พุทธศาสนบัณฑิตอดีตและปัจจุบัน 

Buddhist  Institute : Past and  Present
                ______________________

                                รภิญญ์  ด้วงลอย/พลอยบุตร 

ความนำ

           กัมพูชาประเทศเพื่อนบ้านของไทยเราที่ใกล้แสนใกล้ และมีพรมแดนติดกันเป็นจำนวนกว่า  800 กิโลเมตร ตั้งแต่จังหวัดอุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี ไปจนถึงตราด แต่ไกลแสนไกลสำหรับคนไทยที่ส่วนใหญ่มองข้ามเลยปราสาทนครวัต นครธม รวมทั้งแหล่งความรู้อันเป็นภูมิปัญญาและมรดกร่วมทางวัฒนธรรมก็คือพุทธศาสนาระหว่างไทยกัมพูชาไป  และในบทความนี้จะพาท่านไปทัศนะและศึกษาในอีกจุดหนึ่งของกัมพูชาซึ่งนั่นก็คือพุทธศาสนบัณฑิตที่ตั้งอยู่ในพนมเปญเป็นที่ที่ชาวเขมรรู้จักเป็นอย่างดีโดยจะเริ่มจากวัดพนม (Wat Phnom) วัดที่อยู่บนภูเขาเตี้ย ๆ มีเจดีย์ทรงโถคว่ำยอดแหลมฐานสี่แหลี่ยมตั้งอยู่กลางเมืองพนมเปญ ที่มีนิยายเล่าสืบกันมาว่าสตรีนางหนึ่งชื่อโดนเปญ(โดน=ยาย)พบพระพุทธรูปองค์มีศรัทธาจึงสร้างเจดีย์เพื่อเก็บรักษาพระพุทธรูปไว้บนยอดเขาหรือพนมแห่งนี้ต่อมาจึงได้ชื่อเรียกสถานที่แห่งนี้ว่าพนมโดนเปญและนานวันเข้าก็หดหายไปเหลือเพียงพนมเปญ ที่ผู้รู้ถือว่าตรงนี้เป็นจุดเริ่มต้นของกรุงพนมเปญ[1]  ลัดเลาะผ่านไปตามถนนพระศรีสวัสดิ์เรียบแม่น้ำตนเลสาป (Tonle Sap)  หรือถนนที่ชาวเขมรเรียกว่า”เพลาหมวดตนเล” ท่านจะได้เห็นทัศนียภาพของริมฝั่งแม่น้ำที่สะท้อนถึงการเป็นอยู่และการดำเนินชีวิตที่เกี่ยวข้องอยู่กับน้ำของชาวกัมพูชาทั้งสองฝั่ง นอกเหนือจากนั้นท่านจะได้ชมความงามของอุโบสถวัดอุณณาโลม(Wat Unnalom)ที่ก่อสร้างสูงกว่าสิ่งก่อสร้างอื่นในวัดด้านหน้าหันไปทางทิศตะวันออกและติดกับถนนเรียบแม่น้ำที่ถือว่าเป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนากัมพูชาที่ก่อสร้างในปี ค.ศ.1443[2] และเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชจำนวนหลายท่านนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน  ถัดไปก็เป็นตึกเก่า ๆ สไตล์ฝรั่งที่ทาสีโทนเหลืองจากการบอกเล่าของผู้รู้บอกว่าสร้างในช่วงสมัยฝรั่งเศสและก่อนทศวรรษ 1970[3] ที่ผสมไปกับตึกใหม่ ๆ ที่ผุดขึ้นตามกระแสของการเปลี่ยนแปลงและไล่ต่อไปเรื่อยจนถึงหน้าพระบรมราชวังเขมรินทร์ซึ่งมีชื่อเต็มว่าพระบรมราชวังจตุมุขมงคล(Preah Boram Reach Vang  Chadomuk Mongkul) ที่มีรูปแบบไม่แตกต่างกับวัดพระแก้วและพระบรมมหาราชวังของไทยนักที่ภายในประกอบด้วยสองส่วนคือส่วนพระราชวังที่ก่อสร้างในปี 1866 และวัดพระแก้วที่ก่อสร้างในปี ค.ศ.1892[4] และตรงจุดนี้จะเป็นจุดที่แม่น้ำทั้ง    4  สายคือ ตนเลสาป (Tonle Sap) แม่น้ำโขงบนและล่าง (Tonle Mekong) และแม่น้ำบาสัค (Tonle Basak) ไหลมาบรรจบกัน ตรงจุดนี้ชาวเขมรเรียกว่า”จตุมุข”(Chadomuk)[5] อันเนื่องจากการไหลมาร่วมกันของแม่น้ำทั้งสี่สายแล้วไหลรวมออกไปสู่ทะเลที่ปากอ่าวประเทศเวียดนาม ถัดไปอีกก็จะถึงกระทรวงธรรมการและศาสนาที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับพุทธิกวิทยาลัยพระสีหนุราช(Preah Sihanuraja Buddhist University) ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยทางด้านพุทธศาสนาแก่พระสงฆ์กัมพูชาที่ได้เปิดให้มีการเรียนการสอนในช่วงปี 1992 หลังจากที่หยุดมาเป็นเวลานานหลายปี นับแต่ปี ค.ศ.1975[6] ที่เขมรแดงเข้าปกครองประเทศและได้ยุติระบบต่าง ๆ ที่รวมไปทั้งการไม่ให้มีอยู่ของศาสนา พระสงฆ์ และสถาบันการศึกษาชั้นสูงของสงฆ์แห่งนี้  ถัดจากตรงนี้ไปอีกอาคารหนึ่งก็จะเป็นกระทรวงต่างประเทศที่ในครั้งอดีตเคยเป็นที่ทำการของพุทธศาสนบัณฑิต แต่หลังจากที่ฝ่ายเฮง สัมริน ภายใต้การสนับสนุนของเวียดนามเข้ามาปกครองประเทศ ในปี 1979 แล้วก็ได้ใช้อาคารพุทธศาสนบัณฑิตแห่งนี้เป็นกระทรวงการต่างประเทศ และจากหน้ากระทรวงการต่างประเทศฝั่งตรงข้ามจะมีโรงแรมแคมโบเดียนนาที่ก่อสร้างผสมผสานระหว่างศิลปเขมรโบราณและสมัยใหม่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำและคนละฝั่งถนน จากจุดนี้อีกประมาณ 500 เมตร เราจะสังเกตเห็นได้ถึงสิ่งก่อสร้างที่ตั้งอยู่ติดกับปากแม่น้ำบาสัคตั้งอยู่โดด ๆ และมีรูปแบบการก่อสร้างตามสถาปัตยกรรมเขมรเป็นรูปเจดีย์ทรงสูง 3 ชั้น และมี 4 มุข อันประกอบด้วยตัวอาคารสำนักงาน ห้องสมุด ห้องประชุม โดยมุขหน้าจะมีบันไดรูปพญานาคทั้งสองข้างเป็นแบบนิยมของเขมรทอดตัวยาวออกมา สถานที่แห่งนี้ชาวเขมรรู้จักกันเป็นอย่างดีว่าพุทธศาสนบัณฑิต(Buddhist  Institute) ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นสถาบันที่มีบทบาทต่อสังคมกัมพูชามาอย่างยาวนาน   อันจะเห็นได้จากอายุในการก่อตั้งที่มีมายาวนานกว่า 70 ปี  รวมทั้งตำรับตำรา ผลงานทางวิชาการด้านพุทธศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ของชาวกัมพูชาที่ถูกผลิตออกมาจากสถาบันพุทธศาสนบัณฑิตแห่งนี้   เช่น พจนานุกรมเขมร   พระไตรปิฎกที่แปลจากภาษาบาลีเป็นภาษาเขมร  เป็นต้น

