หมอออนามัย การสอนเรื่องเพศศึกษา
โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลหินซ้อน อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี
นายอานนท์ ภาคมาลี นักวิชาการสาธารณสุข ชำนาญการ
การสอนเรื่องเพศศึกษา แก่เด็กและวัยรุ่น เป็นกระบวนการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตมนุษย์ ตั้งแต่เกิดจนตาย เป็นการศึกษาทั้งในระบบโรงเรียน และนอกระบบโรงเรียน ที่จะให้บุคคลได้เรียนรู้ธรรมชาติความเป็นจริงของชีวิตและสังคม เพื่อให้บุคคลมีความรู้ มีทัศนคติ และมีพฤติกรรมถูกต้องในเรื่องเพศ ตลอดจนสามารถปรับตัวตามพัฒนาการของชีวิตอย่างเหมาะสม การสอนดังกล่าวมีเนื้อหาที่ครอบคลุมกว้างขวาง เกิดขึ้นต่อเนื่องตามพัฒนาการเด็กตั้งแต่เกิด และต่อเนื่องไปตามวัยจนถึงวัยรุ่น เด็กเรียนรู้จากการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย และจากตัวอย่างและการสอนโดยพ่อแม่ ครอบครัว และสังคมสิ่งแวดล้อม ไปตามระดับสติปัญญา และการเปลี่ยนแปลงของตนเองและสิ่งแวดล้อม พัฒนาเป็นเอกลักษณ์ทางเพศ บทบาททางเพศที่เหมาะสม ปรับตัวเอง และควบคุมตัวเองในเรื่องเพศได้ การสอนเรื่องเพศจำเป็นให้สอดคล้องตามพัฒนาการทางเพศปกติ ผู้สอนเรื่องเพศจึงต้องศึกษาเรื่องพัฒนาการทางเพศตั้งแต่เด็กจนถึงวัยรุ่น เพื่อให้จัดการเรียนรู้ได้อย่างถูกต้อง
วัตถุประสงค์การสอนเรื่องเพศ สามารถสอนได้ตั้งแต่เด็กยังเล็ก สอดแทรกไปกับการส่งเสริมพัฒนาการด้านอื่นๆ พ่อแม่ควรเป็นผู้สอนเบื้องต้น เมื่อเข้าสู่โรงเรียน ครูจะช่วยสอนให้สอดคล้องไปกับที่บ้าน เมื่อเด็กเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ควรส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ด้วยตัวเอง แต่มีแนวทางที่ถูกต้อง การสอนเพศศึกษาในโรงเรียนนั้น กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุขได้ร่วมกันกำหนดหลักสูตรการเรียนรู้เรื่อง เพศศึกษา ในนักเรียน โดยแบ่งการเรียนรู้ตามวัตถุประสงค์ 6 ด้าน ซึ่งสามารถใช้เป็นหลักในการสอนที่บ้านได้ด้วยเช่นกัน ดังนี้
1. พัฒนาการทางเพศ(Humansexualdevelopment) ความรู้ความเข้าใจในเรื่องเจริญเติบโต พัฒนาการทางเพศตามวัย ทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม
2. สัมพันธภาพ (Interpersonal relation) การสร้างและรักษาความสัมพันธ์กับบุคคลในสังคม การสร้างและรักษาสัมพันธภาพกับเพื่อนเพศเดียวกัน และต่างเพศ การเลือกคู่ การเตรียมตัวก่อนสมรส และการสร้างครอบครัว ความสัมพันธ์ระหว่างสามี-ภรรยา พ่อ-แม่-ลูก
