ครูผู้สนับสนุนทุกครั้งจะมานั่งแลกเปลี่ยนความรู้สึก ความคิด คำถามและช่วยกันอธิบายความเข้าใจเกี่ยวกับละครสร้างสรรค์และบำบัด แต่ละคนพูดจากประสบการณ์ตรง ส่วนครูละครจึงค่อยระบุประสบการณ์ เหตุการณ์ หรือกระบวนการเหล่านั้นด้วยภาษาทางละคร ไม่ได้เอาทฤษฏีองค์ความรู้เป็นตัวตั้งแต่เอาปัญญาปฏิบัติเป็นตัวตั้งแล้วจึงนำคำนิยาม องค์ความรู้มาสมทบประสบการณ์

เตรียมพร้อมเมื่อนกน้อยเริ่มฟักจากไข่

                เมื่อกิจกรรมเกมละครช่วยทำให้เด็กๆได้ฝึกฝนทักษะเบื้องต้นของละครมาบ้าง เป็นเหมือนการอบอุ่นร่างกายก่อนลงสนาม ช่วงต่อไปคือการตระเตรียมเพื่อจะเล่นเป็นละครอย่างที่มีเรื่องราว ครูเหล่นเลือกเรื่องจากเพลงกล่อมเด็ก “แม่นกกาเหว่า” โดยได้แรงบันดาลใจจากหนังสือละครสร้างสรรค์ ของครูแพท ปาริชาติ จึงวิวัฒนาภรณ์ (ครูละครสร้างสรรค์ของครูเหล่นเอง)และหัวใจสำคัญของเรื่องน่าจะเป็นความรักระหว่างแม่นกกากับลูกนกกาเหว่า จากการทำงานร่วมกับทีมครูการศึกษาพิเศษที่ดูแลเด็กๆ สังเกตเห็นสภาวะของครูการศึกษาพิเศษที่โรงเรียนเพลินพัฒนาดูแลเด็กที่ต้องการการดูแลพิเศษดุจลูกน้อยของตน จึงอยากนำเรื่องนี้มาช่วยสร้างสัมพันธภาพที่ละเอียดอ่อนลงไปอีก โชคดีที่ทุกวันนี้เทคโนโลยีเราก้าวไกล อีกทั้งเด็กๆต้องการตัวอย่าง ข้อมูลที่เป็นรูปธรรม ชัดเจน จึงได้นำภาพสารคดีไข่ของนกโรบินที่กำลังจะฟักมาให้เด็กๆได้ดูกัน เด็กๆนั่งมองด้วยใจจดจ่อ ตื่นเต้นว่าจะฟักออกมาเป็นตัวอย่างไร เมื่อภาพน่าตื่นตาตื่นใจประทับลงไปในใจของเด็กๆแล้ว เรามาลองชวนเด็กๆเล่นเป็นลูกนกน้อยที่กำลังฟักตัวออกมาจากเปลือกไข่ โดยให้ครูผู้สนับสนุนเล่นเป็นเปลือกไข่ที่ห่อหุ้มเด็กๆไว้ ดนตรีประกอบและแสงถูกจัดให้เหมาะสม ครูละครค่อยๆเล่าเรื่องราวของชีวิตเจ้าลูกนกน้อยที่อยู่ในไข่ โดยที่เด็กๆค่อยๆขยับท่าทาง ร่างกายเจาะเปลือกไข่ออกมา แสดความรู้สึกตามบทบรรยายที่ครูละครค่อยๆเล่า เด็กๆค่อยๆกลายร่างเป็นลูกนกน้อย ขยับปีกเล็ก ใช้ปลายนิ้วเท้าจิกพื้นเหมือนกรงเล็บน้อย เดินได้ก้าวเล็กๆ ไปมารอบเปลือกไข่...เราเห็นนกน้อยน่ารักเต็มไปหมด จากนั้นครูละครค่อยชวนเด็กๆกลับมาอยู่กับเปลือกไข่อีกครั้ง แล้วชวนกันถอดเสื้อของนกน้อยกลับมาเป็นเด็กๆคนเดิม ทุกคนตบมือให้กับความสำเร็จที่น่ารักของเด็กๆ