Buddhist Institute in Phnom Penh 

                 นอกเหนือจากนั้นพุทธศาสนบัณฑิตยังเป็นศูนย์กลางในการผลิตนักปราชญ์ บัณฑิต ทางพระพุทธศาสนาไว้หลายท่าน เช่น พระภิกษุจวน นาถ(Joun Nath :1883-1969)  ผู้ที่รจนาพจนานุกรมเขมร[7]  พระภิกษุปาง ขัด (Pang Khat : ? )ผู้นิพนธ์ประวัติศาสนาพุทธศาสนาในกัมพูชา[8] และรวมไปถึงพระเฮม เจียว(Hem Chieu : 1898-1943) พระสงฆ์ผู้ที่เป็นสัญลักษณ์ของการชาวกัมพูชาชาตินิยมในการเรียกร้องเอกราชของกัมพูชาต่อฝรั่งเศสช่วงสมัยต่อมา[9]

                สถาบันพุทธศาสนบัณฑิต นอกจากจะเป็นสถาบันที่ดำเนินกิจกรรมทางพุทธศาสนาแล้ว ยังเป็นศูนย์รวมของกลุ่มปัญญาชนชาตินิยมกัมพูชา ในการเคลื่อนไหวเรียกร้องเอกราชจากฝรั่งเศสที่เข้ามาปกครองเขมรในฐานะประเทศอาณานิคม นับแต่ปี 1863 – 1953 เช่น ซัน ง็อค ทันห์ (Son Ngoc Thanh) ปาก เฌือน(Pach  Chhoeun)  ซิม วาร์ (Sim Var) เป็นต้น[10]

                จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในกัมพูชาพร้อมทั้งบทบาทของพุทธศาสนบัณฑิตในฐานะที่เป็นสถาบันและแหล่งความรู้รวมต่อสังคมกัมพูชา และเป็นศูนย์รวมของกิจกรรมทางสังคมในอดีต  แม้ในปัจจุบันบทบาทบางอย่างได้หายไปอันเนื่องมากจากเหตุผลทางสังคมของกัมพูชาเอง แต่พุทธศาสนบัณฑิตในฐานะที่เป็นสถาบันแห่งความรู้ทางศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ก็ยังคงรักษาหน้าที่ไว้อย่างเป็นปกติแม้จะผ่านเหตุการณ์ทางการเมืองภายในประเทศมาอย่างยาวนาน   ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษาเป็นอย่างยิ่งว่าสถาบันพุทธศาสนบัณฑิตแห่งนี้มีความเป็นมาอย่างไร และมีความสำคัญอย่างไรต่อสังคมกัมพูชาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน 