3. ทักษะส่วนบุคคล (Personal and communication skills) ความสามารถในการจัดการสถานการณ์ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ เช่น ทักษะการสื่อสาร การสร้างความสัมพันธ์ และควบคุมความสัมพันธ์ให้อยู่ในความถูกต้องเหมาะสม ทักษะการปฏิเสธ ทักษะการขอความช่วยเหลือ ทักษะการจัดการกับอารมณ์ ทักษะการตัดสินใจและแก้ปัญหาที่เกี่ยวกับเรื่องเพศ
4. พฤติกรรมทางเพศ (Sexual behaviors) การแสดงออกถึงพฤติกรรมทางเพศหรือบทบาททางเพศ (Gender role) ที่เหมาะสมกับบทบาททางเพศและวัย เป็นที่ยอมรับของสังคม ไม่เกิดความเสี่ยงทางเพศ (เช่น เพศสัมพันธ์ในวัยรุ่น เพศสัมพันธ์ที่ปราศจากการป้องการตั้งครรภ์หรือการติดเชื้อ) การสร้างเอกลักษณ์ทางเพศที่เหมาะสม ความเสมอภาคทางเพศ และบทบาททางเพศที่ช่วยเหลือเกื้อกูลกันในสังคมอย่างสมดุล
5. สุขอนามัยทางเพศ (Sexual health) ความรู้ความเข้าใจและสามารถดูแลสุขภาพอนามัยทางเพศได้ตามวัย เช่น การดูแลรักษาอวัยวะในระบบสืบพันธุ์ อนามัยการเจริญพันธุ์ สังเกตการเปลี่ยนแปลงต่างๆและความผิดปกติในลักษณะและหน้าที่ของอวัยวะเพศ การหลีกเลี่ยงอันตรายจากการชอกช้ำ บาดเจ็บ อักเสบ และติดเชื้อ รวมถึงการถูกล่วงเกินทางเพศ
6. สังคมและวัฒนธรรม (Society and culture) ค่านิยมในเรื่องเพศที่เหมาะสมสอดคล้องกับสังคมและวัฒนธรรมไทย การให้เกียรติเพศตรงข้าม การรักนวลสงวนตัว ไม่ปล่อยใจให้เกิดเพศสัมพันธ์โดยง่าย การปรับตัวต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคม โดยเฉพาะจากสื่อที่ยั่วยุทางเพศต่างๆ และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเพศ
หลักการสอนเพศศึกษา มีดังต่อไปนี้
1. สอนให้เด็กรับรู้ไปตามพัฒนาการทางเพศ และพัฒนาการทางจิตใจ เริ่มตั้งแต่เกิด แบ่งสอนตามวัยและความสามารถในการรับรู้ของเด็ก ผู้สอนต้องมีความรู้ว่าวัยใดควรให้ความสนใจเรื่องใด เช่น วัยอนุบาลควรให้ความสนใจกับการถ่ายทอดแบบอย่างทางเพศ พ่อแม่มีความสำคัญที่เด็กจะพัฒนาบทบาททางเพศ ตามเพศของตนเอง อย่างถูกต้อง
2. ผู้สอนควรมีความรู้ทางเพศอย่างถูกต้อง ควรสนใจ หาความรู้หรือสอบถามจากผู้รู้ หนังสือ หรือสื่อที่มีคุณภาพดี การหาความรู้เรื่องนี้ทำให้พ่อแม่มีทัศนคติที่เป็นกลางกับเรื่องเพศ และรู้จักสื่อที่เหมาะสม ควรเลือกสื่อที่ง่าย ให้ความรู้ถูกต้อง เหมาะกับวัย ไม่กระตุ้นความรู้สึกทางเพศ พ่อแม่สามารถหาความรู้จากหนังสือ วีดิโอ ซีดี ฯลฯ ควรอ่านให้เข้าใจก่อน ถ้าจะนำไปสอน ควรวางแผนในใจว่าจะสอนอย่างไร ใช้คำพูดแบบใดจึงจะเหมาะสม คิดล่วงหน้าไว้ก่อนว่าเด็กอาจสงสัยเรื่องใด เพื่อเตรียมตอบคำถามง่ายๆของเด็กอยากรู้ บางครั้งอาจแนะนำให้เด็กเอาหนังสือไปอ่านก่อนล่วงหน้า แล้วค่อยมาพูดคุยกันตอนหลัง ให้เด็กเตรียมคำถามที่สงสัยมาคุยกัน คำถามใดที่ตอบไม่ได้ ให้บอกตรงๆว่าไม่รู้ แต่จะไปถามใครที่รู้มาบอกภายหลัง หรือให้เด็กลองค้นหาคำตอบด้วยตัวเองไปก่อนจากสื่อที่มีอยู่
