พระเดช พระคุณ .....

          เมื่อวันก่อน (17  พ.ค. 55) ได้พาันักเรียนเข้าค่าย "วัยใสใส่ใจธรรมะ" ที่อารามหลวงวัดโพธิสมภรณ์  จังหวัดอุดรธานี  ช่วงกิจกรรมของพระคุณเจ้า ว่าง ๆเลยหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่านเป็นังสือพุทธกิจ  45  พรรษา "พักกายพักใจ...พาจิตใจกลับบ้าน" สดุดกับข้อความที่ว่า อยากมีพระเดชหรืออยากมีพระคุณ  เลือกเอาเอง? เลยนำมาฝาก

          สภาพสังคมไทยในปัจจุบันแทบไม่มีแบบอย่างผู้ใหญ่ที่ดีพอ  ที่เด็กและเยาวชนจะำนำมาเป็นแบบอย่างให้ประพฤติปฏิบัติตามได้เลย  อกจากเอกบุรุษของโลก ผู้ที่ชี้นำทางสะอาด  สว่าง  และสวยให้แก่มวลมนุษย์บนโลก โดยมิได้หวังสิ่งใดตอบแทน  นอกจากความสุขที่ีได้ชี้นำทางธรรมแก่ทุกคนบนโลกให้พ้นทุกข์ คือ "พระพุทธเจ้า"

          ถ้าเราลองสังเกตดูใธรรมชาติจะพบว่าความสว่างที่ธรรมชาติมอบให้กับโลกมีอยู่ 2 ประการ  คือ

               1. ดวงอาทิตย์

               2. ดวงจันทร์

          พระอาทิตย์นั้นมีลักษณะร้อนแรง  สว่างจ้า  จนไม่สามารถมองดูด้วยตาเปล่า  มีอำนาจ  มีเดช เป็นที่น่าหวั่นเกรงของสิ่งที่อยู่อาศัยโดยรอบ มีความร้อน  เพลิงไฟแผ่โดยรอบ  มีความยิ่งใหญ่ลอยเด่นอยู่เพียงดวงเดียว ไม่มีดวงดาวอื่นเป็นบริวาร  

          ส่วนพระจันทร์มีลักษณะมองดูนวลตา  เย็นสบาย  เป็นที่น่าชื่นชม เพลิดเพลิน  ไม่ร้อนแรง  มีดาวต่าง ๆ เป็นบริวารแวดล้อมมากมาย

          พระอาทิตย์  เปรียบดุจพระเดช  คือ ผู้มีอำนาจ ถึงจะมีคนเกรงกลัวแต่ก็ไม่มีผู้ใดรักใคร่  จริงใจ  เป็นมิตร

          พระจันทร์  เปรียบประดุจพระคุณ  ซึ่งเยือกเย็น  อยากอยู่ใกล้ มีความเมตตากรุณา  ย่อมมีมิตรและผู้รักใคร่  จงรักภักดี

          การเป็นผู้ใหญ่ที่ดีันั้น  ต้องมีทั้งพระเดชและพระคุณ เพราะพระเดชและพระคุณเป็นของที่ใช้คู่กัน  แต่ควรเน้นหนักที่พระคุณมากกว่าพระเดช  เพราะถ้าใช้แต่พระเดชหรือเน้นหนักแต่พระเดชอย่างเดียว  ย่อมได้รับผลเช่นเดียวกับพระอาทิตย์  คือ  มีความสว่าง  เป็นประโยชน์ แต่ก็แฝงความร้อนแรงออกมามากจนไม่มีบริวาร  ส่วนผู้ใหญ่ที่เน้นหนักด้วยพระคุณย่อมได้เปรียบกว่า  แม้จะมีความสว่างไม่มากนัก แต่ก็ไม่ร้อนเพราะแผ่แต่ความเยือกเย็น เป็นมิตร มีเมตตาให้แก่ผู้น้อยทั่วไป ดังนั้นจึงมีแต่บริวารรอบล้อม เพราะเกิดความจงรักภักดี ดุจดวงดาวทั้งหลายที่เห็นในคืนราตรี  พระจันทร์เต็มดวง คือ ความสว่างไสว  ดุจพระคุณนั่นเอง