ชาเขียวที่ไม่เขียว

ครอบครัวของฉันอยู่ในจังหวัดแห่งหนึ่งทางภาคเหนือของประเทศไทยเมื่อตอนฉันเป็นเด็กฉันโตมากับชาเขียวและเห็นมันอยู่ตลอดเวลาเพราะครอบครัวของฉันทำอาชีพเก็บใบเมี่ยง(ใบชาชนิดหนึ่ง)ขายโดยการนำเอาใบเมี่ยงสดๆที่ผ่านการเก็บเป็นมัดๆตอนเด็กๆฉันไม่รู้ว่าแม่เอาอะไรใส่มือไว้มันก็คือมีดอันเล็กๆนั่นเองโดยเขาจะมีวิธีการทำมีดคล้ายเป็นที่สอดสามารถสวมใส่นิ้วได้ซึ่งจะนำไปเก็บใบเมี่ยงได้อย่างดี เพราะอากาศแถวบ้านฉันเย็นสบายแต่หน้าหนาวนี่สิไม่ต้องพูดถึงมันเป็นฤดูที่ฉันทรมานมากๆในการอาบน้ำฉันจึงเกลียดฤดูนี้มาก พอแม่ฉันเก็บเมี่ยงสดๆเป็นมัดๆโดยเอาตอก(ไม้ที่เหลาบางๆเป็นเส้นๆ)มามัดจากนั้นพ่อก็จะเอาเมี่ยงที่เก็บมามายัดใส่ในไหใบใหญ่มากจนฉันสามารถเข้าไปได้เลยล่ะหลังจากนั้นพ่อก็จะนำเมี่ยงไปนึ่งในเตาปุง (ภาษาภาคเหนือ หมายถึงเตาเผาขนาดใหญ่) โดยมีกระทะใบใหญ่อยู่ด้านใต้เตาปุงนี้เขาจะเจาะดินลงไปลึกพอสมควรสำหรับใส่ฟืนและด้านหัวของเตาปุงก็จะก่อปูนทับกระทะใบใหญ่มากไว้เหลือแค่ช่องกระทะให้มีขนาดความกว้างพอๆกับไหที่นึ่งเมี่ยงโดยก่อนจะนึ่งเมี่ยงพ่อก็จะนำน้ำมาใส่ลงในกระทะแล้วก่อฟืนใต้กระทะรอจนน้ำในกระทะร้อนได้ที่หลังจากนั้นก็จะนำไหไปตั้งไว้เหนือกระทะรอจนใบเมี่ยงของเราสุกได้ที่ระหว่างนั้นพ่อก็จะคอยดูน้ำในกระทะอยู่ตลอดเวลาไม่ให้น้ำแห้งเมื่อใบเมี่ยงสุกแล้วพ่อก็จะนำแคร่ไม้สานขนาดใหญ่มาวางไว้แล้วเทเมี่ยงลงไปค่อยๆเอาไม้ที่เหมือนพัดเกลี่ยๆเมี่ยงผึ่งไว้ให้เย็นหลังจากนั้นพ่อกับแม่ก็ช่วยกับมัดเมี่ยงเป็นกำเล็กๆขนาดพอๆกับกำมือของเราโดยใช้ตอกมัดหลังจากมัดเสร็จพ่อก็จะเอาเมี่ยงใส่ในถุงพลาสติกขนาดใหญ่มากๆแล้วมัดปากถุงให้แน่นหลังจากนั้นก็รอเวลาผ่านไปสัก ๒ - ๓ เดือน หรือนานกว่านั้นก็ได้ พ่อก็จะเริ่มเอาใบเมี่ยงที่เราใส่ถุงไว้นำมาใส่ไหที่สานด้วยไม้ไผ่แล้วเอาถุงพลาสติกขนาดใหญ่ใส่ในไหหลังจากนั้นก็นำเมี่ยงมายัดใส่จนเต็มแล้วก็ปิดด้วยพืชชนิดหนึ่งหลังจากนั้นก็เขียนด้วยปากกาเมจิกว่ามีกี่มัดแล้วก็นำไหใส่รถไปขาย โดยจะมีผู้รับเหมามารับไปขายอีกทีหนึ่ง คงสงสัยล่ะสิว่าเขากินกันยังไงก็ดูเอาจากคุณตาคุณยายแถวๆรอบนอกท่านจะชอบเคี้ยวใบเมี่ยงที่สุกแล้วกินกันจนน้ำเมี่ยงจางเลยเชียวแหละนี่คือเมี่ยงที่เป็นชนิดหนึ่งของตระกลู ชาเขียว เขาจะไม่นำไปทำเป็นน้ำเพราะรถชาติไม่อร่อย