ในตอนแรก ผมได้เสนอให้ใช้สี back/fore ground ให้ดี มาตอนนี้ผมเสนอว่า พื้นเหลืองหม่น (อำพัน) ตัวหนังสือดำ น่าจะดูดีที่สุด ไม่เคืองตาด้วยพื้นหลัง ส่วนตัวหนังสือก็ชัดดี เพราะมี contrast ที่ดีกับ background
การนำผู้ฟังเข้าสู่การบรรยายด้วยการเกริ่นนำ บอกที่มาความสำคัญ จุดประสงค์ เป้าหมาย เป้าประสงค์ (ไม่รู้ต่างกันไง) นั้น ขอละไว้เพราะคงได้ยินกันมามากแล้ว แต่จะขอเสนอกลไกหน้าจอเป็นหลัก (mechanic of presentation)
......ประโยค วลี ข้อความ คำ ที่ขึ้นมาแต่ละบรรทัดนั้น ควรสั้นๆ กระชับมากๆ ที่อ่านแล้วพอจับใจความได้ว่ามันคืออะไร ......ส่วนใหญ่ที่ผมใช้จะเป็นวลี หรือ คำด้วยซ้ำไป มักไม่เป็นประโยค บางทีมีเครื่องหมายสัญลักษณ์พิเศษช่วยกระตุ้น เช่น
ทำดี..ได้ดี ทำชั่ว..ได้ชั่ว <-- กฎแห่งกรรม
(แทนประโยคว่า...พวกเราต้องจำให้ดีนะคนทำดีย่อมได้ดี ส่วนคนทำชั่วย่อมได้ชั่วเพราะว่ามันเป็นกฎแห่งกรรม)
เรียนเก่ง = อัจฉริยะ ?
(แทนประโยคว่า....คนเรียนเก่งเป็นคนอัจฉริยะด้วยหรือไม่)
จุดประสงค์ของข้อความเหล่านี้ก็เพื่อ
1) เตือนความจำผู้บรรยายว่าจะบรรยายอะไร ซึ่งที่แท้ก็คือการขยายความ ข้อความ เหล่านี้แหละ
2) นำผู้ฟังเข้าสู่การบรรยายในท่อนนั้นๆ เพราะผู้ฟังย่อมอ่านเห็นข้อความไปพร้อมกับผู้บรรยายด้วย ดังนั้นพอกดให้ข้อความขึ้นมา ควรทิ้งเวลาสักนิดก่อนเริ่มบรรยาย (เช่น 3-7 วิ แล้วแต่ความยาวของข้อความ และหรือความลุ่มลึก ) ไม่ควรเริ่มบรรยายทันทีที่เอาข้อความขึ้น เพราะจะทำให้ผู้ฟังสับสน เนื่องจากตาก็ต้องอ่านข้อความและหูก็ต้องฟังการบรรยายไปพร้อมกัน การทิ้งเวลาให้อ่านจะทำให้ผู้ฟังพอเกิดมโนภาพในใจว่าจะพูดเรื่องอะไร แล้วเราก็พูดไปเป็นการเติมเต็มมโนภาพของผู้ฟังนั่นเอง จะเป็นการถ่ายทอดความเข้าใจที่มี ปสภ.มาก (ทฤษฎีนั่งเทียนของคนถางทาง)
โปรดระลึกว่า ข้อความต้องสั้นกระชับมีแต่คำสำคัญเป็นส่วนใหญ่ ที่เห็นมามากคือ เอาข้อความทั้งหมดมาขึ้นจอ แล้วอ่านข้อความนั้นซ้ำให้ผู้ฟังฟังอีกรอบ (หรือเกือบอ่านซ้ำ) แบบนี้จะมาบรรยายทำไม ก็พิมพ์แจกให้เอาไปนอนอ่านที่บ้านดีไหม
ข้อความที่ขึ้นมาควรขึ้นมาทีละบรรทัด ไม่ควรเอาขึ้นมาทุกบรรทัดพร้อมกันหมด เพราะมันจะไปดึงดูดความสนใจของผู้ฟังให้ไปอ่านข้อมูลล่วงหน้า ทำให้เสียสมาธิในการฟัง