          เรื่องราวของลูกนกกาเหว่า

                เมื่อเด็กๆพร้อมที่เข้าสู่เรื่องราวที่ได้เลือกไว้แล้ว ครั้งนี้ครูผู้สนับสนุนได้ขยับตัวเองจากเปลือกไข่มาเป็นบทของแม่นกกาที่คอยฟักไข่ของลูกนกกาเหว่า ครูละครเล่าเรื่องของนกกาเหว่าให้กับทุกคนฟังพร้อมภาพประกอบโดยไม่มีตอนจบว่าเรื่องจะจบอย่างไร ซึ่งทุกคนต้องไปลุ้นกันในละครที่พวกเราเล่นกัน ครูละครชวนเด็กๆกลับไปเป็นลูกนกกาเหว่าอีกครั้งเพียงแต่ครั้งนี้แตกต่างไปจากเดิมเพราะไม่มีเปลือกไข่เป็นคุณครูแต่กลับมีวงหวายให้เด็กๆขดตัวนอนอยู่ภายใน จินตนาการว่าตัวเองเป็นลูกนกน้อยอยู่ในเปลือกไข่นั้น เรื่องราวจากการบรรยายเล่าเรื่องของครูค่อยๆเผยการฟักตัวของลูกนก พร้อมกับเหล่าแม่นกออกไปหากินและกลับมายังรังของตน ป้อนอาหารให้กับลูกนก วันแล้ววันเล่าจนลูกนกเติบใหญ่เริ่มบินไปพร้อมกับแม่นก

                เราหยุดเรื่องอีกครั้งและกลับมาพูดคุยกำหนดกันว่าตรงไหนของห้องน่าจะเป็นแม่น้ำกันดีจนได้ข้อตกลงร่วมกันในมุมหนึ่ง เหล่าแม่นกจึงชวนลูกนกออกไปหากินที่ปากน้ำ วันนี้มีครูอีกคนหนึ่งถูกเชิญมาเล่นเป็นนายพราน (ครูเข้ามาอยู่กับเด็กๆตั้งแต่ต้นชั่วโมงจนคุ้นเคย) เมื่อนายพรานเดินจดๆจ้องๆ มองเห็นเหล่านกกำลังหากินและโผผินบินไปเกาะบนราวกิ่งไม้กันเป็นแผง (เพราะเด็กๆทำตามๆกัน เลยไม่กระจัดกระจาย ดูไปเหมือนเกาะตามสายไฟฟ้าตามถนน...ซึ่งก็ดูแปลกตาดี) นายพรานเดินเข้ามา แต่เหล่านกน้อยบางตัวไม่สนใจยังคงเกาะกิ่งไม้ บางตัวเห็นนายพรานแล้วลุ้นน่าดูว่าจะโดนตัวเองหรือเปล่า ทั้งหมดไม่มีใครบินออกไปจากกิ่งไม้ เพราะทุกคนเล่นตามบทที่เล่าไว้ จากตรงจุดนี้ทำให้เห็นว่าเด็กดำรงอยู่ในบทบาทและมีสมาธิดีเยี่ยม จนนายพรานสะดุดกิ่งไม้ ปืนที่ลั่นจึงไปคนละทิศละทางกับฝูงนก และฝูงนกก็กระจัดกระจายแล้วบินกลับมายังรังของตนเอง ส่วนนายพรานเดินคอตกกลับบ้านด้วยมือเปล่าไปพร้อมกับเพื่อนที่มาตามกลับ เมื่อเหล่านกบินกลับรังทั้งแม่นกและลูกนก ต่างโอบกอดและ ปลอบโยนกันและกันจนพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า แม่นกและลูกซุกตัวกันและกันหลับไปในยามนิทรา ครูละครต้องค่อยๆกำกับเรื่องของดนตรีและแสงอาทิตย์ด้วยการเลื่อนเปิด ปิดผ้าม่าน แทนการเปิดไฟนีออน เพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของบรรยากาศที่มีความรู้สึกเหมือนจริง และแล้วเหล่าแม่นกลูกนกได้หลับอยู่ในอ้อมกอดกันและกันอย่างสงบ

