เป็นงานเขียนใน"วิทยาจารย์"(คุรุสภา)นิตยสารที่ไม่ไ้ด้วางจำหน่ายในท้องตลาด ขอนำมาเผยแพร่ครับ อาจจะเป็นประโยชน์ทางการศึกษาบ้างไม่มากก็น้อย-(ขอสละสิทธิ์ในการรับรางวัลใดๆ ครับเพราะเป็นงานที่พิมพ์เผยแพร่แล้ว--ปณิธิ)

บันทึกถึงดวงดาว 6

กระท่อมดาริกา

น้องดาวที่รัก

                ข่าวคราวของวัยรุ่นกวนเมือง  ปล้นจี้มีให้เห็นอยู่ทั่วไป        

                นักเรียนขับรถแข่งกันบนถนนสาธารณะ สร้างความสุขบนความเดือดร้อนของผู้อื่น

                เด็กเราขาดน้ำใจ ขาดความเมตตา เอื้ออาทร จริงหรือ ?

                พี่ลองทดลอง ด้วย “ถังน้ำใจ”  ผลที่ออกมา ให้น้องดาวตัดสินใจเองว่าพี่สรุปถูกหรือไม่ว่าวัยรุ่นหรือเด็กนักเรียนของเราเขาก็มีน้ำใจ เพียงแต่ว่าไม่ได้รับการสนับสนุน  ไม่ได้รับการยกย่องหรือผู้ใหญ่ไม่ได้เปิดโอกาสให้เขาได้แสดงออก เขาจึงเลือกแสดงอะไรที่ง่าย ๆ และดูเหมือนเท่ ๆ ให้สังคมได้เห็น

                  ที่ห้องทำงาน พี่จะมีถังน้ำไว้สำหรับดื่มโดยนักเรียนทุกคนสามารถเข้ามาดื่มได้ ปกติเมื่อน้ำหมดพี่จะนำถังไปซื้อน้ำมาอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๒-๓ ถังจากร้านค้าในหมู่บ้าน ปัญหาที่พี่พบทุกครั้งก็คือ เมื่อพี่นำถังน้ำมาถึงโรงเรียนแล้ว  ต้องคอยเรียกนักเรียนตัวโต ๆ บริเวณใกล้เคียง มาช่วยกันยก ตัวเล็ก ๆ  ยกไม่ไหวแน่เพราะต้องยกไปไว้ที่ชั้นสองของอาคาร  บางครั้งพี่ต้องตั้งทิ้งไว้แล้วไปตามนักเรียนตัวโต ๆ มายกให้ บางทีพี่ลืมวางทิ้งไว้ครึ่งวันก็ยังไม่มีใครยก ทำให้นึกแปลกใจว่านักเรียนที่เคยดื่มน้ำในห้อง เขาไม่เห็นหรือไม่มีน้ำใจช่วยยกให้เลยหรือ

         วันหนึ่ง  พี่เขียนป้ายบนกระดาษแผ่นใหญ่ ๆ แล้วคล้องไว้ที่ถังน้ำ พี่เขียนว่า

          “ถังน้ำใบนี้มีน้ำหนัก                  เตรียมมาให้ศิษย์รักได้ดื่มหนอ

    ห้องภาษาไทยหงอยเหงายังเฝ้ารอ     ใครเล่าพอมีน้ำใจยกให้เอย

                                                     ....รอคนยกให้ มานานแล้วจ้า”


               น้องดาวรู้ไหม    ไม่น่าเชื่อเลยว่า  วันแรกที่พี่วางถังน้ำทิ้งไว้พร้อมป้าย แล้วไม่ไหว้วานนักเรียนคนใดเลย  ปรากฏว่าไม่เกิน ๕ นาที หลังจากที่พี่เดินขึ้นห้องทำงาน พี่ก็ได้ยินเสียงนักเรียนหญิง ๒ คน ส่งเสียงเหมือนยกของหนัก ๆ  พร้อมเสียงหัวเราะคิกคัก  พี่หันไปมองที่ประตูห้อง  แทบไม่เชื่อสายตาตนเอง พี่ขนลุก   เพราะภาพที่เห็นก็คือมีนักเรียนหญิงตัวเล็ก ๆ สองคนกำลังยกหัวยกท้ายถังน้ำหนัก ๆ เข้ามาในห้อง พี่ยิ้มให้เขาแล้วพูดว่า

               “โอ้ โฮ ไม่หนักเหรอหนู  ใครบอกให้เธอยกละเนี่ย”

