ประวัติท้าวทองกีบม้า
ท้าวทองกีบม้าคนนี้เกิดที่กรุงศรีอยุธยา ชื่อจริงว่า ดอนญ่า มารี กีมาร์ เดอปิน่า (ดอนญ่า ในภาษาสเปนหรือโปรตุเกสแปลว่า คุณหญิง) หรือตองกีมาร์ (Tanquimar) เป็นลูกครึ่งโปรตุเกส-ญี่ปุ่น และเบงกอล[ โดยมารดาของท้าวทองกีบม้าชื่อ อุรสุลา ยามาดา (Ursula Yamada) หรือหนังสือบางเล่มเรียกว่า เออร์ซูลา ยามาดะ ซึ่งมีเชื้อสายญี่ปุ่นผสมโปรตุเกส ที่อพยพลี้ภัยทางศาสนาเข้าสู่กรุงศรีอยุธยา ส่วนบิดาชื่อ ฟานิก กูโยมา (Phanick Guimar หรือ Fanik Guyomar) ที่เป็นลูกครึ่งญี่ปุ่นผสมแขกเบงกอลและโปรตุเกสจากอาณานิคมกัว (ปัจจุบันคือรัฐกัว ประเทศอินเดีย)
ครอบครัวของยามาดะเป็นตระกูลที่เคร่งครัดในคริสต์ศาสนามาก เซญอรา
อิกเนซ มาร์แตงซ์ ยายของท้าวทองกีบม้า เคยเล่าว่า
เขาเป็นหลานสาวของนักบุญฟรังซิส ซาเวียร์ (Saint
Francis Xavier) คริสต์ศาสนิกชนคนแรกของประเทศญี่ปุ่น
และนักบุญชื่อดัง
โดยได้ประทานศีลล้างบาปและตั้งนามทางศาสนาให้[
ท้าวทองกีบม้า เป็นหญิงสาวที่มีนิสัยเรียบร้อย ซื่อสัตย์
และเคร่งครัดในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก
แม้ว่าจะมีเรื่องของมารดาเธอที่ถูกกล่าวหาโดยบาทหลวงชาวอังกฤษผู้หนึ่งว่า
ยามาดะ (มารดาของท้าวทองกีบม้า)
เป็นสตรีที่ประพฤติไม่เรียบร้อย ชอบคบผู้ชายไม่เลือกหน้า
แม้จะแต่งงานกับฟานิกแล้ว ยังแอบปันใจให้ชายอื่นเสมอ
โดยเฉพาะหนุ่มโปรตุเกสในค่ายที่ยามาดะอาศัยอยู่
แต่ฟานิกผู้เป็นบิดาของท้าวทองกีบม้ามีผิวดำ
แต่มีลูกผิวขาวหลายคนรวมทั้งท้าวทองกีบม้า
และทำให้ฟานิกบิดาของท้าวทองกีบม้าถูกชาวยุโรปดูถูกดูแคลนเสมอ
อย่างไรก็ตามท้าวทองกีบม้าก็ได้แต่งงานตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี
กับคอนสแตนติน ฟอลคอน (เจ้าพระยาวิชาเยนทร์)
ชาวกรีกที่เข้ามารับราชการในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
ที่นิสัยต่างกันมาก ก่อนที่จะแต่งงานกับฟอลคอน
ฟอลคอนเคยมีภรรยามาแล้วหลายคน แต่ส่งไปอยู่เมืองพิษณุโลก
ส่วนลูกนั้นมารี กีมาร์นำมาเลี้ยงเองเนื่องจากเธอเป็นคนใจบุญสุนทาน
เธอรับเลี้ยงเด็กสาวที่ยากจน และเด็กที่มีบิดาเป็นชาวยุโรป
และมีมารดาเป็นชาวไทยแต่ถูกทอดทิ้ง
เธอนำมาเลี้ยงดูมากมายหลายคน แม้เธอจะมีปัญหาระหองระแหงกับฟอลคอน
