"ครู" จิตวิญญาณแห่งความเมตตา

Ready Radee
หากความเป็นครูจะถูกระบุหน้าที่ไว้เป็นเพียงผู้ให้ความรู้..ครูก็คงไม่ต่างกับสื่อที่เราสามารถศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองได้..แต่ครูเป็นมากกว่านั้น

                    จากประสบการณ์การเป็นอาจารย์(ซึ่งยังไม่อาจเอื้อมจะใช้คำว่า "ครู")ผู้สอนนักศึกษาในระดับอุดมศึกษามาประมาณ 5 ปี และปัจจุบันในฐานะที่เป็นนักศึกษาในระดับ Post Graduateของมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ความรู้สึกของคนเป็นครูและความรู้สึกของคนมีครู จึงเป็นที่มาแห่งบันทึกนี้

  • ครูคนแรกในชีวิต คือ พ่อแม่ เรียกได้ว่าเป็นครูที่มากกว่าครู

สำหรับเรา ครูสองท่านนี้ ให้ชีวิต ให้ความรู้ทั้งในและนอกห้องเรียน สร้างประสบการณ์ให้เข้มแข็ง เป็นแหล่งของแรงบันดาลใจเกือบทุกๆด้านรวมถึงเป็นแหล่งที่มาของอาชีพในปัจจุบัน ครูทั้งสองเป็นครูที่ประเสริฐสุดในชีวิต และในช่วงเวลาต่อมา

  • ครูระดับประถม เป็นครูที่เปรียบเสมือนพ่อแม่คนที่สองเพราะครูดูแลเราแทนพ่อแม่ ตอนเรายังเด็ก ครูจึงเป็นส่วนหนึ่งที่นอกจากประสิทธิประสาทวิชาความรู้แล้วยังช่วยบ่มเพาะความเป็นเราในระดับหนึ่งด้วย และนี่คือครูที่มากกว่าครูอีกเช่นกัน
  • ในระดับมัธยมศึกษา เราโตแล้ว ครูส่วนใหญ่ทำหน้าทีให้ความรู้ตามตำรา ในสิ่งที่เด็กมัธยมอย่างเราควรได้ เรามองว่าครูมัธยมสำคัญมาก เพราะต้องดูแลเด็กๆๆในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ความใกล้ชิดของครูต่อเด็กจึงควรจะมีมากขึ้นกว่าครูระดับใดๆ แต่เราเจอครูที่เข้าใจเราน้อยเหลือเกินในระดับนี้ เพราะเดี๋ยวนี้ครูก็อยากจะสอนพิเศษ เลิกเรียนปกติก็สอนพิเศษ ทำให้เวลาของครูที่มาดูแลเราน้อยลง
  • จนมาถึงระดับอุดมศึกษา เราอาจเจอครูหลากหลายประเภท ครูที่เราเจอส่วนใหญ่จะเป็นครูที่ให้ความรู้เราจริงๆความรู้ในวิชาเอก ความรู้ในตำราเรียน และที่สำคัญเป็นความรู้ที่เราต้องสอบ ระบบการเรียนที่เราได้เรียนในมหาวิทยาลัย เป็นสิ่งที่อึดอัดเหลือเกินถึงแม้ว่าเราเรียนร่วมกันเป็นร้อยคน แต่ความรู้สึกนั้นเหมือนนั่งอยู่คนเดียวที่สำคัญเรารู้จักครูแต่ครูไม่รู้จักเรา ดังนั้นอาจารย์มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ที่เราเคยเจอ จึงทำหน้าที่สอน วิจัย และทำงานในคณะ จนลืมหน้าที่ในการดูแลเรา..(เหตุผล เพราะเราโตแล้ว (หรือ..!!!.)ครูในระดับอุดมศึกษาควรเป็นส่วนหนึ่งที่จะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กับนักศึกษาได้เพราะเด็กในระดับนี้เป็นช่วงที่สำคัญที่พวกเขากำลังค้นหาตัวตนที่แท้จริง ดังนั้น ครูที่ทำกิจกรรมกับนักศึกษา เอาใจใส่นักศึกษา เข้าใจนักศึกษาและเมตตานักศึกษาจึงเป็นครูระดับอุดมศึกษาที่มีส่วนสร้างชาติเพราะเขาเหล่านั้นคือกลุ่มคนที่จะออกมาพัฒนาชาติต่อไป
  • ส่วนครูในระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เป็นครูที่เป็นนักวิชาการ ครูส่วนใหญ่มีตำแหน่งทางวิชาการและวุฒิทางการศึกษาสูงส่งมาก จึงทำให้ความรู้สึกเป็นตัวตนEgo ของครูเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน

