ชีวิตที่พอเพียง : ๑๕๗๘. เดินทางรอบโลก ๒. จากกรุงเทพไปเจนีวา

 
          ปีนี้ผมก็ไปประชุมคณะกรรมการจัดการประชุม PMAC ที่เจนีวาอีก โดยออกเดินทางคืนวันที่ ๑๖ พ.ค. ๕๕ จากสุวรรณภูมิ ไปเปลี่ยนเครื่องบินที่ แฟรงค์เฟิร์ต   ปีนี้เดินทางโดยสายการบิน ลุฟฮันซ่า เพราะเป็นสายการบินที่มีเที่ยวบินโดยตรงจากยุโรปไปฮุสตัน รัฐเท็กซัส   ผมมีกำหนดเดินทางต่อไปฮุสตันในวันที่ ๑๙ พ.ค.


          บันทึกการเดินทางขาไปของปีที่แล้วอยู่ที่นี่


           ผมไม่ค่อยได้ใช้สายการบินลุฟฮันซ่า จึงตั้งใจตรวจสอบดูว่าบริการของสายการบินเยอรมันเป็นอย่างไรบ้าง  


          วันที่ ๑๖ พ.ค. ทั้งวันผมมีประชุมสภามหาวิทยาลัยมหิดล และประชุมระดมความคิดเรื่องกิจการสภา เพื่อหาวิธีทำงานของสภาฯ ที่จะเพิ่มพลังขับเคลื่อนความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัย และเพิ่มการทำงานรับใช้บ้านเมือง    ผมจึงเตรียมตัวออกเดินทางจากศาลายาไปสนามบินสุวรรณภูมิโดยตรงเลย   ไม่กลับไปบ้านก่อน   และเนื่องจากวันนี้การประชุมสภาฯ เลิกเร็ว    ผมจึงมีโอกาสอาบน้ำ เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วออกจากศาลายา ๑๘.๓๐ น.   โชเฟอร์คือคุณสรพงศ์ขับพาผมอ้อมหลบการจราจรคับคั่งออกไปทางสะพานแขวน   ไปออกทางด่วน__  และเข้าสนามบินสุวรรณภูมิทางด้านหลัง    ใช้เวลาชั่วโมงเศษก็ถึง


          ผมคิดว่าคงจะต้องไปนั่งรอให้เคาน์เติร์เช็คอินเปิด    เพราะเครื่องบินออกเวลา ๒๓.๕๕ น.   ผมไปถึงก่อนเวลากว่า๔ ชั่วโมง   ปรากฎว่าคาดผิดครับ   เคาน์เตอร์ของ ลุฟท์ฮันซ่าเปิดแล้ว    เป็นบริการที่ประทับใจเบื้องแรก   ก่อนสองทุ่มผมก็ผ่านด่านตรวจคนออกนอกประเทศและตรวจความปลอดภัยเข้าไปภายในสนามบิน   และตรงไปที่ห้องรับรองของการบินไทย   ซึ่งอยู่ในกลุ่ม Star Alliance เดียวกันกับ ลุฟท์ฮันซ่า


          ผมตั้งใจเดินทางแบบสัมภาระน้อย เอากระเป๋าใบใหญ่ขนาดกลางไปใบเดียว กับใบเล็กขึ้นเครื่อง    กระเป๋าที่เช็คอินหนักเพียง ๑๕.๕ ก.ก.   แต่ผมก็มี “อาวุธ” ประจำตัวพร้อมตามปกติ คือ iPad กับ MacBook Air ที่กำลังใช้พิมพ์อยู่นี่แหละ


          ห้องรับรองของการบินไทยกว้างขวาง มีอาหารเครื่องดื่ม หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และ Wifi ให้ใช้อย่างสะดวก   จัดเป็นห้องรับรองที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในโลก   แต่วันนี้แอร์ไม่เย็น คงสู้อากาศร้อนไม่ไหว    จนประมาณสี่ทุ่มจึงรู้สึกสบาย


          ที่บัตรขึ้นเครื่องระบุเวลาเรียกขึ้นเครื่องว่า ๒๓.๒๕ น. เขาก็เรียกตรงเวลาจริงๆ    โดยเขาให้ผู้โดยสารชั้น ๑  ชั้นธุรกิจ และบัตรทอง Star Alliance ขึ้นก่อน   เครื่องบินเป็น Boeing 747 – 400 ผู้โดยสารเต็ม จึงใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงผู้โดยสารจึงนั่งที่เรียบร้อย    แต่กว่าเครื่องจะขึ้นก็สองยามครึ่ง


          ผมได้ที่นั่ง 24G ริมทางเดิน   ที่นั่งชั้นธุรกิจเรียง 2 – 3 – 2 ผมนั่งฝั่งขวาของแถวกลาง   และแถว 24 เป็นแถวแรกของที่นั่งกลุ่มหลังของชั้นธุรกิจ ถือเป็นแถวที่นั่งสบาย  


