สำนักข่าวรอยเตอร์ตีพิมพ์เรื่อง "Fiver S's" ease babies' pain during vaccinations = "ห้า S ช่วยลดความเจ็บปวดของทารกระหว่างการฉีดวัคซีน" = "ห้า S ช่วยเด็ก ลดเจ็บวัคซีน", ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ
.

.
เป็นที่ทราบกันดีว่า เด็กๆ ไม่ค่อยชอบเข็มเท่าไร ไม่เหมือนพวก สว. (สูงวัย) บางท่านที่ชอบสั่งหมอให้ฉีดยา (โปรดสังเกตว่า บล็อกของเราจะมีคนไข้เป็นผู้ร้ายเสมอ)
.
วิธีที่นิยมใช้กันทั่วไป คือ สอดเข็มเข้าไปเร็วที่สุด โดยเฉพาะตอนปลายเข็มผ่านผิวหนัง รีบๆ ฉีดวัคซีน แล้วให้คุณแม่คุณพ่อรับไปกอดทันที เนื่องจากประสาทรับความรู้สึกเจ็บมีมากที่ผิวหนัง และมีน้อยลงในชั้นใต้ผิวหนัง
.
การศึกษาใหม่จากสหรัฐฯ พบว่า การใช้ 5S ช่วยให้เด็กๆ เจ็บจากการฉีดวัคซีนน้อยลง และน่าจะนำไปใช้กับการฉีดยาเด็กๆ ได้แก่
.
(1). swaddling (spaddle = พัน ห่อด้วยผ้า) = ห่อด้วยผ้า ผ้าห่ม
.
(2). side/stomach position = นอนตะแคงซ้ายลง
.
(3). shushing = บอกให้เงียบ ทำให้สบาย (ease, tranquilize) > ปลอบโยนด้วยเสียงเบาๆ
.
(4). swinging / rocked = โยกเยก พลิกตัวไปมา
.
(5). sucking = การดูด > ให้หัวนมหลอก (pacifier)

กลไกที่เป็นไปได้ คือ วิธีการเหล่านี้ดึงดูดความสนใจเด็กๆ ไปในเรื่องอื่น (distraction technique)
.
สูตรในเรื่องความเจ็บปวดได้แก่ > ความเจ็บปวดรวม = ความเจ็บทางกาย (ทุกขเวทนา) + ความทุกข์ทางใจ (โทมนัสเวทนา)
.
คนที่มีความอดทนสูง หรือคนที่ใส่ใจกับเรื่องปวดน้อย มักจะมีทุกข์ทางใจน้อย
.
ตรงกันข้ามคนที่หมกมุ่นอยู่กับเรื่องความปวด มักจะมีทุกข์ทางใจมากขึ้น ทำให้ความปวดรวมมากขึ้น
.
แนวทาง 5S นี้อาจนำไปใช้กับผู้ใหญ่ก็ได้ เช่น ถ้าพาคุณแม่คุณพ่อไปรักษาพยาบาลแล้วปวด คุณลูกคุณหลานอาจจะช่วยให้ความเจ็บปวดลดลงได้ ด้วยการกอด จับมือ พูดปลอบใจเบาๆ
.
หรือแม้ถ้าน้องๆ หมา แมว หรือสัตว์เลี้ยงป่วย... เราอาจจะใช้ 5S ได้ เช่น อาจห่อผ้าน้องหมา จับตะแคงซ้าย ให้อะไรสำหรับน้องกัดเล่น พูดปลอบใจเบาๆ ฯลฯ
.
ทีนี้ถ้าพาช้างไปตรวจ... ไม่จำเป็นต้องจับน้องพลิกไปพลิกมา เพราะน้องช้างอาจจะทับคนพาไปตรวจตาย หรือบาดเจ็บสาหัสได้
.
ถึงตรงนี้... ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
.
- Thank Reuters > SOURCE: bit.ly/HLtF92 Pediatrics, online April 16, 2012.
- นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง. 19 เมษายน 55. ยินดีให้ท่านนำบทความไปใช้ได้ โดยอ้างที่มา และไม่ใช้เพื่อการค้า > CC: BY-NC-ND.
- ข้อมูลทั้งหมดเป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพ ไม่ใช่วินิจฉัยหรือรักษาโรค; ท่านที่มีโรคประจำตัวหรือความเสี่ยงต่อโรคสูงจำเป็นต้องปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้.
>