          "ความสัมพันธ์ของครูกับศิษย์ส่วนใหญ่จึงเป็นเพียงการมาถ่ายทอดความรู้ในห้องเรียน แล้วจากกัน" จะได้ดูแลกันก็ตอนทำวิทยานิพนธ์หรือดุษฎีนิพนธ์

          "จะมีครูสักกี่คนที่เข้าใจเราจริงๆให้เราโทรหาได้ทุกเวลา จะมีครูสักกี่คนที่จำชื่อเล่นเราได้ และจะมีครูสักกี่คนที่ลดระดับ ความดัง ความเป็นนักวิชาการระดับประเทศ ความเป็นตัวกู ของกู ลงมาเพื่อเข้าใจลูกศิษย์"

 สิ่งที่กล่าวมาหายากเหลือเกินสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักศึกษาในระดับPost graduate คนเรียนในระดับบัณฑิตศึกษาคงพอเข้าใจ

ที่สวนดุสิตเราเจอครูที่เป็นเพียงนักวิชาการ และเราก็เจอครูที่เป็นครู ครูที่พร้อมสร้างคนให้ออกไปพัฒนาประเทศและหล่อหลอมคนอีกกลุ่มหนึ่งให้มีคุณค่าต่อไป

แทบไม่น่าเชื่อว่าในการศึกษาระดับปริญญาเอก ณ ที่นี้ เราจะเจอครูที่เป็นครูอยู่เยอะมาก ครูที่นี่ช่วยยกระดับจิตวิญญาณความเป็นครูของเราสูงขึ้น สร้างความรู้สึกฮึกเฮิม ต่อสู้และอดทน มากกว่าการบั่นทอนกำลังใจ ซึ่งมันแข็งแกร่งและมีคุณค่ามาก เพราะครูที่นี่ไม่ได้สร้างดุษฎีบัณฑิตให้มีความแข็งแกร่งทางด้านวิชาการเท่านั้น แต่ครูที่นี่สร้างนักวิชาการที่มีความเป็นครู นั่นคือ คนที่มีพร้อมทั้งทางด้านไอคิว และอีคิว เพื่อให้เข้าไปยกระดับสังคมทางด้านการศึกษาต่อไป

สุดท้าย ขอบคุณ "ครู"

รศ.ดร.เสรี วงษ์มณฑา

"ครูที่มีจิตวิญญาณแห่งความเมตตาอยู่เปี่ยมล้น"

" ครูผู้สร้างแรงบันดาลใจ"

" และครูผู้เข้าใจและให้โอกาสศิษย์ตลอดเวลา"

บันทึกนี้เขียนที่ GotoKnow โดย  ใน นิเทศศาสตร์สังสรรค์

คำสำคัญ (Tags)#ครู#เสรี#วงษ์มณฑา

หมายเลขบันทึก: 49014, เขียน: 08 Sep 2006 @ 12:34 (), แก้ไข: 16 Jun 2012 @ 12:31 (), สัญญาอนุญาต: สงวนสิทธิ์ทุกประการ, ความเห็น: 7, อ่าน: คลิก


ความเห็น (7)