ประวัติความเป็นมา

           พุทธศาสนบัณฑิตได้มีการก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ.1921  โดยการบริจาคทรัพย์ส่วนพระองค์ของพระบาทศรีสวัสดิ์ (King Sisowath: 1904-1927) โดยในเริ่มต้นนั้นมีชื่อว่าเขมรบรรณาลัย (Cambodian Library) ต่อมาภายหลังได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็นพระราชบรรณาลัย (Royal  Library) ในปี 1925  จวบจนกระทั่งในปี 1930 ได้มีการเปลี่ยนจากพระราชบรรณาลัยเป็นพุทธศาสนบัณฑิต โดยมีฝรั่งเศสที่เป็นผู้ปกครองในฐานะเจ้าอาณานิคมในขณะนั้น ได้เข้ามามีบทบาทในการจัดตั้งดังกล่าวด้วยเหตุผลทางการเมืองที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันอิทธิพลของไทยที่ส่งผ่านเข้ามาทางพระพุทธศาสนา[11] เพราะก่อนหน้านั้นไทยและกัมพูชาจะมีความสัมพันธ์กันในทางศาสนาด้วยดีอันจะเห็นได้จากการที่พระสงฆ์จากประเทศกัมพูชาได้ไปศึกษาในประเทศไทยเป็นจำนวนมาก เช่น สมเด็จพระสุคันธาธิบดี (ปาน) เป็นต้น รวมทั้งการส่งผ่านพุทธศาสนานิกายธรรมยุตินิกายซึ่งเป็นนิกายที่เกิดขึ้นในประเทศไทยสู่กัมพูชาในช่วง ค.ศ.1864[12] แม้ในภายหลังกัมพูชาจะตกเป็นอาณานิคมแล้วไทยและเขมรก็ยังมีความสัมพันธ์กันด้วยดีในทางพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดีแม้ในปัจจุบันก็ตาม

          แต่ตลอดเวลาตั้งแต่ก่อตั้งพุทธศาสนบัณฑิตก็ได้ดำเนินกิจกรรมที่เป็นเป้าหมายของสถาบันมาโดยตลอด เช่น การก่อตั้งห้องสมุดสำหรับประชาชนได้ศึกษาค้นคว้าอันเป็นภูมิความรู้ของกัมพูชาเอง หรือการตั้งกลุ่มชุมนุมพระไตรปิฎก และมีการจัดพิมพ์เผยแผ่มาตลอดนับแต่ปี 1929 รวมไปถึงกลุ่มชุมนุมวัฒนธรรม ประเพณีของเขมร และในกิจกรรมดังกล่าวมีการศึกษาค้นคว้าวิจัยและพิมพ์เผยแผ่แก่ประชาชน โดยมีสถาบันพุทธศาสนบัณฑิต เป็นผู้ดำเนินการและเป็นศูนย์กลางในการเผยแผ่ เป็นต้น

          แต่การดำเนินการดังกล่าวต้องหยุดชงักไปในช่วงเวลาหนึ่งเมื่อสงครามกลางเมืองได้เกิดขึ้นในทศวรรษ 1970 พร้อมกับการเข้ามาปกครองประเทศของกลุ่มเขมรแดงในปี 1975 ที่มีผู้ศึกษาเกี่ยวกับเหตุการณ์ในช่วงนี้ว่า”สังคมกัมพูชาก็กลายเป็นสังคมที่เปลี่ยนอย่างพลิกโฉมหน้ามากที่สุดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน…ศาสนาพุทธที่ยั่งยืนควบคู่มากับสังคมกัมพูชาเป็นเวลาช้านานสูญสิ้นสถานะ  วัดและอารามถูกทิ้งร้าง เงินตราถูกยกเลิก คนเป็นจำนวนล้าน ๆ ถูกบังคับให้ออกจากเขตเมืองเพื่อไปทำการผลิตทางการเกษตร…ชุมชนหมู่บ้านได้รับการจัดตั้งขึ้นใหม่ มีการจัดการศึกษาเพียงระดับพื้นฐานและการศึกษาการเมืองเพื่อให้ประชาชนเข้าใจปรัชญาและค่านิยมของการปฏิวัติเพื่อจะสร้างสังคมนิยมใหม่ที่บริสุทธิ์ขึ้นได้อย่างรวดเร็ว”[13] จากอุดมการณ์และแนวทางทางการเมืองที่แตกต่างไปจากเดิมเป็นผลให้กิจกรรมของพุทศาสนบัณฑิตต้องหยุดไปโดยปริยาย  นอกเหนือจากนั้นหนังสือเอกสารต่าง ๆ ที่เป็นหนังสือภาษาเขมร และภาษาต่างประเทศที่มีอยู่ในห้องสมุดขณะนั้นถูกนำไปเผาและทำลายอันเนื่องมาจากเหตุผลของอุดมการณ์ทางการเมือง  จึงกลายเป็นว่าสิ่งที่เป็นผลิตผลของภูมิปัญญาและการศึกษาของชาวกัมพูชาเอง ที่สั่งสมจากรุ่นหนึ่งไปสู่รุ่นหนึ่งต้องหมดไปพร้อมกับความสิ้นหวังของประชาชน และพุทธศาสนบัณฑิตที่ต้องหยุดไปนับแต่ปี 1975

