นักเรียนเตรียมทหารสมัยโน้น ที่ถนนพระราม ๔ ยังไม่มีการแบ่งเหล่าก่อนเข้า ต้องมาเลือกเหล่าในภายหลัง ผมเลือกนายเรือ เพราะประทับใจในวิชาการที่แข็ง อีกทั้งอยากเป็นวิศวกรมาก (รูปในหนังสือรุ่น ที่เห็นในห้องสมุดมันสุดโก้ คณิตศาสตร์เต็มกระดาน ชัก slide rule คำนวณ การฝึกทหารดูเหมือนน้อยกว่าเหล่าอื่น...ก็เรามันขี้เกียจฝึกอยู่แล้ว แบบว่า ชอบใช้สมองมากกว่ากำลัง )
พอจบเตรียมฯ มาเข้ารร.นร. พบว่าการเรียนหนักมากๆ หลักสูตร ๕ ปี เรียนแบบนักเรียนมัธยม วันละ 7 ชม. เต็ม ไม่มีวิชาเลือก มีแต่วิชาบังคับ จากประวัติศาสตร์ถึง เรขาทรงกลม พีชคณิต แคลคูลัส ฟิสิกส์ เคมี รัฐศาสตร์การปกครอง การเรือ การปืน การเงินการคลัง สุขศึกษา จิตวิทยา
กว่าจะจบได้ต้องทำหน่วยกิตสะสมประมาณ 300 หน่วยกิต ถ้านับภาคปฏิบัติออกทะเลด้วยก็น่าจะเป็น 400 หน่วยกิต เพราะในระหว่างหยุดภาคกลาง 1 เดือน และหยุดภาคปลาย 2 เดือนนั้น เราไม่ได้หยุดกับเขา ต้องออกฝึกภาคทะเล โดยภาคกลางฝึกในทะเลไทย ส่วนภาคปลายออกฝึกน่านน้ำต่างประเทศ รวมทั้งหมด 10 ครั้งที่ต้องออกฝึกทะเล รวมนับกันแล้วเป็นเวลาประมาณ ๑๕ เดือน
เรียนหนัก ฝึกหนัก มันก็กรอบ ไม่น่าแปลกใจว่า รุ่นผมเข้ามาจากเตรียมทหาร 108 คน พอสิ้นปีแรกตกออก 23 คน (ได้คะแนนสอบไล่ไม่ถึง 60% ตก ต่ำกว่า 50% ออก ตกซ้ำชั้นสองปีก็ต้องออกด้วย) ปีสอง สาม ตกออกตามมาเรื่อย ๆ บางคนก็ตกออกเพราะถูกตัดคะแนนความประพฤติเกิน 80 แต้ม
ทำให้รุ่นผมจบการศึกษารับกระบี่และปริญญาบัตรเมื่อสิ้นปีที่ ๕ เพียง 64 คน ในจำนวนนี้เป็นรุ่นพี่ที่ตกซ้ำชั้นร่วมด้วยอีก 8 คน ดังนั้นจริงๆ แล้วรุ่นผมจบการศึกษาพร้อมกันทันเวลาเพียง 56 คนเท่านั้น ส่วนที่ค้างอยู่ก็ประมาณ 5 คนเห็นจะได้ (พวกตก แต่ไม่ออก)
ในการฝึกภาคทะเลครั้งแรก เป็นช่วงปิดภาคปลาย ยังไม่ได้เข้าเรียนเลย ออกจากเตรียมทหารก็ลงเรือเลย ออกภาคต่างประเทศเสียด้วย ปีนั้นไปไกลสุดคือ กรุงมะนิลา ฟิลิปินส์ เนื่องจากพวกเรายังไม่ได้เข้า “ชั้นหนึ่ง” เขาจึงเรียกว่า “ชั้นใหม่” ที่ต้องทำงานเยี่ยงกุลี เช่น ขนสัมภาระต่างๆ ตั้งแต่กระสุนปืนใหญ่ ยันไหน้ำปลา พอขึ้นเรือก็ต้องกวาดถู รวมทั้งทำส้วม ล้วงคอห่านที่อุดตัน บางคนเป็นลูกท่านหลานเธอ เป็นหม่อมก็มี ก็ล้วงไปอ้วกแตกไป
แล้วเรือก็ออกจากท่าเทียบเรือบางนา ไปยังฐานทัพเรือสัตหีบ
ก่อนออกทะเลลึกต้องไปฝึกเตรียมความพร้อมที่ฐานทัพเรือสัตหีบ เป็นเวลา ๑ สัปดาห์ ที่เราให้ฉายาว่า “สัปดาห์นรก” ที่แต่ละวันจะมีโปรแกรมโหดมาทำ เช่น วิ่งทนขึ้นเขา กรรเชียงทน ว่ายน้ำทน ไต่เกาะ(ที่ผมหวุดหวิดตายมาแล้ว) ยิงปืนเล็ก ขว้างระเบิด ยิงปืนใหญ่ เวลาที่เหลือก็ฝึกการส่งสัญญาณธง สัญญาณมอส การวัดแดดวัดดาว การหมุนเรือหา deviation ของเข็มทิศแม่เหล็ก ฯลฯ