IP: xxx.10.158.245
เขียนเมื่อ 

ก่อนอื่นต้องขออภัยที่ผมเข้ามาใช้พื้นที่บล๊อกของครูเพื่อบอกเล่าความรู้สึกนึกคิดบางอย่างที่ผมและเพื่อนไปประสบมาเมื่อเร็วๆนี้ครับ แก่นแกนจากบทบันทึกนี้ผมเองเชื่อว่าครูคงบอกกล่าวเล่าเตือนกับน้องๆนักศึกษาอยู่แล้ว สำหรับบันทึกนี้ก็ขอให้ครูนึกเสียว่าอ่านมันไปพอผ่านๆเพลินๆแล้วกันครับ หากทว่าบันทึกนี้พอจะมีอะไรให้ครูได้หยิบจับและถ่ายส่งไปถึงน้องๆนิเทศฯได้บ้างก็นับเป็นความโชคดีของผมและน้องๆนิเทศครับ

เมื่อต้นเดือนกันยายนที่ผ่านมาผมและเพื่อนได้มีโอกาสไปชมคอนเสิร์ตของศิลปินเพลงเพื่อชีวิตท่านหนึ่งซึ่งเป็นศิลปินที่ผมชื่นชมทั้งผลงานและและวิถีการใช้ชีวิต ณ หอประชุมใหญ่ ม.ธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ครั้งนี้อาจไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมพาตัวเองเข้ามาในหอประชุมแห่งนี้โดยที่เป้าหมายคือการนั่งชมคอนเสิร์ต และครั้งนี้ชายที่เดินออกมาจากฝั่งขวาของเวที (หลังจากพิธีกรในงานกล่าวแนะนำตัวจบลง) แล้วมาหยุดยืนอยู่ตรงหน้าผมอยู่ในเวลานี้ เขาคือน้าหมู พงษ์เทพ กระโดนชำนาญ หลายคนรู้จักเขาในนามกวีศรีชาวไร่ และอีกบางคนเรียกขานเขาในฐานะศิลปินนักรบเพื่อประชาชนนามสหายประทีป (ตุลา16) วัตถุประสงค์ของการจัดคอนเสิร์ตครั้งนี้ก็เพื่อไว้อาลัยและร่วมรำลึกถึงการจากไปของอาจารย์สืบ นาคะเสถียร(ครบ 16 ปี) นักอนุรักษ์และผู้พิทักษ์ลมหายใจของต้นไม้ สัตว์ป่า และสิ่งแวดล้อมไทย โดยชื่อคอนเสิร์ตครั้งนี้คือ "เดือนหงายกลางป่า ซ่อมป่า รักษาชุมชน" หลายครั้งที่ผ่านมากับสถานที่แห่งนี้ผมมาเพื่อเสพรับความบันเทิงเป็นด้านหลักแต่กลับครั้งนี้ผมถือว่ามันเป็นเรื่องรอง ผมมาครั้งนี้ก็เพื่ออยากฟังซิว่ามุมมองและวาทกรรมของน้าหมูที่มีต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจะเป็นอย่างไรและในปีนี้จะพูดถึงอาจารย์สืบด้วยมุมมอง น้ำเสียง และท่าทีแบบใหน ไอ้ที่ผมมาด้วยเหตุผลหลักแบบนี้ก็เพราะว่าน้าหมูเป็นศิลปินเพียงไม่กี่คนที่ผมเปิดพื้นที่ในใจพร้อมรับฟังและยอมรับอย่างเต็มที่ ที่ต้องบอกแบบนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าผมจะปิดกั้น ใจแคบ หรือตระหนี่ถี่เหนียวความรู้สึกที่จะมีให้กับศิลปินท่านอื่นหรอกนะครับ เพียงแต่ผมมักไม่ให้ค่าหรือเสียเวลากับศิลปินบางคนที่ปากก็บอกว่า รักป่า รักสิ่งแวดล้อม แต่สิ่งที่ทำหรือเอาแค่บทเพลงที่ถือเป็นผลงานจากความรู้สึกที่มีต่อสิ่งนั้นๆก็ไม่ได้มีออกมาให้ประจักษ์เหมือนราคาคุยเลย ซึ่งคอนเสิร์ตครั้งนี้ก็เป็นไปตามคาดครับ  5 ชั่วโมงของคนพูดเพลงคนนี้มีบ้างบางช่วงที่สลับกับน้าหงาและอาจารย์เนาวรัตน์ ถือว่าเป็นคอนเสิร์ตที่ยาวนานแต่ก็แสนสั้นครับ และเป็น 5 ชั่วโมงที่ทำให้ผมรักและหวงแหนต้นไม้ สัตว์ป่า และชัดเจนในเป้าประสงค์ว่าทำไมอาจารย์สืบตัดสินใจลั่นไกปืนปลิดชีพตนเองขึ้นมาอีกเยอะ จะมีสักกี่คนในประเทศหรือในโลกใบนี้ที่ทั้งชีวิตทุ่มเทให้กับสิ่งที่ตนดิดและเชื่อกระทั่งลั่นไกปลิดชีพตนเองเพียงเพื่อต้องการให้จุดจบของตนเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นของสังคม วันนี้เสียงจากอุดมการณ์ของอาจาย์ไปไกลกว่าเสียงจากปากกระบอกปืนกระบอกนั้นมาก ความคิดความเชื่อ เกีรยติศักดิ์ศรี และวีรกรรมของอาจารย์สืบยังจำเป็นเสมอที่คนรุ่นหลังต้องศึกษาและถือเป็นแบบอย่าง (นักอนุรักษ์คนหนึ่งที่ใช้ชีวิตสืบชีวิต)