          จวบจนกระทั่งปี 1992  กระทรวงธรรมการและศาสนา(Ministry of Cult and Religion)ก็ได้ก่อเกิดพุทธศาสนบัณฑิตขึ้นมาใหม่[14]เพื่อเป็นศูนย์กลางทางการศึกษาค้นคว้าทางศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีของกัมพูชาเช่นในอดีต โดยในช่วงแรกนั้นได้ขอใช้กุฏิสงฆ์วัดอุณาโลมเป็นที่ทำการและดำเนินการตามวัตถุประสงฆ์ของการก่อตั้งพุทธศาสนบัณฑิตนับแต่ปี 1992 ก็ได้เริ่มดำเนินกิจกรรมมาจนถึงปัจจุบัน  โดยในช่วงเริ่มแรกนั้นได้มีการจัดพิมพ์หนังสือที่เคยจัดพิมพ์ในอดีต และศูนย์หายในระหว่างระหว่างเขมรแดงขึ้นมาใหม่ เช่น พระไตรปิฎก และหนังสือหลักธรรมอื่น ๆ เป็นต้น   สำหรับสถานที่วัดอุณณาโลมต่อมาเล็กรวมทั้งต้องยืมจากทางวัดด้วยและไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินงานได้จึงได้มีการก่อสร้างขึ้นมาใหม่ ณ ที่ทำการปัจจุบันภายใต้การสนับสนุนทางด้านการเงินจากประเทศญี่ปุ่นและเปิดใช้นับแต่ปี 1998  เป็นต้นมา[15]  และได้ดำเนินกิจกรรมของพระพุทธศาสนบัณฑิตตามโครงสร้างของพุทธศา-สนบัณฑิตเอง เช่น ห้องสมุดเพื่อเป็นสถานที่ศึกษาค้นคว้าแก่ผู้สนใจทั่วไป ทำงานการศึกษาค้นคว้าและพิมพ์เผยแผ่ทางด้านศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีของกัมพูชา  จัดพิมพ์หนังสือหรือตำราเก่าที่สูญหายและมีต้นฉบับหลงเหลืออยู่หรือได้ต้นฉบับมาจากต่างประเทศ พร้อมกันนั้นยังร่วมดำเนินกิจกรรมกับกลุ่มพุทธศาสนาอื่น  เช่น การจัดอบรมสัมมนาทางวิชาการพุทธศาสนา เป็นต้น

          จึงพอจะเห็นได้ว่าพุทธศาสนบัณฑิตมีหน้าที่และความสำคัญต่อกัมพูชาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาอย่างยาวนาน  และพร้อมกันนี้ก็จะได้นำเสนอถึงหน้าที่และความสำคัญของพุทธศาสนบัณฑิตเพื่อท่านทั้งหลายจะได้ทราบ

 หน้าที่และความสำคัญ

           จากการก่อตั้งพุทธศาสนบัณฑิตที่ถูกจัดขึ้นด้วยเหตุผลทางการเมืองของกัมพูชาในช่วงเวลานั้น แต่ผลที่ได้ปรากฏมากกว่านั้นกล่าวคือ ในปี 1929 ได้มีการตั้งกลุ่มชุมนุมพระไตรปิฎก  มีการแปลคัมภีร์พระไตรปิฎกจากภาษาบาลีมาเป็นภาษาเขมร จำนวนทั้งหมด 110 เล่ม ประกอบด้วยวินัยปิฎก 13 เล่ม พระสุตันปิฏก 64 เล่ม และอภิธรรมปิฎก 33 เล่ม[16] โดยใช้วิธีการแปลไปพิมพ์เผยแผ่ไป จนแล้วเสร็จในปี 1968  ซึ่งรวมเวลาในการแปลและจัดพิมพ์ดังกล่าวเป็นเวลาถึง 40 ปี แต่ผลที่ได้กล่าวคือเป็นการช่วยจรรโลงรักษา รวมทั้งการเผยแผ่พุทธศาสนาในกัมพูชาให้กระจายกว้างขวางออกไปอีก

         นอกเหนือจากนั้นยังได้มีการก่อตั้งห้องสมุดโดยมีหนังสือสำหรับศึกษาค้นคว้าเป็นจำนวนพอประมาณซึ่งในปัจจุบันนี้ มีจำนวน กว่า 30,000 เล่ม  มีทั้งที่เป็นอักษรภาษาเขมร ภาษาบาลี-สันสกฤต อังกฤษ ฝรั่งเศส  ไทย[17]  เวียดนาม และสิงหล (ศรีลังกา) เป็นต้น  โดยแบ่งตามหมวดหมู่ของการจัดห้องสมุดทั่วไปโดยจัดเป็น หนังสือทั่วไป  ศาสนาปรัชญา วรรณคดี  ศิลป ประวัติศาสตร์ภูมิศาสตร์  วิทยาศาสตร์ธรรมชาติ สังคม และสำเนาเอกสารเก่า เป็นต้น หนังสือเหล่านี้มีทั้งที่พุทธศาสนบัณฑิตจัดพิมพ์ขึ้นมาใหม่เองโดยหนังสือเก่าจะเป็นหนังสือที่เคยจัดพิมพ์มาแล้ว ส่วนหนังสือใหม่ก็จะเป็นหนังสือที่เกี่ยวกับหลักธรรมและการอบรมสัมมนาทางพุทธศาสนาเสียเป็นส่วนใหญ่  รวมทั้งหนังสือที่ได้รับการบริจาคจากหน่วยงานหรือมูลนิธิจากต่างประเทศด้วย

          นอกจากนั้นยังได้มีการเก็บเอกสารเก่า คัมภีร์ใบลาน เอกสารเก่าได้มีการรวบรวม เรียบเรียงจัดพิมพ์เผยแผ่ในนามของพุทธศาสนบัณฑิต เช่น พงศาวดารในประเทศกัมพูชา  เป็นต้น