3. การสอนเรื่องเพศควร สอดแทรกไปตามการเรียนรู้ปกติ ตามจังหวะ เวลา และสถานการณ์ที่เหมาะสม รู้จักใช้เหตุการณ์ที่เกิดในชีวิตประจำวันเป็นตัวอย่างในการเรียนรู้ หรือกระตุ้นให้เด็กเรียนรู้ เช่นเหตุการณ์สุนัขที่บ้านคลอดลูก
4. สอนให้เหมาะกับความสนใจ ความอยากรู้ และความสามารถทางสติปัญญา ที่เด็กจะรับได้และเข้าใจได้ เด็กเล็กต้องมีวิธีบอก ใช้คำพูดง่ายๆ ให้สั้นๆ เข้าใจง่าย เป็นรูปธรรม มีตัวอย่างประกอบ ไม่ควรอธิบายยืดยาวจนเด็กสับสน เด็กโตสามารถอธิบายมากขึ้น ให้ความรู้ที่ซับซ้อนได้ พี่น้องอายุต่างกัน การอธิบายย่อมไม่เหมือนกัน เวลาสอนต้องสังเกตด้วยว่าเขาเข้าใจหรือไม่ ถ้าสงสัยให้มีโอกาสถามทันที
5. สอนก่อนที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง หรือปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้น เช่น สอนเรื่องประจำเดือนก่อนวัยมีประจำเดือน สอนการป้องกันตัวเองทางเพศก่อนจะเกิดปัญหาการถูกละเมิดทางเพศ
6. ผู้สอนมีท่าทีและทัศนคติเป็นกลาง ผู้สอนไม่ควรรังเกียจหรืออายเวลาสอนเรื่องเพศ พยายามพูดด้วยท่าทีสงบ เป็นกลาง เตรียมคำพูดล่วงหน้า และฝึกฝนให้คล่องด้วยตนเอง ไม่แสดงความรู้สึกด้านลบ เมื่อเด็กแสดงความสนใจเรื่องเพศ ควรเปิดใจกว้าง คิดเสมอว่าถ้าเขาอยากรู้ เป็นเรื่องปกติธรรมดา การให้เขารู้อย่างถูกต้องไม่มีผลเสีย ดีกว่าให้เขารู้จากแหล่งอื่นซึ่งมีโอกาสเรียนรู้แบบผิดๆได้
7. ควรให้ความรู้อย่างถูกต้อง ไม่ควรบ่ายเบี่ยง หลอกเด็ก หรือพูดให้เด็กเข้าใจผิด ถ้ารู้ว่าเขาเข้าใจผิดควรรีบแก้ไขทันที เด็กอาจงงถ้าได้ข้อมูลไม่ถูกต้อง ไม่ครบ หรือข้อมูลขัดแย้งกัน
8. พ่อแม่ และ ครูช่วยกันสอนให้สอดคล้องกัน เมื่อไม่ทราบหรือไม่เข้าใจ ควรปรึกษาแพทย์
เป้าหมายของพัฒนาการทางเพศ เป็นส่วนหนึ่งของพัฒนาการบุคลิกภาพ ที่จะเกิดขึ้นตั้งแต่เด็ก มีความต่อเนื่องไปจนพัฒนาการเต็มที่ในวัยรุ่น หลังจากนั้น จะเป็นส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพที่ติดตัวตลอดชีวิต เมื่อสิ้นสุดวัยรุ่น จะเกิดการเปลี่ยนแปลงให้เกิดสิ่งต่อไปนี้
1. มีความรู้เรื่องเพศ ตามวัย และพัฒนาการทางเพศ ตั้งแต่ร่างกาย การเปลี่ยนแปลงไปตามวัย และจิตใจสังคม ของทั้งตนเอง และผู้อื่น ทั้งของเพศตรงกันข้าม ความแตกต่างกันระหว่างเพศ
2. มีเอกลักษณ์ทางเพศของตนเอง ได้แก่ การรับรู้เพศตนเอง (core gender) บทบาททางเพศและพฤติกรรมทางเพศ (gender role) มีความพึงพอใจทางเพศหรือความรู้สึกทางเพศต่อเพศตรงข้ามหรือต่อเพศเดียวกัน(sexual orientation)
