่างเผยแผ่พระศาสนา ๔๕ พรรษา พระพุทธเจ้าทรงสอนเรื่อง “สติ” คือ(๒ ไม่ ๑ มี) ได้แก่ ไม่อาลัยถึงอดีต-ไม่กังวลต่อสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต-จงอยู่กับปัจจุบันขณะอย่างมีสติและปัญญา
ช่วงที่ ๓ ในขณะจะปรินิพพาน พระพุทธเจ้าทรงตรัสไม่ให้เหล่าสาวกของพระองค์ “ประมาท” ในสรรพสิ่ง
ส่วน ศาสนาจารย์นิรันดร์ เมืองชื่น ตัวแทนของคริสตศาสนากล่าวว่า
ในคริสต์ศาสนา ไม่มีพระเจ้าอื่น นอกจากพระคริสต์ อะไรก็ตามถ้าเรารักมากกว่าพระเจ้า หรือจำเป็นต้องมีรูปเคารพก็จะเป็นสิ่งอื่น เช่น เรารักภรรยามากกว่าพระเจ้า ดังนั้น ภรรยาก็จะเป็นรูปเคารพ ฯลฯ
หลัก ๑๐ ประการของคริสต์ศาสนา เมื่อย่อแล้ว ก็ได้สิ่งที่ประเสริฐอยู่ ๒ ประการ คือ
๑)ความรักต่อพระเจ้า
๒)การรักเพื่อนบ้าน
ส่วนหลักการอื่น ๆ ที่พระศาสนาได้สอนเอาไว้ เช่น หลักโกรธ คือถ้าคนเรามีความโกรธต่อใคร ๆ ก็เท่ากับเราได้โกรธพี่น้องตนเอง ซึ่งประเด็นนี้อาจนำไปสู่การถูกพิพากษาได้, การล่วงประเวณี มีบทบัญญัติว่า อย่าล่วงประเวณีในครอบครัวอื่น, หลักการตอบแทน ระบบที่ว่าตาต่อตา ฟันต่อฟันอาจไม่ใช่ลักษณะของศาสนา เนื่องจากพระคริสต์ได้สอนว่า ถ้าผู้ใดตบแก้มซ้ายของเจ้า จงเอียงแก้มขวาให้เขาด้วย, หลักศัตรู การที่เหลือง-แดงที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ศัตรู แต่ศัตรูของไทยคือความชั่วร้าย จงรักศัตรู-จงให้อภัย-ความยุติธรรม
โต๊ะอิหม่ามทองคำ อับดุลอารี ตัวแทนของศาสนาอิสลาม ให้ทัศนะ ว่า
อิสลาม ไม่สอนให้คนก้าวร้าว แต่สอนให้มีความนอบน้อมถมตน คนที่ละหมาดวันละ ๕ ครั้ง จะไปมีเวลาไปทำร้ายใครได้
แม้แต่จะคิดชมชอบผู้หญิงยังเป็นบาป ในต่างประเทศหากเราอยู่ในบ้าน ยืนมองผู้หญิงสามารถโดนจับได้
การอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เวลามาอยู่จังหวัดพะเยา พี่น้องชาวพุทธ มาช่วยกันกางเต้น ตั้งโต๊ะให้ เนื่องจากเขาเห็นเรามีคนน้อย(จึงมีน้ำใจ)
คนมุสลิม นั้นมี ๒ ประเภท คือ
๑)รับแล้ว ไม่ปฏิบัติทั้งหมด
๒)รับแล้ว ทำจริงจัง ทางศาสนาจะเรียกว่า มุเมน
สรุปแล้ว ทุกศาสนาได้สอนให้คนเป็นคนดี เป็นกัลยาณมิตรต่อสังคม แต่ศาสนิกของแต่ละศาสนา ไม่สามารถปฏิบัติตามคำสอนได้ ยิ่งกว่านั้นยังแอบอ้างศาสนาเป็นเครื่องมืออีกด้วย