          พร้อมกันนั้นได้มีการตั้งกลุ่มชุ่มนุมวัฒนธรรมประเพณีเขมรขึ้นในปี 1934 (1)จุดมุ่งหมายก็เพื่อค้นคว้าวิจัยเรื่องนิทานเขมร[18] ที่ประกอบไปด้วยนิทานที่เกี่ยวเนื่องกับประเพณีท้องถิ่นและพื้นบ้านของเขมร กลุ่มอักษรศิลป์ วรรณกรรมทางภาษา เช่น เรื่องตุมเตียว[19]  ที่เป็นที่นิยมเอามาร้องเป็นเพลงเขมรจนกระทั่งปัจจุบันซึ่งถ้าพูดถึงเรื่องนี้แล้วคงไม่มีคนเขมรคนใดที่ไม่รู้จัก หรือเรื่องกุหลาบไพลิน[20]  เป็นต้น  (2)พระราชพิธีสิบสองเดือน[21] หรือพิธีบุญในแต่ละเดือนของเขมร[22]  เช่น พระราชพิธีจรดพระนังคัล (แรกนาขวัญ) บุญอุมตูก (แข่งเรือ-รอยประทีป) บุญเมียเคี๊ยะโบเจีย(มาฆบูชา)วิสาขโบเจีย(วิสาขบูชา) บุญผะชุมเบ็ญ (วันสารท) บุญโจฉะนำ (สงกรานต์) เป็นต้น (3)พร้อมกันนั้นยังรวมไปด้วยพิธีในครอบครัวที่เป็นส่วนของการดำรงชีวิตของชาวกัมพูชา เช่น บุญดาเลียน (บุญข้าวขึ้นลาน) บุญออมบก (บุญข้าวเม่า)[23] พิธีโจมะลบ(พิธีสู่วัยสาว)[24] เป็นต้น   สำหรับหนังสือที่พุทธศาสนบัณฑิตที่กลุ่มชุมนุมวัฒนธรรมประเพณีค้นคว้าจัดพิมพ์เผยแผ่นั้นยังมีอยู่และได้รับการจัดพิมพ์ขึ้นมาใหม่ซึ่งหากสนใจที่จะศึกษาค้นคว้าก็มีเอกสารอย่างเพียงพอแต่จะเป็นภาษาเขมรเสียส่วนใหญ่

          และในกิจกรรมต่าง ๆ ที่พุทธศาสนบัณฑิตได้จัดทำขึ้นดังกล่าวนั้น เมื่อได้มีการศึกษาค้นคว้าแล้วก็ได้มีการจัดพิมพ์ เผยแผ่สู่สาธารณชนเพื่อส่งเสริมและรักษาสิ่งที่เกี่ยวกับศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีตามเป้าหมายของพุทธศาสนบัณฑิต  และนอกจากการจัดพิมพ์หนังสือแล้วพุทธศาสนบัณฑิตยังได้จัดพิมพ์วารสารกัมพูชาสุริยา(Kambuja Suriya) ซึ่งได้เริ่มจัดพิมพ์มานับแต่ 1926 โดยพิมพ์เผยแผ่บทความทางด้านหลักธรรม ศาสนา ประเพณีของชาวกัมพูชา ก่อนปี 1975  จะพิมพ์เผยแผ่ทุกเดือน แต่ภายหลังจากที่ได้มีการจัดพิมพ์ขึ้นมาใหม่ในปี 1994 นั้น ก็จะพิมพ์ออกมาทุกสามเดือนอันเนื่องมาจากความจำกัดของพุทธศาสนบัณฑิตในเรื่องเงินทุนและบุคคลากรเอง  ในส่วนวารสารและหนังสือพิมพ์รายวันที่รับมาจากภายนอกก็มีประมาณกว่า 80  ฉบับ ในแต่ละเดือนก็จะมีทั้งในส่วนที่เป็นภาษาเขมรและภาษาอื่น เล่น ภาษาอังกฤษ และฝรั่งเศสเป็นต้น แต่ก็เพียงพอสำหรับผู้มาใช้บริการห้องสมุดในแต่ละวัน[25]

King Sisowath donated for founding Buddhist Institute

          ในส่วนของการเผยแผ่นั้นนอกเหนือจากจัดพิมพ์เผยแผ่เป็นหนังสือและวารสารแล้ว  พุทธศาสนบัณฑิตยังได้จัดให้มีการดำเนินกิจกรรมทางพุทธศาสนา โดยในวันอังคารของแต่ละอาทิตย์ กลุ่มสนทนาธรรมจะมีการเชิญชวนชาวพุทธที่สนใจมาเสวนาธรรมที่ห้องประชุมของพุทธศาสนบัณฑิต มีการนิมนต์พระสงฆ์มาแสดงธรรม หรือการเชิญผู้มีความรู้ทางพุทธศาสนามาให้ให้ความรู้รวมทั้งการปฏิบัติธรรม เป็นต้น แต่เท่าที่สังเกตกิจกรรมเหล่านี้ส่วนมากจะยังจำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุเสียเป็นส่วนมาก   ในส่วนของห้องประชุมก็จะบรรจุคนได้ประมาณ 100  คน ซึ่งหน่วยงานอื่นสามารถไปขอใช้ได้ตามโอกาสเช่นกัน