3. มีพฤติกรรมการรักษาสุขภาพทางเพศ (sexual health) การรู้จักร่างกายและอวัยวะเพศของตนเอง ดูแลรักษาทำความสะอาด ป้องกันการบาดเจ็บ การติดเชื้อ การถูกล่วงเกินละเมิดทางเพศ การป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ
4. ทักษะในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้ที่จะร่วมเป็นคู่ครอง การเลือกคู่ครอง การรักษาความสัมพันธ์ นี้ให้ยาวนาน แก้ไขปัญหาต่างๆในชีวิตร่วมกัน การสื่อสาร การมีความสัมพันธ์ทางเพศกับคู่ครองอย่า
การสอนเรื่องเพศศึกษา ประสบการณ์จากหลายๆ เหตุการณ์ บอกให้เรารู้ว่าการให้ความรู้เกี่ยวกับเพศศึกษาอย่างถูกต้องนั้น น่าจะช่วยให้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดกับวัยรุ่นเบาบางลงได้ โดยเฉพาะการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร มีรายงานเกี่ยวกับความจำเป็น ที่จะต้องมีการเรียนการสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้ เด็กมีเพศสัมพันธ์กันเร็วขึ้น การที่เด็กผู้หญิง ผู้ชาย เจอกันเข้า ปิ๊งกัน ไม่ได้เกิดโดยบังเอิญ แต่เกิดจากทั้งสองมีแผนที่ตรงกัน ซึ่งปัจจุบัน 8 ขวบก็ปิ๊งกันแล้ว พ่อแม่น้อยคนที่จะเข้าใจเรื่องนี้ เด็กมีชีวิตจิตใจ อารมณ์ตั้งแต่อยู่ในท้อง และเมื่อเด็กอายุประมาณ 5-6 ขวบสมองของเด็กก็โตเกือบเต็มที่แล้ว ดังนั้น พ่อแม่จึงเป็นคนสำคัญที่สุดที่ให้ข้อมูลและประสบการณ์แก่เด็ก เพื่อนำไปจัดวางแผนชีวิตของเด็ก ความรัก ความอบอุ่น ความเอื้ออาทร ตลอดจนความไว้วางใจ ที่เด็กได้รับจากพ่อแม่ในช่วงนี้จะเป็นเหมือนภูมิคุ้มกันโรคอเนกประสงค์ ซึ่งป้องกันปัญหาทางสังคมต่างๆเช่น ความก้าวร้าว ยาเสพย์ติด ตลอดจนปัญหาทางเพศ ข้อมูลของเขาก็มาจากพ่อแม่ เลียนแบบพ่อแม่ พฤติกรรมบางอย่างปกติ แต่พ่อแม่ไม่รู้ ถ้าพ่อแม่เป็นครอบครัวที่มีความรัก เอื้ออาทร ก็พูดจาเพราะไปด้วย พ่อแม่บางคนก็ไม่เข้าใจถ้าลูกสาว เล่นอวัยวะเพศ สำเร็จความใคร่ด้วยตนเอง ไม่ใช่ความใคร่แบบผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่บางคนทำโทษเด็ก ฟ้องครู ครูก็คอยจ้องทำโทษอันนี้เสียหายมากเลยนำไปสู่ปัญหาทางเพศตอนโตได้ จะหันไปหาคนอื่น เช่น เพื่อน ได้ข้อมูลไม่ถูกต้อง นำไปสู่ปัญหาได้ รู้จักสังเกตการเบี่ยงเบนทางเพศในเด็ก รู้จักอันตรายทางเพศ จากการล่วงเกิน การเอาเปรียบทางเพศจากสื่อ การที่เด็กมีเพศสัมพันธ์กันเร็วขึ้น เนื่องจากสังคมปัจจุบันส่งเสริมการมีเพศสัมพันธ์อย่างมาก เป็นสังคมบริโภคมีการสร้างอุปสงค์ทางเพศขึ้น เช่น สื่อนานาชนิด