พอออกเรือ วันแรก ก็ต้องทำงานกุลีหนักเหนื่อยจัดทั้งวัน (เพราะเป็นชั้นใหม่ ต้องเป็นเบ๊ ทำงานกุลีทั้งหมด แถมต้องเรียนเรื่องการเรือพื้นฐานมากหลาย เรียนทั้งวันเหมือนเรียนในโรงเรียน) แต่พอยามเย็นก็สุขจริงๆ เอาถาดหลุมอาหารมานั่งกินริมกราบเรือ น้ำพริกปลาทูผักสด (เพิ่งออกเรือ ยังมีผักสดให้กิน) ดูดวงแดดตกน้ำ ส่องแสงสะท้อนกลีบเมฆระยิบยับ ...ก่อนที่จะถูกแตรเป่าให้ไปเข้าแถวเคารพธงชาติที่ท้ายเรือ
....เขาต้องคำนวณเวลาแบบเป๊ะๆ ว่าวันนี้จะเคารพธงชาติเวลาเท่าไหร่ ซึ่งเปลี่ยนไปทุกวัน ตามมุมองศาของดวงแดด ...แตรที่เป่าเคารพธงชาตินั้นจะสิ้นสุดเสียงลง เมื่อขอบบนของดวงแดด ลับเหลี่ยมโลกพอดี (ซึ่งเวลานี้เปลี่ยนไปทุกวัน เป็นวินาที ตามตำแหน่งเรือที่แล่นไป และดวงแดดที่เปลี่ยนมุมไป)
พอวันที่สองเรือเริ่มเข้าสู่ทะเลจีนตอนใต้ (ทหารเรือบางคนเรียกว่าทะเลญวน) คลื่นลมเริ่มแรงขึ้นเป็นลำดับ บางคนคออ่อนก็เริ่มเมาคลื่นอ้วกกันเป็นตับ ผมเห็นแล้วก็หัวเราะเยาะ แต่ก็ไม่วายสงสาร
พอวันที่สามคลื่นใหญ่มากขึ้น ผมหัวเราะไม่ออก เริ่มเมาคลื่น แล้วอ้วก นอน แต่ต้องเข้ายาม (ทหารบก ตำรวจเรียกเวร ทหารเรือเรียก ยาม) โดยเฉพาะยามสะพาน ขึ้นไปยืนอยู่บนสะพานสูง ที่เสากระโดงเรือ เพื่อส่องกล้องมองหาอริราชศัตรู ซึ่งยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว (เพราะลมแรง) แถมยิ่งแกว่งโยกมากว่าด้านล่าง ก็ยิ่งเมามากกว่าปกติอีกสามเท่า ต้องเอากระป๋องผูกห้อยคอไว้เป็นกระโถน เพราะปีนบันไดลิงลงมาอ้วกก็ไม่ทัน
วันที่สี่ ผมแทบหมดสติ ทำอะไรไม่ได้ อ้วกแบบ “รากเหลืองรากเขียว” นอนซมลูกเดียว เพื่อนรักบัดดี้ มันแกร่งมาก ไม่เมาเลย มันไปเอาข้าวต้มมาหยอดป้อนผมยังกะลูก ผมฝืนใจกิน สักกะเดี๋ยว ก็อ้วกออกหมด ไอ้เพื่อนมันหัวเราะ พร้อมสูบบุหรี่พ่นควันปุ๋ย
ผมเองก็สูบบุหรี่จัดพอกับมัน เพราะหลงความหอมในควันพิษ แต่ตอนเมาคลื่นนี้ ควันบุหรี่คือสิ่งที่เหม็นสุด บอกมันว่า กูเหม็นมาก มันกรวนตรีน พ่นควันใส่หน้าผมหนึ่งครั้ง แล้วออกไปสูบข้างนอก ผมแทบอ้วกอีกครั้ง แต่ไม่มีอะไรในท้องให้อ้วกแล้ว จะยกตรีนถีบหน้ามัน ก็ไม่มีแรงพอ
....เหนื่อยแล้ว พอก่อน ตอนต่อไปจะมาเล่าว่า พลังจิตแก้เมาคลื่นได้อย่างไรต่อ สุดท้ายผมเอามุกที่ถูกเพื่อนแกล้ง (พ่นบุหรี่) ไปพ่นใส่หน้าทหารใต้บังคับบัญชาได้ก็แล้วกัน จากผู้ถูกกระทำ กลายเป็นผู้กระทำเสียเอง
..คนถางทาง (๒๖ พฤษภาคม ๒๕๕๕)
คนถางทางค่ะ..คงหายเหนื่อยแล้วมั๋งค่ะ?? รออ่านตอนต่อไปค่ะ:-)) . เพราะปกติตัวเองจะไม่เมาอะไรง่ายๆ แต่มีประสบการณ์ เคยลงเรือราชนาวีไทย ไปปฏิัติบัติการทางวิทยาศาสตร์ เก็บข้อมูลภาคสนามในท้องทะเลไทย ในช่วงที่มีหางพายุเข้ามาป่วนทะเล ทำเอาทหารเรือและุผุ้ร่วมงานวันนั้นสะบักสะบอมไปตามๆกัน ขณะเรือจอดเก็บตัวอย่างในทะเลในพิกัดจุดด้วย GPS สิ่งที่จะต้องทำกิจกรรมแรกก่อนคือ ขย้อนใส่ทะเล ทั้งๆที่ไม่มีอะไรออกมาเลย .ระบบร่างกายคงปรับตัวไม่ทัน..โชคดีเมือเสร็จงานขึ้นบกได้ หลายคนเมาบกอีก แต่ตัวเองไม่เมา..พลังจิตจะช่วยได้ยังไงเนีย??