ซึ่งชาเขียว เป็นชาที่คนญี่ปุ่นรู้จักกันมานานกว่า ๑๐๐ ปี ในขณะที่คนไทยเพิ่งรู้จัก กันไม่เกิน ๑๐ ปีมานี้เอง คนญี่ปุ่นนิยมดื่มชาเขียวร้อนร้อนกัน เพราะได้พิสูจน์ แล้วว่าชาเขียวร้อนมีคุณสมบัติลดอนุมูลอิสระที่เป็นพิษในร่างกายคนเรา ให้ขับออก มาทางอุจจาระ และขับไขมันส่วนเกินออกมาทางปัสสาวะและอุจจาระ ชาเขียวซึ่งทำให้ร่างกายสามารถขับพิษและลดไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย อันเป็นคุณสมบัติเฉพาะของชาเขียวร้อน ที่คนญี่ปุ่นนิยมดื่มกันตั้งแต่เด็กจนแก่ แต่คนไทย นิยมดื่มชาเขียวแช่เย็น ซึ่งคนไทยส่วนมากไม่เคยรู้จักคุณสมบัติที่แท้จริงของชาเขียวเลย ทำให้คนญี่ปุ่นรู้สึกขบขันในใจแถมหัวเราะเยาะในใจว่าในอนาคตอันใกล้ นี้ คนไทยจะมีร่างกายที่อ่อนแอกว่าคนญี่ปุ่น เพราะอะไรงั้นหรือ...เพราะว่าชาเขียวที่มีคุณอนันต์นั้น ย่อมมีโทษมหันต์เช่นกัน เพราะชาเขียว จะมีประโยชน์ต่อร่างกายในขณะที่ร้อนอยู่เท่านั้น ในทางกลับกันหากดื่ม ชาเขียวตอนที่เย็นแล้วกลับทำให้เกิดโทษต่อร่างกาย กล่าวคือ การดื่มชาเขียวแช่เย็น นอกจากไม่ช่วยในการลดอนุมูลอิสระสารพิษออกจากร่างกายได้แล้วยังก่อให้ เกิดการเกาะตัวแน่นของสารพิษดังกล่าวอันเป็นสาเหตุของมะเร็ง นอกจากนี้ชาเขียวเย็นยังส่งผลให้ไขมันในร่างกายก่อตัวมากขึ้นตามผนัง หลอดเลือด และอุดตันตามผนังลำไส้ ทำให้เกิดโรคร้ายตามมา อาทิเช่น หลอดเลือดหัวใจอุดตัน มะเร็งลำไส้ เส้นเลือดตีบ ฯลฯ  เหล่านี้เป็นต้น เรายังมีการทดสอบให้เห็นอย่างง่าย ๆและชัดเจนเกี่ยวกับอันตรายที่กล่าวมาเบื้องต้นนี้ให้ท่านเห็นได้ด้วย ตนเอง โดยการนำชาเขียวแช่เย็น ยิ่งเย็นยิ่งเห็นชัด นำมาเทลงในชา ก๋วยเตี๋ยว จะพบว่าหลังจากเทชาเขียวแช่เย็นลงไปได้ครู่เดียวจะมีคราบไขมันลอยเห็นเป็นคราบบนน้ำซุป หรือเกาะเป็นคราบที่ชามก๋วยเตี๋ยวทันที แล้วร่างกายท่านล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อดื่มชาเขียวแช่เย็นเข้าไปสยองไหมละ ดังนั้นคนญี่ปุ่นจึงไม่ดื่มชาเขียวแช่เย็นอย่างเด็ดขาด แต่จะดื่มชาเขียวร้อนอย่างชาญฉลาด ในขณะที่คนไทยที่คิดว่าตนเองฉลาดกลับดื่มชาเขียวแช่เย็นกันอย่างเอร็ดอร่อย แบบ ฉล๊าด ฉลาด......ฉะนั้นเราหันมาทานเมี่ยงเป็นใบๆดีกว่าไหมจะได้รู้ว่ารสชาติก็ไม่แพ้น้ำชาเขียวเลยทีเดียวเชียวแหละ