สรุป

           พุทธศาสนบัณฑิตในวันนี้อาจยังไม่แข็งแรงเท่ากับอดีตก็ตามแต่บทบาทในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของแหล่งความรู้ทางด้านพระพุทธศาสนา วัฒนธรรม ประเพณีและวิถีประชา ยังปรากฏอยู่ซึ่งอาจจะยังไม่มีความพร้อมมากนัก แต่ถ้าถามเกี่ยวกับหนังสือหรือตำราทางพุทธศาสนาจากชาวกัมพูชาจะได้รับคำแนะนำอย่างไม่ลังเลให้มาที่พุทธศาสนบัณฑิตแห่งนี้ทันที  ดังนั้นพุทธศาสนบัณฑิตในวันวานกับปัจจุบันจึงยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือยังเป็นศูนย์กลางและแหล่งความรู้ของชาวกัมพูชา[26] ทางด้านพระพุทธศาสนา  สังคม วัฒนธรรม ประเพณี และการดำเนินชีวิตของชาวกัมพูชา ยังคงมีอยู่และจะยังคงมีต่อไปตราบเท่าที่สันติภาพและความสงบยังคงมีอยู่ในกัมพูชา บทบาทและความสำคัญของพุทธศาสนบัณฑิตจากแต่เดิมที่เคยเป็นศูนย์กลางทางภูมิความรู้และวิถีชีวิตของชาวกัมพูชา  ก็ได้กลับคืนมาอีกครั้งหนึ่งถึงแม้ในปัจจุบันอาจจะยังไม่สมบูรณ์นักในส่วนของพุทธศาสนบัณฑิต ไม่ว่าจะเป็นห้องสมุดที่มีจำนวนหนังสือที่น้อย และยังไม่ครอบคลุมเพียงพอ  หรือแม้กระทั่งนักปราชญ์ บัณฑิตผู้รู้ในสาขาวิชาการทางพระพุทธศาสนาที่จะนำเสนอผลงานผ่านพุทธศาสนบัณฑิตได้จัดพิมพ์เผยแผ่เช่นในอดีตได้  นอกจากนั้นการศึกษาวิจัยหรือการค้นคว้าวัฒนธรรม ประเพณีของเขมรเอง ยังมีอยู่จำกัด แต่ในช่วงเวลาที่กำลังดำเนินไปอยู่นี้อาจช่วยบ่มเพาะเชื้อของการพัฒนา และการสร้างสรรค์ของพุทธศาสนบัณฑิตพร้อมทั้งนักปราชญ์ทางพุทธศาสนาให้กลับคืนมาเช่นในอดีตได้

          หากม้องย้อนกลับไปในอดีตกับปัจจุบันนี้อาจกล่าวได้ว่าเขมรเหมือนประเทศน้องใหม่ที่เพิ่งเกิด(สันติภาพ) อันเนื่องมาจากการผ่านพ้นสงครามกลางเมืองที่มีมาอย่างยาวนาน และเพิ่งจะมีความสงบอย่างแท้จริงภายหลังปี 1993 ที่ผ่านมา[27]  กัมพูชาในฐานะเพื่อนบ้านของไทยจึงเหมือนซากของเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์และแหล่งความรู้อีกแหล่งหนึ่ง ที่รอการเข้าไปศึกษาค้นคว้ากลับมาเป็นความรู้ใหม่ที่เคยขาดหายไปในบางช่วงของเวลาเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปนั้น ดังนั้นพุทธศาสนบัณฑิตจึงเป็นอีกแหล่งความรู้หนึ่งที่มีอยู่ในกัมพูชา ด้วยเป็นสถานที่สำหรับชาวกัมพูชาเองและชาวต่างประเทศกับช่วงเวลาในปัจจุบันนี้และหากท่านได้ไปเยือนพนมเปญเหมือนที่กล่าวนำไว้ตอนต้น  พุทธศาสนบัณฑิตจึงน่าจะเป็นแหล่งความรู้อีกแห่งหนึ่งที่จะช่วยไขข้อข้องใจในด้านพุทธศาสนา  วัฒนธรรม ประเพณีพร้อมทั้งการดำรงชีวิตซึ่งเป็นอัตตลักษณ์ของชาวกัมพูชาเองที่ถูกบันทึกและถ่ายทอดผ่านพุทธศาสนบัณฑิตได้ไม่มากก็น้อย

เอกสารประกอบการค้นคว้า

กลุ่มชุมนุมวัฒนธรรมประเพณีเขมร. (1959) . ประชุมเรื่องเพลงเขมร ภาคที่ 1 . พนมเปญ : พุทธศาสนบัณฑิต  (ภาษาเขมร)

กลุ่มชุมนุมวัฒนธรรมประเพณีเขมร. (1950) . พระราชพิธีใน 12  เดือน. พนมเปญ : พุทธศาสนบัณฑิต (ภาษาเขมร)

กลุ่มชุมนุมวัฒนธรรมประเพณีเขมร. (1959) . ประชุมเรื่องนิทานเขมร ภาคที่ 9.: ที่เกี่ยวข้องกับประเพณีต่าง ๆ พนมเปญ  พุทธศาสนบัณฑิต   (ภาษาเขมร)

คง สมเภีย. (1972) . อาจารย์เฮม  เจียว : วีรบุรุษชาติ.พนมเปญ : บรรณาลัยนิสิต.  (ภาษาเขมร)

เดวิด  แชนเลอร์. (2540). ประวัติศาสตร์กัมพูชา: History  of  Cambodia.แปลโดยพรรณงาม เง่าธรรมสารและคณะ.  หน้า 250-260    (กรุงเทพ ฯ :มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ )

ทองสืบ   ศุภมาร์ค (2514). พระพุทธศาสนาในกัมพูชา. นครหลวง : สภาวิจัยแห่งชาติ

ธีระ  นุชเปี่ยม. ( 2542). การพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองกัมพูชา.  กรุงเทพ ฯ :  คบไฟ

ปาง  ขัด. (1961). ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในกัมพูชา. พนมเปญ : พุทธศาสนบัณฑิต (ภาษาเขมร)