หลังจากบทเพลงสุดท้ายในคอนเสิร์ตครั้งนี้จบลงในขณะที่ผู้คนลุกออกจากที่นั่งด้วยสีหน้าและรอยยิ้มที่การันตีถึงความสำเร็จของคอนเสิร์ตครั้งนี้ได้เป็นอย่างดีและเบียดเสียดกันเดินตรงไปที่ประตูทางออกของหอประชุม ในขณะที่ผู้คนทะยอยเดินออกจากหอประชุมอยู่นั้นผมและเพื่อนยังคงนั่งอยู่ที่เดิมถึงแม้เวลาจะล่วงผ่านไปกว่า 10 นาทีแล้ว สำหรับผมไม่ได้ต้องการรอให้คนซาหรอกครับ เพียงแค่นั่งเพื่อทบทวน สำรวจ และตั้งคำถามกับตัวเองว่าถึงวันนี้เราซื่อสัตย์ต่อความคิดความเชื่อของตนมากน้อยแค่ใหน เราทุ่มเทเรี่ยวแรงสติปัญญาให้กับงานสักทำเท่าไหร่ เราเสียสละและเอื้ออาทรต่อผู้ด้อยกว่าเราหรือยัง กระทั่งอุดมการณ์บางอย่างที่เราคิดฝันแท้จริงแล้วเราพยามทำให้มันเป็นจริงหรือเพียงแค่ปั้นเรื่องหรอกใช้ความรู้สึกของตัวเองแค่นั้น คำตอบแทบไม่ต้องคิดก็แว๊ปมาทันทีว่าเพียงเสี้ยวละอองฝุ่นจากสิ่งที่อาจารย์สืบเป็นและทำอยู่ในวันนั้น เราเองก็ยังไม่ถึง ทางออกของคำตอบเหมือนจะมีเพียงสิ่งเดียว คือการที่ตัวเราเองต้องทุ่มเทและซื่อสัตย์ต่อวิชาชีพ (จรรยาบรรณ) เสียสละด้วยการคิดและทำเพื่อคนที่ด้อยโอกาสกว่าเราให้มากขึ้นไม่ผลัดวันประกันพรุ่งและไม่มองว่าไม่ใช่หน้าที่ที่จะช่วยเหลือผู้อื่น (ผมไม่ใช่คนใจใหญ่กระทั่งเวอร์ที่ทั้งวันคิดและทำเพื่อคนอื่นอยู่ตลอดเวลาโดยที่ไม่ประมาณตนแต่ใจผมก็ไม่คับแคบซ่ะจนไม่มีพื้นที่เหลือให้กับคนที่ด้อยกว่าผมเลย) ผมได้แต่เพียงเตือนสติกับตัวเองว่าคนเราคิดอ่านไม่เหมือนกันจะให้ใครมารู้สึกอย่างที่เรารู้สึกก็คงไม่ได้และไม่ใช่ที่ แต่ผมเองก็ยังพอใช้สิทธิ์ภาวนาให้น้องๆของผมรับรู้และรู้สึกอย่างที่ผมรู้สึกอยู่ในเวลานี้ โดยเฉพาะสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันจำเป็นอย่างยิ่งที่อนาคตนักสื่อสารมวลชนจำเป็นต้องสื่อสัตย์ มีจรรยาบรรณ และรักษาไว้ซึ่งเกีรยติและศักศรีในอาชีพของตน และเป็นผู้ที่คิด ทำ เพื่อคนที่ด้อยโอกาสกว่าเราให้มากขึ้น ผมอยากให้น้องๆของผมมีสิ่งเหล่านี้เตรียมพร้อมตั้งแต่อยู่ในมหาวิทยาลัย โดยเริ่มจากทำความเข้าใจและซื่อสัตย์ต่อการศึกษา ในฐานะนักศึกษาโปรแกรมวิชานิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎอุตรดิตถ์ น้องครับคำตอบสุดท้ายของการศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยแห่งนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าจบแล้วต้องได้ทำงานโดยทันทีหรือเมื่อได้งานแล้วต้องได้เงินเดือนสูง ทว่าคำตอบสุดท้ายน่าจะอยู่ที่ว่าเมื่อจบออกไปแล้วน้องจะใช้ชีวิตอยู่ให้ได้อย่างไรในโลกที่กว้างกว่า 300 กว่าไร่ตรงนี้ คำว่าจรรยาบรรณกับเสียสละเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น เว้นซ่ะแต่ว่าน้องจะลงมือทำมัน และน้องสามารถเริ่มทำมันได้นับตั้งแต่วันนี้

