ข้อเขียนที่จะเขียนต่อไปนี้ อย่าได้ถือว่าเป็นการร่วมชิงโชคแต่การใด การเขียนเรื่องนี้เพราะอยากร่วมเขียนด้วย อันที่จริงเป็นเรื่องของผู้ที่สูบบุหรี่แล้วสามารถเลิกได้ วิธีการเลิกบุหรี่ผ่านข้อเขียนนั่นเองคือความรู้ซึ่งผู้ยังเลิกสูบไม่ได้จะปรับนำไปใช้หากมีความต้องการเลิก ผมไม่ได้อยู่ในกรอบนั้น จึงได้ผ่านประกาศเรื่องนี้ไป แต่เมื่ออ่านงานของท่านอาจารย์ยูมิ (โก๊ะ) เรื่อง บุหรี่ดีตรงไหน ทำให้มาคิดว่า น่าจะเขียนบ้างนะ แม้ว่าเราจะไม่ได้คีบบุหรี่ จึงได้เริ่มในวันนี้
หัวข้อที่ผมจั่วไว้คือ "สูบบุหรี่...ประหารชีวิตสถานเดียว" ดูเหมือนหัวข้อนี้ค่อนข้างก้าวไปสู่ความร้าวรานและรุนแรงเหลือเกิน ก็แค่จั่วหัวให้น่ากลัวเล่นเท่านั้นเองครับ
สำหรับผม คนที่ติดบุหรี่อยู่ไม่ต้องเลิกสูบหรอกครับ (ฮา เพื่อนเขาให้เขียนเรื่องเลิก นี่เขียนเรื่องไม่ต้องเลิก ขออภัยนะครับ ไม่อยากให้เครียด) เท่าที่เรารู้คือ บุหรี่มาพร้อมกับโรคอื่นๆ เช่น มะเร็งปอดบ้าง ถุงลมโป่งพองบ้าง ซึ่งคนที่สูบบุหรี่รู้เรื่องนี้ดี อันที่จริงเราไม่ต้องกลัวกับโรคเหล่านี้เลย เหตุผลคือ แม้เราจะไม่เป็นโรคนี้ เราก็ต้องเป็นโรคอื่นๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ฯลฯ เคยคิดไหมว่า เราอาจจะถูกหลอกก็ได้ เพราะเท่าที่สูบมา เรายังไม่เป็นโรคมะเร็งและถุงลมโป่งพองเลย ส่วนคนที่เป็นนั้น เขาได้ตายไปแล้ว ซึ่งไม่แปลกอะไร (ฮา) นอกจากนั้น บุหรี่อาจทำให้เราตายเร็วขึ้น เช่น ไฟไหม้บ้านเพราะนอนสูบบุหรี่แล้วเผลอหลับไป ไฟที่ปลายบุหรี่ไปติดกับมุ้ง เป็นต้น ซึ่งเราก็ไม่ต้องกลัวอีกเช่นกัน เพราะถ้าเราไม่ตายวันนี้ พรุ่งนี้เราก็ต้องตาย ถ้าพรุ่งนี้ไม่ตาย มะรืนนี้ก็ต้องตาย คือ ยังไงก็ต้องตายอยู่ดี และคนที่ไม่สูบบุหรี่ก็ตายเหมือนกัน สมกับที่พระท่านว่า โรคภัยไข้เจ็บและความตายเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ แม้เราจะหนีมันไปไกลสุดขอบฟ้า (อันที่จริงฟ้าน่าจะไม่มีขอบ) เราก็ต้องพบมันไม่วันใดก็วันหนึ่ง ดังนั้น เราจะกลัวทำไมกับการสูบหรี่ต่อไป
ประโยชน์ของบุหรี่ก็น่าจะมีอยู่ เพราะถ้าไม่มีอยู่ บุหรี่ก็คงหายไปจากโลกมนุษย์แล้ว และถ้าไม่มีประโยชน์เราก็คงไม่สูบมันแน่นอน ทีนี้เรามาพิจารณาว่า มีประโยชน์กับใครบ้าง แน่นอนที่เราพบเห็นทุกครั้งที่เราไปซื้อคือพ่อค้า-แม่ค้าที่ขายบุหรี่ให้เรา เขาจะได้เงินจากเรา เราจึงเป็นที่รักของเรา เพราะเราเป็นผู้ให้ และเราก็รักเขาเพราะเขาก็ให้เราด้วย (พระท่านว่า "ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก" ฮาาาา) ปัญหาคือ เขาให้อะไรกับเรา และเราให้อะไรกับเขา เราให้เงินเขาและเขาให้บุหรี่กับเรา เราได้บุหรี่มาแล้ว บุหรี่คือพลังเสริมสุขภาพของเรา เพราะทันทีที่เราสูบเข้าไปเราจะอุทานว่า "ฮูซ๋าาาาาาาาาา" โล่งสมองดีเหลือเกิน ความฉลาดเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ คิดเร็ว คิดไกล แข็งแรง เฉลียวฉลาดกว่าคนที่ไม่สูบบุหรี่หลายเท่าตัว แล้วอย่างนี้จะไม่ให้บอกว่าบุหรี่ส่งเสริมสุขภาพได้อย่างไร เพราะเมื่อสูบแล้วมัน "ฮูซ่าาาาาาาา" โล่ง โปร่ง เบา สบาย ซึ่งต้องขอบคุณคนขายที่ให้บุหรี่แก่เรา ตลอดถึงลูกหลานของเรา เด็กเล็กเด็กน้อย ที่จะได้รับสิ่งดีๆนี้ด้วย ลองวาดภาพดูว่า เด็กเล็กเด็กน้อย ไปไหนมาไหน ก็มีบุหรี่ติดมือด้วย บางคนพ่นควันเป็นรูปหัวใจ เป็นรูปวงกลมบนอากาศ ทั้งพ่อ แม่ ลูก จูงมือกันไปเที่ยวทะเล มือข้างหนึ่งจูงลูก อีกข้างหนึ่งคีบบุหรี่ใส่ปาก และสืดเข้าเต็มปอด ปล่อยควันออกมา ส่วนลูกนั้น มือข้างหนึ่งพ่อจูงอยู่ อีกข้างหนึ่งคีบบุหรี่ แม่ช่วยต่อบุหรี่ให้ลูก บางคนลูกสูบไม่เป็น แม่ก็ช่วยสอนให้ เพราะบุหรี่จะช่วยส่งเสริมสุขภาพให้ดีขึ้น สมองปรอดโปร่ง เพื่อให้สมองสมบูรณ์มาก ก็ต้องสูบมากๆ มากเท่าไรยิ่งดี เพราะเป็นวิตามินของร่างกาย คราวนี้ลองมาดูคนขายบ้าง เขาได้รับเงินจากเรา เขาก็จนเอ้า จนเอา (จนบุหรี่) สุดท้าย เขาจะไม่มีบุหรี่ เพราะเขาขายให้เราหมดแล้ว เรานั้นโชคดีที่ได้กักตุนบุหรี่เอาไว้ในร่างกายจนมากพอ เขานั้นโชคร้ายมีแต่เงินเอาไปทำอะไรไม่ได้เลย เพราะเขาไม่สูบบุหรี่เหมือนกับเรา เหมือนกับครอบครัวเรา เขาจึงเครียดอยู่กับการมีเงิน ส่วนเรา โปร่ง โล่ง สบาย สุดท้าย เขาจะต้องมาพึ่งมาเราแน่ๆ
ขอยุติลงไว้เท่านี้นะครับ ข้อเขียนนี้เพื่อความบันเทิงเท่านั้น อย่าถือเอาเป็นประมาณนะครับ แต่ที่น่าถือเป็นประมาณคือ
- เรื่องบางเรื่องไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ซ้ำ หากพิสูจน์แล้วว่าคำตอบเป็นอย่างนี้ (ประเด็น ไม่จริงหรอก ที่บุหรี่เป็นสาเหตุให้ถุงลมโป่งพอง เป็นต้น)
- ไม่ห่วงตัวเอง ก็ห่วงคนอื่นบ้าง (บนโลกใบนี้ ใช่มีแต่เราผู้เดียว)
- ร่างกายของฉัน คนอื่นไม่เกี่ยว (อันที่จริงคนอื่นไม่ได้มาเกี่ยวอะไรกับเราหรอก แต่เราต่างหากที่ไปเกี่ยวคนอื่นมา)
- ไม่มีใครห้ามเราได้ นอกจากเราเท่านั้นที่จะตัดสินใจ "ประหารชีวิตตัวเองสถานเดียว" แต่เป็นการประหารจากสิ่งซึ่งมีประโยชน์น้อย
อันที่จริง "รัฐ" นั่นแหละตัวดีนัก (ฮา) ที่ทำให้เรารู้ว่า เราไม่แน่พอนี่หว่า เราจึงยอมสิโรราบให้กับเจ้าสิ่งเล็กๆแค่ปลายนิ้วก้อยนั้น (แหมไม่ติดนี่ ก็พูดได้สิ...แฮะๆ ก็ประมาณนั้นแหละครับ) สุดท้าย ไม่ต้องเลิกหรอกครับ "โตๆ" กันแล้ว (เอ้า เวรกรรม หาเริื่องถูกชกปากละสิ)
จริงๆครับ ถ้าเราไม่เป็น เราจะไม่รู้หรอกว่าความเป็นคืออะไร แม้จะสูบบุหรี่แต่ก็ทำประโยชน์ให้สังคมได้ไม่แพ้คนไม่สูบบุหรี่หรอกนะครับ ดังนั้น โปรดเอื้อเฟื้อต่อผู้ยังเลิกบุหรี่ไม่ได้ด้วยครับ (อันนี้ด้วยใจจริง) ผมเชื่อว่า หากเขาเลิกได้ เขาคงเลิกไปแล้ว
ขอบคุณครับ
๑๐/๐๖/๒๕๕๕ : ๑๓.๓๖ น.