โฆษณาสินค้า ยากระตุ้นเสริมสมรรถภาพทางเพศ และมีอุปทานรองรับอย่างมากมายหลากหลาย ทั้งราคาถูกและหาซื้อได้ง่าย ไม่ว่าจะเป็นหญิงบริการทางเพศในรูปแบบต่างๆ โรงแรมราคาถูก หรืออาจหาซื้อได้แม้แต่เด็กผู้หญิงและเด็ก ยาเสพย์ติด ยานอนหลับ อาบอบนวด สถานบันเทิงอาร์ซีเอ และเมื่อสังคมต้องการทางเพศมาก แน่นอนย่อมนำมาซึ่งปัญหาต่างๆ มากมาย นอกจากนั้น ยังมีปัญหาการเสียเปรียบทางสิทธิต่างๆ ของสตรีและเด็ก ทำให้ขาดความรู้ ขาดโอกาส ขาดประสบการณ์ ยากจน ขาดมาตรการ หรือแก้ไขหรือปัญหาอย่างเป็นองค์รวม เหล่านี้นำไปสู่ปัญหาตามมา คือ การหย่าร้าง การแตกสลายของครอบครัว การสำส่อน ทางเพศ การมีเพศสัมพันธ์ก่อนถึงวัยอันควร การตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ การทำแท้ง การติดต่อของโรคทางเพศสัมพันธ์ รวมทั้งเอดส์ การข่มขืน การล่วงเกิน การเอาเปรียบทางเพศต่อสตรีและเด็ก ปัญหายาเสพย์ติด ยากระตุ้นทางเพศ ยานอนหลับ และปัญหาโสเภณี
ปัญหาเหล่านี้เกี่ยวข้องกับทางเพศโดยตรง และโดยอ้อม อย่างยากระตุ้นทางเพศ อย่างยาไวอะกรา ปีหนึ่งบ้านเราใช้หลายร้อยล้านบาท ยาบ้าก็เหมือนกัน เดี๋ยวนี้ไม่ต้องกินเป็นเม็ด แล้วฉี่เป็นสีม่วงแล้ว พ่นมากับแอร์ ก็ฉี่เป็นสีม่วงเช่นกัน ยานอนหลับที่สหรัฐบางตัวไม่ให้ขายในท้องตลาด แต่บ้านเรามีขายอยู่ มียานอนหลับตัวหนึ่งชั่วร้ายมาก ทำให้เราไม่ได้สติเร็วมาก ด้วยเหตุนี้เองจึงได้มีจัดโครงการวิจัยส่งเสริมสุขภาพทางเพศ เพื่อเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหา ด้วยการให้ความรู้แก่ประชาชนทุกเพศ ทุกวัย และทุกระดับ การให้คำปรึกษา การให้บริการการรักษา และการวิจัยที่มีผลต่อการแก้ไขปัญหา เพศศึกษาปัญหาแก้ไขเร่งด่วน เรื่องของเพศเป็นกระบวนการที่เกี่ยวพันและต่อเนื่องกันมา ทั้งทางกายภาพ จิตใจ และพฤติกรรม เริ่มตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา และติดต่อเกี่ยวพันกันไปจนตลอดชีวิต เหตุการณ์ในช่วงหนึ่งของชีวิต อาจนำไปสู่ปัญหาในช่วงอื่นของชีวิตโดยอัตโนมัติ แต่ทว่าสังคมไทย ความรู้ ความเข้าใจ ตลอดจนความรับผิดชอบในเรื่องเพศของเยาวชนไทย หนุ่มสาววัยทำงาน พ่อแม่ผู้ปกครอง ชายหญิงทั่วไป รวมไปถึงผู้สูงอายุ ยังไม่เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่ง ทั้งความเชื่อถือในข้อมูล แหล่งความรู้ ผู้ให้ความรู้ คำปรึกษาแนะนำ และผู้ดูแลรักษาผู้ประสบปัญหาทางเพศก็ยังขาดแคลนอยู่มาก สถานการณ์เช่นนี้ ทำให้ปัญหาทางเพศมีมาก และทวีความรุนแรงขึ้น การที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องเพศ ทำให้ประสบปัญหาต่างๆ มากมาย