หลังจากสำรวจตัวเองกระทั่งเลยไกลไปถึงน้องๆนิเทศฯเรียบร้อยแล้วผมเริ่มกลับมาสำรวจรอบๆตัวอีกครั้ง ไม่แน่ใจว่าผู้คนหายหมดไปจากหอประชุมตั้งแต่เมื่อไหร่ ทางเดินที่มุ่งไปที่ประตูทางออกเวลานี้ไม่มีคนเหลืออยู่แล้ว   เห็นจะมีแต่ชายในเครื่องแบบสองคน (รปภ.มหาวิทยาลัย) กำลังเดินตรงมาที่ผมและเพื่อน (ห่างจากพวกเราประมาณ 30 ม.) พร้อมกับมีเสียงกระซิบแว่วมาที่ข้างหูจากเพื่อนสนิท "ไอ้โดมมึงจะนั่งรอให้พี่สองคนนั้นมาลากเราออกไปหรือไงว่ะหรือมึงจะรอให้น้าหมูมาเชิญมึงออกไป" / ผมได้แต่อมยิ้มและนึกในใจว่าดีซ่ะอีกสิถ้าน้าหมูมาเชิญ (ไล่) เราออกไปจริงๆผมจะได้บอกกับน้าแกว่าผมต้องขอบคุณมากๆที่น้าและอาจารย์สืบได้สร้างแรงบันดาลใจให้กับผมและเพื่อน และแรงบันดาลใจนี้มันกำลังจะถูกถ่ายส่งไปถึงน้องนิเทศฯของผมที่อยู่อุตรดิตถ์ด้วย (ฮา)