แต่ก็ยังประคองความรักจนมีบุตรด้วยกัน 2
คนได้แก่ จอร์จ ฟอลคอน (George Phaulkon) เกิดเมื่อปี
พ.ศ. 2227
และฮวน ฟอลคอน (Juan Phaulkon)
ถึงแก่กรรมเมื่อปี
พ.ศ. 2231
ต่อมาเมื่อสามีนางถูกลงโทษข้อหากบฏ เรียกตำแหน่งคืน
ริบทรัพย์ และถูกประหารชีวิต
ท้าวทองกีบม้าถูกส่งตัวเข้าไปเป็นคนรับใช้ในพระราชวัง
และได้รับมอบหมายให้มีหน้าที่ทำอาหารหวานประเภทต่างๆ
ส่งเข้าไปในพระราชวังตามกำหนด
การทำหน้าที่จัดหาอาหารหวานส่งเข้าพระราชวัง
ท้าวทองกีบม้าได้ประดิษฐ์ขนมขึ้นมาใหม่ตลอดเวลา
โดยดัดแปลงตำรับเดิมโปรตุเกส
และเอาวัตถุดิบท้องถิ่นที่มีในสยามเข้ามาผสมผสาน ซึ่งหลักๆได้แก่
มะพร้าว แป้งและน้ำตาล จนทำให้เกิดขนมใหม่ที่มีรสชาติอร่อย
พระราชวังก็ได้ให้ความชื่นชมมากและถูกเรียกตัวเข้าไปรับราชการในพระราชวังในตำแหน่งหัวหน้าห้องเครื่องต้น
บั้นปลายชีวิต
แม้ท้าวทองกีบม้าจะมีชีวิตในระยะแรกๆ ค่อนข้างลำบาก สามีถูกประหาร ต้องมีชีวิตระหกระเหิน ถูกส่งตัวไปเป็นคนรับใช้ แต่ด้วยความสามารถ และอุปนิสัยดี มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ บั้นปลายชีวิตของเธอจึงสุขสบายและได้รับการยกย่องตามควร ท้าวทองกีบม้ามีอายุยืนถึง 4 รัชกาล คือ สมเด็จพระนารายณ์มหาราช สมเด็จพระเพทราชา สมเด็จพระเจ้าเสือและสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ สันนิษฐานว่าชื่อตำแหน่ง ทองกีบม้า เพี้ยนมาจากชื่อ ตองกีมาร์ นั้นเอง มีหลักฐานบ่งว่าท้าวทองกีบม้าถึงแก่กรรมเมื่ออายุได้ 66 ปี
ขนมที่เชื่อว่าท้าวทองกีบม้าทำขึ้น
ท้าวทองกีบม้า เมื่อเข้าไปรับราชการในพระราชวังได้สร้างสรรค์ขนมหวานหลายชนิด โดยดัดแปลงมาจากตำรับอาหารโปรตุเกส ให้เป็นขนมหวานของไทย และเผยแพร่ไปโดยทั่วไป ท้าวทองกีบม้าจึงได้ชื่อเป็น 'ราชินีแห่งขนมไทย' โดยขนมที่เชื่อว่าท้าวทองกีบม้าได้ดัดแปลงเป็นขนมหวานของไทยนั้น มีดังต่อไปนี้
หมายเหตุ
- ท้าวทองกีบม้า ไม่ใช่ชื่อบุคคล หากเป็นชื่อตำแหน่งหัวหน้าวิเสทในพระราชสำนักตามพระไอยการตำแหน่งนาพลเรือน นาทหาร หัวเมือง
ที่มา
http://wikimediafoundation.org/wiki/Home
ความเป็นมา ของชื่อขนมหวาน เป็นแบบนี้นี่เอง
เป็นมา อย่างนี้เอง ขอบคุณสำหรับบทความดีๆ นี้นะคะ