ควรมีไม้ชี้ แสงชี้ ลูกศรชี้ ไปยังคำสำคัญที่กำลังบรรยายอยู่ เป็นจิตวิทยาการบรรยายที่จะทำให้เกิดจุดรวมสมาธิของผู้ฟัง (ทฤษฎีคนถางทางอีกแล้ว ไม่รู้ว่าสากลเขาจะมีทฤษฎีนี้หรือยัง) แต่ในบางครั้งเราอาจต้องการให้เอาหน้าเรา ปากเราที่บรรยาย หรือมือเราที่ทำท่าทางประกอบ เป็นจุดรวมสมาธิก็ได้ เพื่อเปลี่ยนจุดโฟกัส (เปลี่ยนอิริยาบถของจิต จะได้ไม่เมื่อยเสียก่อน) แต่การนั่งบรรยายในห้องประชุมใหญ่นั้นผู้ฟังมักมองไม่เห็นปากหรือแม้แต่หน้าของผู้บรรยาย ดังนั้นการใช้ศร หรือ แสงชี้ จึงสำคัญมาก ลีลาการชี้ก็สำคัญ ไม่ใช่ไปทำแสงให้วืดวาดเร็ว ๆ (อย่างนี้ยิ่งไปกวนสมาธิให้แตกด้วยซ้ำ) แต่ให้จี้จุด แช่ มีการแกว่งเล็กน้อยเท่านั้น
บรรทัดที่บรรยายผ่านไปแล้ว ควรทำให้เลือน (dim) จะได้ไม่มาแย่งสมาธิของบรรทัดต่อไปที่จะลอยเลื่อนเข้ามา แต่การเลือนนั้นก็ไม่ได้หายไปเสียเลย ผู้ฟังที่ต้องการทบทวนของเก่าก็ยังพอมองเห็นลางๆ
ตัวหนังสือที่ใช้ต้องใหญ่พอที่คนหลังห้องจะมองเห็นได้ โดยเฉพาะข้อมูลในกราฟ ตาราง ถ้าจะเอามาแสดงก็ต้องปรับขนาดให้ตัวใหญ่ด้วย ที่พบบ่อยที่สุดคือ กราฟเส้น ที่ตัวระบุความหมายและตัวเลขค่าแกนตั้งเล็กมาก เลยโดนสองเด้ง คือ เล็กก็อ่านแทบไม่เห็นแล้ว ยังต้องตะแคงคออ่านอีกด้วย ถ้าทำได้ควรทำการหันตัวอักษรระบุความหมายแกนตั้งให้อยู่ในแนวราบด้วย
ในหนึ่งหน้า ไม่ควรอัดตัวอักษรและหรือข้อมูลให้แน่นเกินไป มันทำให้เวียนหัว สับสน ดึงดูดสมาธิการฟัง เอาแต่พอบางๆตา ถ้ามีมากกว่านั้นก็ให้ขึ้นหน้าใหม่
สำหรับความเร็วของการบรรยายนั้น ผมเห็นส่วนใหญ่พูดจังหวะคงที่ คนพูดเร็วก็เร็วตลอด ส่วนคนพูดช้าก็ช้าตลอด สำหรับผมใช้หลักการ “ยากผกผัน” กล่าวคือถ้าเป็นท่อนยากๆ (เรื่องยากๆ) ก็พูดช้า ถ้ายากน้อย (เรื่องง่ายๆทั่วไป) ก็พูดเร็ว ..อย่างนี้จะทำให้เราจัดสรรเวลาบรรยายให้สอดคล้องกับโควตาเวลาที่ได้รับได้ และยังให้ข้อมูลความรู้กับผู้ฟังได้(อย่างเข้าใจด้วย)ในปริมาณที่สูง...เรียกว่าได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ
เชื่อไหมว่าเรื่องสามัญสำนึกง่ายๆแค่นี้หลายคนทำไม่ได้ เพราะอ้างว่าเป็นคนแช่มช้อยต้องพูดช้าตลอดเท่านั้น (ดอกพิกุลมีจำกัด) อีกฝ่ายก็ต้องพูดเร็วเท่านั้น (ออกดอกเร็วยังกะดอกเบี้ย)
...คนถางทาง (๑๔ มิย. ๒๕๕๕)
โอ้โห.. อาจารย์ชี้ตรงทุกจุดเลยค่ะ.. เมื่อก่อนไม่ค่อยได้คิ แต่พออาจารย์เขียนขึ้นมา เออ.. จริงแฮะ จากประสบการณ์ที่เป็นทั้งผู้อบรมและผู้เข้าอบรม หุหุ เคยทำด้วยค่ะ (อายจัง)
ทั้งหมดนี้ผมก็ค่อยๆคิดเอาเองทั้งนั้นนะครับ และสังเกตเอาจากคนที่เขานำเสนอดีๆ บ้างเล็กน้อย ยกเ้ว้นเรื่องการหมุนตัวอักษรระบุแกนตั้งนั้น เขาสอนกันที่ นาสา สรอ. เลยจำมาโม้ต่อครับ kunrapee
ชลัญลองเอาทฤษฎีอาจารย์ถางมาสู่การปฏิบัติ ไม่รู้ OK มั๊ย แต่ชลัญว่าก็ OK นะ
Steve Jobs เมืองไทย