พระเทพเวที (ประยุทธ์  ปยุตโต). (2531). พระพุทธศาสนาในอาเซีย. กรุงเทพ ฯ :มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

เพชร  ชล. (1959).  พิธีประจำ 12 เดือน.  พนมเปญ : พุทธศาสนบัณฑิต.  (ภาษาเขมร)

พุทธศาสนบัณฑิต.(เมษายน-มิถุนายน,1998). “พิธีสมโภชน์อาคารพุทธศาสนบัณฑิต,”. กัมพูชาสุริยา 52( 2) :

89-94 (ภาษาเขมร)

พูลทรัพย์   รงคุปตวนิช. (254). ประวัติศาสตร์กรุงพนมเปญในฐานะเมืองหลวงของกัมพูชา ระหว่างปี ค.ศ.1865-1953 .ปริญญานิพนธ์ ศศ.ม.  บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

สมเด็จพระมหาสุเมธาธิบดี(จวน  นาถ). (1963). ประวัติวัดอุณาโลม.  พนมเปญ : พุทธิกสมาคมกัมพูชารัฐ. (ภาษาเขมร)

สมเด็จพระมหาสุเมธาธิบดี. (1967). พจนานุกรมเขมร. พนมเปญ : พุทธศาสนบัณฑิต.  (ภาษาเขมร)

อุไรศรี วรศะริน,ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต,อรวรรณ  บุญยฤทธิ์ และคณะ . (2540). กุหลาบไพลิน. กรุงเทพ ฯ :

ศูนย์พัฒนาการเรียนการสอนภาษาเขมร  ภาควิชาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร

ธนพล   หวังอ้อมกลาง (มกราคม-กรกฎาคม,2536). ”สันติภาพในกัมพูชา  : ความฝันที่เป็นความจริงของชาว

กัมพูชา,” วิทยุเอเชียเสรี. 5 (1) : 8 - 11

ประเสริฐ  วิทยารัฐ. (กรกฎาคม-กันยายน, 2540).  “เมิลกัมปูเจีย,” ราชบัณฑิตยสถาน. 22 (4) : 35-52

ศรีเสมา. (ตุลาคม ,2536) . “พนมเปญปัจจุบัน,” วิทยาจารย์ . 91 (10) : 35-39

Chum  Ngoeun. (1996) . Guide  to  Wat  Preah Keo  Morakat. Phnom Penh : The  Royal 

Palace = Department of Conversation.

David  P. Chandler.(1992).  The Tragedy of Cambodia:  Politicals,War and  Revolution since  1954 .

Bangkok : O.S Pringting.

Michel   Igout. (1993). Phnom Penh : Then and Now. Bangkok : White Lotus.

Hean  Sokhon (March-April,1996).”Note  on  The Renewal of  Khmer  Monks,” Cambodia  Report. 2

(2): 14-15

Dr.Khing Hoc Dy. (Trimester 1 , 2000) . “Teav  Ek,”  Aksornsat-Manutsat, No.1 : 7-11  (ภาษาเขมร)



[1]สนใจรายละเอียดเกี่ยวกับพนมเปญ Michel  Igout. (1993). Phnom Penh : Then  and Now.  pp.1-21 (Bangkok : White Lotus) หรือคุณพูลทรัพย์   รงคุปตวนิช ได้ทำการศึกษาวิจัยไว้เรื่อง “ ประวัติศาสตร์กรุงพนมเปญในฐานะเมืองหลวงของกัมพูชา ระหว่างปี ค.ศ.1865-1953 .(ปริญญานิพนธ์ ศศ.ม.  บัณฑิตวิทยาลัยมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ)

[2]สมเด็จพระมหาสุเมธาธิบดี(จวน  นาถ). (1963). ประวัติวัดอุณาโลม. หน้า  3-8 (พนมเปญ : พุทธิกสมาคมกัมพูชารัฐ = ภาษาเขมร)

[3]ศรีเสมา. (ตุลาคม ,2536) . “พนมเปญปัจจุบัน,” วิทยาจารย์ . 91 (10) : 35-39

[4]ดูรายละเอียดใน Chum  Ngoeun. (1996) . Guide  to  Wat  Preah Keo  Morakat. pp.1-30 (Phnom Penh : The  Royal  Palace = Department of Conversation)

[5]ประเสริฐ  วิทยารัฐ. (กรกฎาคม-กันยายน, 2540).  “เมิลกัมปูเจีย,” ราชบัณฑิตยสถาน. 22 (4) : 35-52

[6]Hean  Sokhon (March-April,1996).”Note  on  The Renewal of  Khmer  Monks,” Cambodia  Report. 2 (2): 14-15

[7]สมเด็จพระมหาสุเมธาธิบดี. (1967). พจนานุกรมเขมร. (พนมเปญ : พุทธศาสนบัณฑิต.)  (ภาษาเขมร)

[8]ปาง  ขัด. (1961). ประวัติศาสตร์พุทธศาสนาในกัมพูชา. (พนมเปญ : พุทธศาสนบัณฑิต) ทองสืบ   ศุภมาร์ค แปลออกมาสู่ภาษาไทยในชื่อว่าพระพุทธศาสนาในกัมพูชาและจัดพิมพ์โดยสภาวิจัยแห่งชาติในปี  พ.ศ.2514

[9]คง สมเภีย. (1972) . อาจารย์เฮม  เจียว : วีรบุรุษชาติ. หน้า 1-30 (พนมเปญ : บรรณาลัยนิสิต) 