ด้วยเหตุนี้จึงนับเป็นความจำเป็นอย่างเร่งด่วนสำหรับการศึกษา ผู้ให้การปรึกษา ผู้ดูแลปัญหาเกี่ยวกับเพศ ฯลฯ ที่จะให้ความรู้ แก้ไขความเข้าใจผิดๆ เกี่ยวกับเรื่องเพศ รวมทั้งให้บริการแก่ผู้ที่ต้องการปรึกษา หรือบำบัดรักษาปัญหาต่างๆ ทางเพศ นอกจากนั้น ยังจำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาวิจัย เพื่อให้เข้าใจถึงปัญหาและพฤติกรรมทางเพศที่มีอยู่ในสังคมไทย และเป็นเครื่องมือตรวจสอบ และวางแผนยุทธวิธีการแก้ไขปัญหา สาเหตุสำคัญที่เรื่องเพศศึกษา ยังคงเป็นปัญหาใหญ่ในสังคมไทย มีหลายประการ คือ เพศศึกษาที่มีอยู่ไม่ครบวงจร คือ ศึกษาขณะที่อยู่แต่เพียงในโรงเรียนเท่านั้น ซึ่งถ้านักเรียนทุกคนได้รับความรู้นั้นจริง นักเรียนเหล่านั้นเป็นเพียงส่วนน้อยของสังคมเท่านั้น ความจริงยังมีเยาวชนวัยรุ่นอีกเป็นจำนวนมากที่อยู่นอกระบบโรงเรียน มีนิสิต นักศึกษา ทหารเกณฑ์ หนุ่มสาววัยทำงาน กรรมกรผู้ใช้แรงงานทั้งในโรงงานอุตสาหกรรม และวงการธุรกิจต่างๆ ซึ่งในชีวิตต้องพบกับการทิ้งภาระเรื่องเพศให้เป็นหน้าที่ของโรงเรียนและครูผู้สอนรับผิดชอบฝ่ายเดียวคงไม่พออย่างแน่นอน ผู้ใหญ่นอกโรงเรียน โดยเฉพาะพ่อแม่ ผู้ปกครอง ฯลฯ จะต้องมีความรู้ และทักษะเพียงพอที่จะสื่อสาร และปฏิบัติต่อสังคมด้วยกันด้านความสัมพันธ์ระหว่างเพศได้ โดยเฉพาะกับผู้ที่อายุเยาว์วัยกว่าที่อยู่ใกล้ชิด ผู้ใหญ่กับเด็กจะต้องเข้าใจและร่วมมือกันมากขึ้น ในการที่จะจรรโลงสังคมให้ดีขึ้น การให้ความรู้ และบริการทางเพศศาสตร์ศึกษา จึงจำเป็นต้องหาทางกระจายอย่างเหมาะสมให้ผู้ใหญ่เหล่านี้ในทุกระดับ
การสอนเรื่องเพศศึกษาในโรงเรียน ตามปกติการสอนเรื่องเพศศึกษาควรจะมีบริการให้การปรึกษาแนะนำควบคู่ไปด้วย เพราะการสอนทฤษฎีอย่างเดียว ย่อมไม่เกิดทักษะที่ยั่งยืน แต่ละโรงเรียนมีครูสอนเพศศึกษาที่สามารถให้การปรึกษาได้จริงหรือ โรงเรียนส่วนใหญ่ บอกว่า สามารถให้คำปรึกษาได้ แต่ไม่มีนักเรียนมาขอปรึกษาด้วยเหตุผลหลายประการแตกต่างกันออกไป ผลก็คือ ไม่มีการให้คำปรึกษาเรื่องเพศศึกษาในโรงเรียน การให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาแก่เด็กนักเรียน ปัญหา คือ ครูหลายคนไม่อยากสอนเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่ครูมีความสามารถที่จะสอนได้และมีความเข้าใจ เพราะฉะนั้นการให้ความรู้ที่ถูกต้องก็ทำให้ครูเกิดความมั่นใจ อันนี้ คือ ทางหนึ่ง วันนี้ถึงเวลาแล้วที่จะต้องร่วมกันหันมาสนใจเรื่องเพศศาสตร์ศึกษากันอย่างจริงจัง ก่อนที่วิกฤติทางเพศของเด็กไทยจะลุกลามมากกว่าที่เป็นอยู่ และเมื่อถึงวันนั้นก็ยากที่จะแก้ไข
ขอบคุณข้อมูลคะ เป็นประโยชน์มากคะ