พระฐิติรัตน์ อนาวีโล  รหัส ๕๑๑๐๕๔๐๑๑๑๐๗๓

ปี ๔ คณะศึกษาศาสตร์ สาขาการสอนภาษาไทย

สามเณรเดินดิน บิณฑบาต

การใช้ชีวิตในเพศบรรพชิตไม่ว่าจะเป็น พระภิกษุ หรือสามเณรก็ตาม  จะต้องอยู่ตามคำสั่งสอนของอุปัชฌาย์หรือครูบา  อาจารย์  และต้องอยู่ตามกฎ ระเบียบ ข้อบัญญัติของพระพุทธศาสนา  ไม่ออกนอกรีตของพระพุทธศาสนา  การที่คนแต่ละคนจะเข้ามาบวชในศาสนาพุทธได้นั้นถือว่าไม่ง่ายเลยทีเดียว  เพราะจะต้องปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดถือว่าเป็นการขัดจริตของคนหลายๆคนเลยทีเดียว  จะต้องอยู่ในศีล ในพระวินัย และการดำรงชีวิตก็แตกต่างออกไปจากชีวิตของคฤหัสถ์  ไม่ว่าจะเป็นการกิน การนอน การเดิน การนั่ง การพูด การปฏิบัติตนในที่สาธารณะชน เป็นต้น และการที่จะทำอะไรแต่ละอย่างก็จะต้องทำเป็นเวลา  คือมีเวลาเป็นตัวกำหนดไม่ใช่ชีวิตเหมือนคฤหัสถ์  จะนอนเมื่อไหร่ก็ได้ จะตื่นเมื่อไหร่ก็ได้ จะกินเมื่อไหร่ก็ได้ การที่อยู่ในเพศบรรพชิตนั้น จะต้องตื่นตั้งแต่เช้าตรู่  ทำวัตร สวดมนต์  บิณฑบาต  กวาดทรายดายหญ้า อันนี้ถือว่าเป็นกิจของสงฆ์ที่จะต้องทำ  ผู้ที่เข้ามาบวชใหม่ก็จะทำได้ยากหน่อย ก็ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา เพราะตอนที่เป็นคฤหัสถ์ไม่เคยได้ทำ  และจะต้องปรับให้เข้ากับเพศบรรพชิตให้ได้ก่อนที่จะถูกตำหนิได้  และการใช้ชีวิตในเพศบรรพชิตนั้น คนที่ไม่ได้เข้ามาคลุกคลีจริงๆก็จะว่าการที่เป็นพระหรือสามเณรไม่ได้เป็นเรื่องยากแต่ที่จริงแล้วเป็นเรื่องที่ยากมากเพราะจะทำอะไรลงไปนั้นก็จะต้องมีขอบเขต และขอบเขตนั้นก็มีตั้งสองขอบเขต คือขอบเขตของศาสนา กับขอบเขตของบ้านเมือง  ไม่ทำให้ผิดทั้งสองขอบเขต ถ้าทำสิ่งเหล่านี้ได้ก็สามารถอยู่ในเพศบรรพชิตได้อย่างสงบสุข