          พอเครื่องบินขึ้นสักครู่พนักงานก็เอาเอกสาร Star Chefs Menu มาแจก   เป็นเอกสารสื่อสารว่า สายการบินนี้ต้องการเลี้ยงดูผู้โดยสารชั้นธุรกิจเหมือนอยู่ในโรงแรมระดับ ๕ ดาว    เขาบอกว่าอยากรู้รายละเอียดเพิ่ม ดูได้จาก www.lufthansa.com/starchefsในเอกสารมีรายการอาหาร และรายการไวน์ ที่อ่านแล้วรู้สึกว่าของดีๆ ทั้งนั้น


          พอตี ๑ เศษๆ เขาก็เริ่มบริการเครื่องดื่ม ผู้โดยสารส่วนใหญ่คงเหมือนผม ที่ตาสว่างลุกขึ้นมากินอาหาร   แต่จริงๆ แล้วผ้าร้อนที่เขาเอามาให้เช็ดหน้าช่วยปลุกให้หายงัวเงียได้ดีมาก  อาหารของเขาอร่อย ไวน์ก็อร่อย    แต่ผมยังคิดว่าของ Austrian Airline อร่อยกว่า    น่าจะเป็นเหตุผลที่ทาง PMAC มักจะจัดซื้อตั๋วของ Austrian Airline ให้   อย่างวันนี้คุณหมอพงษ์พิสุทธิ์ก็เดินทางโดย Austrian Airline   เราพบกันที่ห้องรับรองของการบินไทย


          ที่นั่งของเครื่องบินสมัยนี่สบายขี้นเรื่อยๆ    ปรับให้นั่งในท่าที่ชอบได้หลากหลาย   เอนนอนได้เกือบราบ และนอนสบาย   ผมนอนได้สองยกโดยไม่ต้องอาศัยยานอนหลับ สลับกับเข้าห้องน้ำและดื่มน้ำเพื่อป้องกันร่างกายขาดน้ำ     ผมระวังตัวเต็มที่เพราะสังเกตว่าตัวเองอาจไม่สบาย เพราะรู้สึกร้อนๆ หนาวๆ นิดหน่อย    ที่นั่ง 24G นี้ดีตรงอยู่ใกล้ครัวและห้องน้ำ    เพราะพอดื่มน้ำมากก็ถ่ายปัสสาวะบ่อยไปในตัว    ผมสังเกตว่าสายการบินทั้งหลายพยายามให้บริการให้ประทับใจ สดวกสบาย และลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นไปพร้อมๆ กัน    แตกต่างจากของการบินไทยที่มีบุคลิกไทยที่เน้นความหรูหราที่หลายอย่างไม่ค่อยจำเป็น


          พอเดินทางมาได้เกือบ ๘ ชั่วโมงผมก็ตาสว่าง ลุกขึ้นมาพิมพ์บันทึกนี้    ผมสังเกตว่า ลุฟท์ฮันซ่าเที่ยวบินนี้มีที่นั่งชั้นธุรกิจมาก    และคนเต็มทุกที่นั่ง (จากการสังเกตคร่าวๆ)    สะท้อนภาพว่าผู้เดินทางมีเงินซื้อความสะดวกสบายมากขึ้น   หรือระบบสะสมไมล์เพื่อขอเลื่อนชั้นโดยสารฟรีอาจช่วยให้การโดยสารชั้นธุรกิจไม่ยาก    แต่ลูกสาวและลูกเขยของผมเขาทำงานบริษัทธุรกิจ ทางบริษัทให้เดินทางชั้นธุรกิจเป็นมาตรฐาน   และพักโรงแรม ๕ ดาว


          เดินทางได้ ๙ ชั่วโมงเศษเขาก็เปิดไฟและให้บริการอาหารเช้า    มีให้เลือก ๒ อย่างคือ Continental Breakfast เป็นอาหาร cold cut   กับอาหารร้อนเป็นไข่คนไส้กรอก   ผมกินอย่างหลัง อร่อยใช้ได้   อิ่มและเข้าห้องน้ำแล้วก็เปิดเพลงคลาสสิคฟัง ไพเราะใช้ได้


          ๑๐ ชั่วโมงครึ่งหลังเครื่องบินขึ้น กับตันบอกว่าอีกครึ่งชั่วโมงจะถึงแฟรงค์เฟิร์ต    อุณหภูมิที่นั่น ๑ องศาเซลเซียส  เครื่องบินลง ๖ น. ตรง   เราต้องผ่านการตรวจคนเข้าเมืองที่นี่   เพราะไปถึงเจนีวาไม่มีการตรวจอีกแล้ว    หลังจากนั้นจึงไปผ่านการตรวจรักษาความปลอดภัย    ผมได้มีโอกาสสังเกตว่าคนเยอรมันระดับล่างก็ทำงานแบบเช้าชามเย็นชามเหมือนกัน