SeAsOnS ChAnGe
IP: xxx.155.14.4
เขียนเมื่อ 
ด้วยความที่เกิดมาในครอบครัวของคุณครู มีตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงอุดมศึกษา ทำให้ฉันไม่เคยคิดที่จะมาอยู่ในสายวิชาชีพนี้เลย เหตุผลตอนนั้นเพียงแค่ว่า เป็นอาชีพที่น่าเบื่อและไม่ท้าทาย แต่ในวันนี้ ฉันได้เป็นคุณครูในระดับอุดมศึกษา ถึงแม้ไม่ได้เรียนวิชาชีพความเป็นครูมาเลยซักตัวเดียว แต่ด้วยการหล่อหลอมจากครอบครัว และ ครูดีๆ หลายคนทั้งที่สอนและไม่ได้สอน (แอบเรียนจากการพูดคุย) ทำให้ฉันมีจิตวิญญาณแห่งความเป็นครู และคงมีเทคนิคการสอน อะไรดีๆ มากกว่าคนที่จะตั้งใจเรียนมาเป็นครูด้วยซ้ำ (มั่นใจ) พ่อสอนฉันว่า คุณครูคือคนที่จะปั้นดินให้เป็นดาว แต่สำหรับนักเรียนบางคนคุณครูอาจจะต้องปั้นทรายให้เป็นดินก่อน และนี่แหล่ะ ก็เป็นสิ่งท้าทายอีกอย่างหนึ่งที่ฉันสามารถหาได้ และตอนนี้ฉันรู้ว่า ความเป็นครูยิ่งใหญ่จริงๆ นิสิตของฉันได้สำเร็จการศึกษาและประสบความสำเร็จทั้งในหน้าที่การงานและชีวิต (ส่งถึงฝั่งแล้ว ไชโย!!)

ถึงโดม ลูกศิษย์ที่รัก

  • ขอบคุณมากค่ะสำหรับบันทึกของโดม ครูอ่านแล้วขนลุก ภาพสะท้อนต่างๆมันวิ่งผ่านไปผ่านมาในหัว เต็มไปหมด มันทำให้ครูรู้ว่าผลผลิตที่ครูได้มีส่วนผลิตออกไป มันช่างน่าภาคภูมิใจเสียเหลือเกิน
  • อุดมการณ์ของ ครูสืบ ช่างยิ่งใหญ่ มีอีกหลายชีวิตที่จดจำเหตุการณ์ของท่านได้ โดยเฉพาะอ.ประพนธ์ (คุณพ่อของครู) ท่านสืบทอด ความหวงแหนในธรรมชาติไว้อย่างเต็มหัวใจค่ะ
  • ขอบคุณอีกครั้งสำหรับกำลังใจและแรงบันดาลใจที่โดมและเพื่อนๆส่งต่อมาให้น้องนิเทศฯและครูเสมอมา สักวันหนึ่งมันต้องสำเร็จค่ะ

    "เชื่อ"    "ศรัทธา" และ "แรงบันดาลใจ"

                         จะอยู่กับครูตลอดไปค่ะ

  • ขอบคุณSeasons Change  ดิชั้นซาบซึ้งในข้อเขียนของคุณมาก ความเป็นวิทยาศาสตร์ของคุณ ตรงกันข้ามกับความรู้สึกนึกคิด ที่ ถ่ายทอดผ่านตัวอักษรแห่งบันทึกนี้อย่างสิ้นเชิง
  • ขอบคุณ "ครอบครัว ครู"ที่หล่อหลอมสิ่งดีดีให้กับเราทั้งสองคน
  • และขอบคุณ วิชาชีพแห่ง ครู ที่ทำให้เราทั้งสองคนได้ประกอบอาชีพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดและทำให้เราภาคภูมิใจที่สุดในชีวิต
  • ขอบคุณครูทุกระดับของเราค่ะ

ปล. อย่าเพิ่งซึ่ง!!!! อย่าลืมเป็นผู้สนับสนุนกันต่อไปนะ......อิอิอิอิ.....

ครู เป็นคำที่ บรรยายได้ไร้ขีดจำกัด จริงๆ

  • อ่านแล้ว..นิ่งไปสักพัก  ว่าเราทำหน้าที่ "ครู" ได้ดีหรือยัง 
  • เพราะเราก็ไม่เรียนมาทางสายวิชาชีพครูเลย
  • แต่เท่าที่จำได้...ก็ยังไม่เคยทำร้ายลูกศิษย์เลยสักคน
  • เป็นกำลังใจให้พี่เฟินนะจ๊ะ
Pui....My lovely Sister... Thanks you ja.. I think you are the best teacher.