[10]เดวิด  แชนเลอร์. (2540). ประวัติศาสตร์กัมพูชา: History  of  Cambodia.แปลโดยพรรณงาม เง่าธรรมสารและคณะ.  หน้า 250-260    (กรุงเทพ ฯ :มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ )

[11]David  P. Chandler.(1992).  The Tragedy of Cambodia:  Politicals,War and  Revolution since  1954 . p.18  (Bangkok : O.S Pringting)

[12]เป็นสังฆราชฝ่ายธรรมยุติกนิกายองค์แรกภายหลังจากที่มีการก่อตั้งในปี 1864  ดูรายละเอียดจากพระเทพเวที (ประยุทธ์  ปยุตโต). (2531). พระพุทธศาสนาในอาเซีย. หน้า 20-25 . (กรุงเทพ :มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย)

[13]ธีระ  นุชเปี่ยม. ( 2542). การพัฒนาเศรษฐกิจและการเมืองกัมพูชา. หน้า 79. (กรุงเทพ ฯ :  คบไฟ)

[14]ภายใต้การสนับสนุนทางด้านเงินทุนจากมูลนิธิ  Japanese  Sotoshu  Relief   Committee   จากญี่ปุ่นและ The  Heinrich  Boell  Foundations  จากประเทศเยอรมัน

[15]พุทธศาสนบัณฑิต.(เมษายน-มิถุนายน,1998). “พิธีสมโภชน์อาคารพุทธศาสนบัณฑิต,”. กัมพูชาสุริยา 52( 2) : 89-94 (ภาษาเขมร)

[16]เทียบกับพระไตรปิฎกไทยจะมีทั้งหมด  45 เล่ม โดยยึดตามจำนวนคัมภีร์พระไตรปิฎกบาลีเดิมและถือเอาตามจำนวนปีในการประกาศพระศาสนาขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่มีทั้งหมด 45  เล่ม ประกอบด้วยวินัยปิฎก  8  เล่ม  (1-8) พระอภิธรรม 25  เล่ม (9-33)  และสุตตันตปิฎก  12  เล่ม (34-45)

[17]พระไตรปิฏกภาษาไทย ฉบับหลวง มี 45 เล่ม  จัดพิมพ์ตอนฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี เมื่อ พ.ศ.2525 และรวมทั้งหนังสืออื่นที่เกี่ยวกับพุทธศาสนาที่เป็นภาษาไทยอีกมาก เช่น วิสุทธิมรรค  วิมุตติมรรค  พุทธธรรม  มงคลทีปนี  ธรรมบท  เป็นต้น

[18]กลุ่มชุมนุมวัฒนธรรมประเพณีเขมร. (1959) . ประชุมเรื่องนิทานเขมร ภาคที่ 1 . พนมเปญ:พุทธศาสนบัณฑิต   (ภาษาเขมร) เช่น นิทานเรื่องงูกิงกอง

[19]Dr.Khing Hoc Dy. (Trimester 1 , 2000) . “Teav  Ek,”  Aksornsat-Manutsat, No.1 : 7-11

[20]กุหลาบไพลินได้มีการถ่ายทอดออกมาสู่ภาษาไทยแล้ว (อุไรศรี วรศะริน,ชลดา เรืองรักษ์ลิขิต,อรวรรณ  บุญยฤทธิ์ และคณะ . (2540). กุหลาบไพลิน. กรุงเทพ ฯ : ของศูนย์พัฒนาการเรียนการสอนภาษาเขมร  ภาควิชาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร)   

[21]กลุ่มชุมนุมวัฒนธรรมประเพณีเขมร. (1950) . พระราชพิธีใน 12  เดือน. (พนมเปญ  พุทธศาสนบัณฑิต)   (ภาษาเขมร)

[22]เพชร  ชล. (1959).  พิธีประจำ 12 เดือน.  (พนมเปญ : พุทธศาสนบัณฑิต.)  (ภาษาเขมร)

[23]พิธีบุญดาเรียนนั้น จะเป็นพิธีในช่วงหลังจากเก็บเกี่ยวข้าวเสร็จโดยจะมีการทำบุญรวมกัน มีการเอาข้าวเปลือกในแต่ละบ้านไปกองรวมกันที่กลางหมู่บ้านมีการนิมนต์พระสงฆ์มาสวดมนต์และถวายข้าวเปลือก  บุญออมบก จะพูดถึงเรื่องการทำบุญในช่วงข้าวออกรวงก่อนที่จะเก็บเกี่ยวก็จะเอาข้าวมาตำ(ข้าวเม่า) แต่จะไปทำในวัดโดยวัดในหมู่บ้านจะพลัดกันเวียนกันไปในแต่ละปี  โดยประชาชนจะไปรวมกันที่วัดที่มีบุญนี้ แต่บุญทั้งสองไม่ได้มีอยู่ทั่วไปแต่จะมีเป็นบางจังหวัดหรือบางหมู่บ้านเท่านั้น เช่น บุญออมบก ที่ตาแก้ว เป็นต้น ดูรายละเอียดได้จาก เมียจ  บุญญ์ และ ฮุน   เนียง. (1999). การเรียบเรียงเอกสารเกี่ยวกับประเพณีและวัฒนธรรมเขมร. หน้า 276-282  (กรุงตาเขมา : บายน) (ภาษาเขมร)

[24]พิธีก้าวเข้าสู่ความสาวของเขมรคือในช่วงที่เด็กหญิงจะก้าวเข้าสู่วัยสาว(อายุประมาณ  15-16  ปี) พ่อแ