          ตั้งวงแลกเปลี่ยนเพื่อเรียนรู้กันและกัน

                ทุกๆครั้งในแต่ละวันจะมีช่วงเวลาที่เด็กมานั่งตั้งวงล้อมกันเพื่อจะพูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่พวกเขาได้ประสบมา โดยมีครูผู้สนับสนุนคอยช่วยเหลือในการลำดับคำพูด หรือพูดย้ำคำถามเพื่อชวนเด็กๆคิด การสื่อสารสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการให้วาดภาพสะท้อนความความรู้สึก บรรยากาศ เหตุการณ์ประทับใจ และชวนกันคุยจากภาพ การทำท่าทางซ้ำและถาม หรือการพูดคุยตั้งเป็นคำถามแต่ละคนคำถาม เด็กๆจะแบ่งปันความคิดเห็นโดยไม่บังคับ ทุกคนจะเรียนรู้ว่าหากพร้อมให้พูด หรือรอให้เพื่อนพูดจบก่อน เด็กบางคนแทบจะไม่ต้องให้ครูช่วยให้การแสดงความคิดเห็น เด็กมีความมั่นใจในตัวเองและสามารถแสดงความคิดเห็นได้ตรงกับประเด็นในคำถาม สะท้อนอารมณ์ความรู้สึกออกมาได้หลากหลาย แม้ว่าแต่ละคนจะชอบกิจกรรมไม่เหมือนกันตามลักษณะเฉพาะของแต่ละคน แต่คำที่เหมือนกันของทุกๆคน คือ สนุก ตื่นเต้น ส่วนได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์จะเป็นคำตอบของเด็กโตไม่ว่าจะเป็นอยู่ในกลุ่มออทิสติก หรือสมาธิสั้น ก็ตาม

                สำหรับทีมครูผู้สนับสนุนทุกครั้งจะมานั่งแลกเปลี่ยนความรู้สึก ความคิด คำถามและช่วยกันอธิบายความเข้าใจเกี่ยวกับละครสร้างสรรค์และบำบัด แต่ละคนพูดจากประสบการณ์ตรง ส่วนครูละครจึงค่อยระบุประสบการณ์ เหตุการณ์ หรือกระบวนการเหล่านั้นด้วยภาษาทางละคร ไม่ได้เอาทฤษฏีองค์ความรู้เป็นตัวตั้งแต่เอาปัญญาปฏิบัติเป็นตัวตั้งแล้วจึงนำคำนิยาม องค์ความรู้มาสมทบประสบการณ์ แต่อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าเรื่องราวที่ชวนกันแลกเปลี่ยนแล้วครูผู้สนับสนุนแต่ละคนมีความสุขคือ ได้เห็นลูกๆของตัวเองมีพัฒนาการ และเกิดศักยภาพหลายๆอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อลูกศิษย์มีความสุข ครูก็มีความสุขเช่นกัน ครูหลายคนบอกเล่าว่าเหมือนเป็นช่วงแดนฝันที่เราทำอะไรได้มากมาย เรารักกันและกัน พร้อมไว้วางใจและเชื่อมั่นในกันและกัน เราได้ปล่อยวางความหนักอึ้ง ได้ผ่อนคลายและรู้สึกปลอดภัย ที่สำคัญครูผู้สนับสนุนได้รู้ว่าตัวเองเล่นละครได้ด้วย และละครเป็นเครื่องมือที่ช่วยดูแลเด็กๆที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษได้ดีอีกเครื่องมือหนึ่ง

                ฉันจำคำของครูใหญ่ (วิศิษฐ์ วังวิญญู) เมื่อครั้งหนึ่งที่ฉันได้มีโอกาสเป็นกระบวนกรจัดสัมมนากลุ่มคนที่ทำงานกับเด็กที่ต้องการการดูแลเป็นพิเศษ ครูใหญ่บอกว่า “เด็กๆที่เราเรียกว่าเด็กพิเศษสามารถพัฒนาขึ้นจนเกือบเป็นปกติได้ มีความหวัง ปฏิบัติกับพวกเขาเยี่ยงมนุษย์อย่างเป็นธรรมชาติเหมือนเราทุกอย่าง ลึกลงไปในดวงวิญญาณเป็นปกติ และทำได้จริง การดูแลเด็กแบบเก่าเป็นกลไกปฏิบัติโดยมองว่าเด็กเป็นวัตถุ คือ  “IT” และไม่ใช่มนุษย์ คนทำงานกับเด็กพิเศษจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนมุมมองต่อเด็กพิเศษใหม่” ฉันเห็นด้วยอย่างยิ่ง