               “ไม่มีค่ะ หนูยกเอง”

               “ทำไมถึงยกเอง”พี่เผลอถามเขา นักเรียนหญิงคนหนึ่งตอบว่า

                 “หนูอ่านป้ายที่ครูเขียนแล้ว หนูสงสารครูค่ะ ครูคงยกไม่ไหว เลยชวนเพื่อนช่วยกันยก”

                น้องดาวครับ พี่พูดอะไรไม่ออกเลย กว่าจะกล่าวขอบใจนักเรียนหญิงผู้แสนดีได้  เธอทั้งสองก็ยกมือไหว้เดินออกจากห้องทำงานไปแล้ว  แม้ไม่ทันถามชื่อแต่พี่ก็จำหน้าได้ทั้งคู่และนับตั้งแต่นั้นมา พี่ไม่ต้องตามใครมาช่วยยกอีกเลย   เพราะมีทั้งนักเรียนหญิงนักเรียนชายช่วยยกให้พี่ทุกครั้ง ซ้ำหน้าบ้างไม่ซ้ำบ้าง....แล้วอย่างนี้ น้องดาวคิดว่าเด็กไทยเราเป็นคนไม่มีน้ำใจได้ล่ะหรือ        

               มีอีกเรื่องหนึ่งคล้าย ๆ กันก็คือ เรื่องถังขยะในห้องทำงานของพี่ นักเรียนที่มาใช้ห้องสามารถนำขยะมาทิ้งได้ ปกติพี่จะให้นักเรียนบางคนนำไปทิ้งในตอนเย็นหากพี่ลืมจนนักเรียนกลับบ้านกันหมดแล้วพี่ก็ต้องไปทิ้งเอง        แต่พอพี่ตั้งชื่อถังขยะนี้ว่า “ถังขยะน้ำใจ”  พร้อมเขียนกลอนติดข้างถังว่า

                             “มีขยะทิ้งได้ไม่ห้ามทิ้ง

                       นักเรียนชายหญิงเชิญทิ้งได้

                        แต่ตอนเย็นหากคนดีมีน้ำใจ

                        ช่วยนำไปเทลงถังข้างล่าง….....บ้างนะจ๊ะ”


          นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา พี่แทบไม่ต้องนำขยะไปเทใส่ถังข้างล่างเลย

          พี่เชื่อว่า ในหัวใจดวงน้อย ๆ ของลูกศิษย์  ยังคงงดงามดั่งดอกไม้แรกแย้มที่ชูช่อไสวในสวนที่อุดมสมบูรณ์ด้วยปุ๋ยและสารอาหาร  แต่วันหนึ่งสารอาหารเหล่านี้ย่อมหมดสิ้นไปตามกาลเวลา และช่วงนี้แหละที่ผู้ใหญ่อย่างเราจะทอดทิ้งไม่ได้  มิฉะนั้นแล้ว     ลูกศิษย์ของเราก็จะเติบโตดั่งต้นไม้ที่แคระแกร็น แข็งกระด้าง ไม่แตกดอกออกช่อมาแต่งโลกให้งดงาม และไร้ใบที่จะให้ร่มเงาแก่นกกาเฉกเช่นภาพ “ตาลยอดด้วน” ที่พี่นำมาฝากให้ดู

         น้องดาวเชื่อเช่นที่พี่เล่ามาหรือไม่

         ก่อนจบบันทึกนี้ พี่ขอฝากกลอนมาให้น้องได้อ่าน เผื่อว่าบางทีน้องจะนำไปใช้ในการเรียนการสอนได้บ้าง  อ่านจบแล้ว ลองเติมคำในช่องว่างด้วยนะว่าเป็นชื่อใคร แต่พี่เติมแล้ว เติมว่า “น้องดาวเอย”

                                   ลิ้นเอ๋ยลิ้น กินอะไร ไม่รู้รส

                      เปรี้ยว-หวาน-เผ็ด-มัน  เหมือนกันหมด ไร้รสอร่อย

                     ใจเอย  ใจเจ้า เฝ้าใจลอย

                      ใจเอยคอย ผู้ใด ใจคู่เคียง

                                   นัยน์ตาหนอ รอใคร เล่านัยน์ตา

                      หูก็รอ ใครหนา มาส่งเสียง

                     ปากเอย เฝ้ารอ ต่อสำเนียง

                     ทั้งหมดเพียง รอเห็นหน้า “......................”

 

รักและคิดถึง

      พี่ดิน

                         .................................

(วิทยาจารย์ กันยายน ๒๕๕๓)