          แล้วผมคลำทางไปที่ Gate B11 ที่เครื่องบินเที่ยวของผมออกเวลา ๙.๒๐ น.   ไปถึงยังไม่ ๗ น.   จึงไปถามหาทางไปห้องรับรองของลุฟท์ฮันซ่า    เขาบอกว่าอยู่ที่ Gate A26 ต้องลงลิฟท์และเดินมุดทางเดินใต้ดินไป    ใช้เวลาเดินสัก ๑๐ นาทีก็ถึงห้องรับรอง ซึ่งสู้ของการบินไทยที่ผมใช้บริการเมื่อคืนไม่ได้เลย    คือคนมากต้องแบ่งๆ กันใช้บริการ  


          ผมคิดว่าที่ผมตัดสินใจเดินทางต่อไปเจนีวาด้วยเที่ยวบิน ๙.๒๐ น. ไม่ใช้เที่ยว ๗.๐๐ น. ที่บริษัททัวร์แนะนำนั้น ผมตัดสินใจถูกแล้ว    เพราะตอนผ่านการตรวจคนเข้าเมืองและตรวจรักษาความปลอดภัยใช้เวลาพอสมควร   ไปถึงประตูทางออกก่อนเวลาบิน ๑๕ นาทีอาจจวนเจียนเกินไป   คนแก่เดินทางคนเดียวงกๆ เงิ่นๆ


          ที่สนามบิน แฟรงค์เฟิร์ต กระบวนการขึ้นเครื่องไม่ต้องใช้พนักงาน โดยผู้โดยสารต้องเอาบัตรขึ้นเครื่องตรงที่มีบาร์โค้ดแปะที่เครื่องอ่าน   เหล็กกั้นมันก็จะเปิดให้เราเข้า    แล้วไปขึ้นลิมูซีนไปสุดสนามบินเพื่อขึ้นเครื่องบิน โบอิ้ง 737-300 ที่จอดรออยู่   เครื่องบินมีผู้โดยสารประมาณครึ่งลำ   บินเพียง ๕๐ นาที   ผมนั่งริมทางเดิน 4C แต่ก็ชะโงกเห็นวิวยอดเขามีหิมะขาวโพลน   ระหว่างทางเขาเสิร์ฟอาหารและเครื่องดื่ม  


          ถึงสนามบินเจนีวารอกระเป๋า ๑๕ นาที   ลากกระเป๋า ๒ ใบไปแลกเงิน ๑๐๐ ดอลล่าร์ เสียค่าคอมมิสชั่นไป ๕ ฟรังค์เพราะผมลืมไป   ขอบันทึกไว้ว่าให้แลกมาจากเมืองไทยจะได้ราคาดีกว่า    แล้วไปขึ้นแท้กซี่ไปโรงแรม ออตวยล์ (Auteuil) ที่อยู่กลางเมือง บนถนน โลซานน์ ใกล้สถานีรถไปเดินไป ๕ นาทีก็ถึง   ค่ารถแท้กซี่ ๕๐ ฟรังก์ เกือบ ๒ พันบาท นับว่าราคาสูง    ผมได้ห้อง 304 หันไปทางรางรถไฟ   ทำให้คิดถึงปี 1989 ผมพักที่โรงแรมรถไฟ (Cornavin อ่านว่า คอร์นาแวง)   ห้องหันไปทางรางรถไฟคล้ายกันมาก แต่ไม่หนวกหู เพราะหน้าต่างของเขาเก็บเสียง    ปีนั้นผมซื้อนาฬิการาโด้ที่ยังใช้อยู่จนบัดนี้


 
 
วิจารณ์ พานิช
๑๗ พ.ค. ๕๕
โรงแรม Auteuil, เจนีวา

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน KMI Thailand



ความเห็น (1)

เขียนเมื่อ 

อ่านอย่างมีความสุข อาจารย์บรรยายได้เหมือนเราดูภาพยนตร์ที่มีอาจารย์เป็นตัวเอกอยู่เลยค่ะ พอถึงตอน "คนแก่เดินทางคนเดียวงกๆ เงิ่นๆ" เล่นเอาแทบสำลักนม (อ่านไปกินธัญพืชใส่นมไปอยู่ค่ะ) กำลังนึกภาพพระเอกตัวสูงๆเดินสง่าๆไปเรื่อยๆไม่รีบร้อนเพราะเวลาเหลือเฟือตามบุคลิกอาจารย์อยู่เชียว เพิ่งคุยกับพี่รำยงค์ที่ห้องสมุดคณะแพทย์พี่เขาชื่นชมว่าอาจารย์ยังแข็งแรงหล่อเหมือนสมัยอยู่ที่คณะแพทย์มอ.อยู่เลยค่ะ มีแต่คนคิดถึงอาจารย์และบอกว่าอาจารย์ไม่เปลี่ยนเลย เสียดายมากที่ไม่เคยได้เป็นลูกน้องอาจารย์เลย 

หมายเลขบันทึก

490837

เขียน

11 Jun 2012 @ 11:07
()

แก้ไข

22 Jun 2012 @ 10:08
()

สัญญาอนุญาต

ครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน
ดอกไม้: 5, ความเห็น: 1, อ่าน: คลิก