พระศาสนาเป็นสิ่งที่ทำให้โลกร่มเย็น พุทธศาสนา คริสต์ศาสนา ฮินดูศาสนา อิสลามศาสนา ศาสนาต่าง ๆ ในโลกนี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้โลกร่มเย็น

อย่างพระพุทธศาสนาที่เกิดมาในโลกทำให้กุลบุตรลูกหลานได้บรรลุธรรมกันมากมาย พระพุทธศาสนาจึงยืนยงอยู่ได้นานตราบเท่าทุกวันนี้
อย่างพระเรา ญาติโยมพุทธบริษัทก็ได้พากันต่อยอดสืบทอดพระพุทธศาสนาไปเรื่อย ๆ อาศัยพระไตรปิฎก พระวินัยปิฎก พระสุตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก ก็มีกุลบุตรลูกหลานพากันบวชพากันบรรพชาอุปสมบท ก็มีญาติโยมประชาชนรักษาศีล ๕ ศีล ๘ กันตลอด
แล้วก็มีเรานี่แหละ เป็นคนหนึ่งที่ได้อาศัยใบบุญของพระศาสนาของพระพุทธเจ้าได้มาบวช ได้มาปฏิบัติในพุทธศาสนาเพื่อจะสร้างคุณงามความดี เพื่อจะสร้างบารมี เพื่อเข้าถึงมรรคผลนิพพาน

เรามาคำนวณดูทบทวนดูนะ ว่าเราทำอย่างไรถึงจะเป็นพระที่ดีได้ ทำอย่างไรถึงจะเป็นสามเณรที่ดีได้ ถ้าเป็นคุณแม่ชี เป็นอุบาสกอุบาสิกา ก็เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้ เพราะว่าความเป็นพระของเรา ความเป็นเณรของเรา ความเป็นอุบาสกอุบาสิกาของเรานี้มันอยู่ที่ใจ...
เครื่องแบบไม่ว่าจะจีวร ไม่ว่าผ้าขาวที่เราพากันใส่ปฏิบัติธรรม นี่เรามาคิดดูมันเป็นเพียงเครื่องแบบนะ มันเป็นได้เพียงแต่พระแต่งตั้ง สามเณรแต่งตั้ง อุบาสกอุบาสิกาแต่งตั้งเท่านั้น มันไม่มีอะไรที่มากไปกว่านั้นเลย
ทุก ๆ คนในสังคมในประเทศเห็นสมควร มีความเห็นพร้อมเพรียงกันว่า “สถาบัน ทางศาสนานี้มีประโยชน์นะ...”
ถ้าเรามุ่งแต่ทางวัตถุ มุ่งแต่เรื่องทำมาหากิน โลกนี้ก็จะร้อนเป็นไฟ...!
ความเป็นมนุษย์เป็นผู้ประเสริฐนะ แต่มันจะไม่เหลืออยู่ก็เพราะทุก ๆ คนไม่มีศาสนา ถ้ามนุษย์มีแต่ความเห็นแก่ตัว ชีวิตของมนุษย์ก็จะไม่แตกต่างจากสัตว์เดรัจฉาน

เมื่อสังคมประเทศชาติให้โอกาสเราทำความดี ให้เราดำรงชีพด้วยการเป็นบรรพชิต หรือเป็นนักบวช พระพุทธเจ้าท่านให้เราทำหน้าที่ของเรา ให้เรามาเดินตามรอยพระพุทธเจ้า
เดินตามรอยของพระพุทธเจ้ามันเดินอย่างไร...?
เดินตามรอยของพระพุทธเจ้าคือ ปฏิบัติตามศีลทุกข้อ มันย่อยละเอียดเป็นพระวินัย พระวินัยข้อใหญ่ ข้อกลาง ข้อเล็ก ผู้ที่เดินตามรอยของพระพุทธเจ้าต้องปฏิบัติตามศีล ตามพระวินัยทุกข้อ ไม่มีข้อใดยกเว้น ไม่มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น จะมีบ้างเพียงเล็กน้อยสำหรับภิกษุ ผู้อาพาธและภิกษุบ้า เพราะว่าเป็นคนบ้า “ถ้าใครย่อหย่อนผ่อนปรนต่อพระวินัย ถือว่าไม่ได้ เดินตามรอยของพระพุทธเจ้าที่แท้จริง”
พระพุทธศาสนาเป็นของประเสริฐ เป็นของสูง ถ้าใครปฏิบัติตามอย่างถูกต้อง อย่างละเอียด บุคคลนั้นย่อมเข้าถึงพระนิพพานได้ทุก ๆ คน
พระศาสนาได้สืบทอดกันมาตั้งสองพันกว่าปี บางคนก็ไม่ได้ศรัทธาเลื่อมในอย่างแท้จริงนะ แต่เข้ามาบวชเพื่อเอาพุทธศาสนาเป็นที่ทำมาหากิน เป็นที่เลี้ยงชีพ เป็นที่ประกอบอาชีพ บางคนสุขภาพร่างกายไม่ดี ไม่สะดวกในการทำมาหากิน ก็พากันมาบวช บางคนติดเหล้าติดยา ก็มาบวชเพื่อหวังที่จะแก้ไขปรับปรุงตัวเองให้มันดีน่ะ
ที่พระพุทธเจ้าท่านทรงเมตตา คือให้ผู้ที่มีศรัทธาซึ่งเป็นผู้เห็นภัยในวัฏฏะสงสาร ได้เข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา ผู้ที่มีความคิดอย่างนี้ เจตนาอย่างนี้ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ตรงต่อ พระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ความคิดและเจตนานอกจากนี้ ถือว่ายังไม่ตรงต่อ พุทธประสงค์...

การมาบวชมาปฏิบัติเป็นการปฏิบัติบูชานะ ไม่ใช่อามิสบูชา คือเอาตัวเองมาปฏิบัติ เอาตัวเองมาปฏิบัติ มาเสียสละ มายากลำบาก มาเสียสละทางวัตถุข้าวของเงินทอง มาทำตามพระพุทธเจ้า ดูตัวอย่างพระพุทธเจ้า ทำตามพระพุทธเจ้า
ถ้าเราเป็นพระ ถ้าเราไม่ละ ถ้าเรายังรับเงิน เรายังมีอะไรแบบโลก ๆ ที่เขามีกัน อย่างนี้ถือว่าไม่ถูกต้องตามพระธรรมวินัย ถึงเราจะว่าเราไม่มีอะไร เพราะใจของเราไม่มีอะไร เพราะใจของเราไม่ยึดไม่ถือ “ถ้าเราคิดอย่างนี้นะ เรานี่เองเป็นผู้ที่ทำลายพระศาสนา เพราะไม่ทำตามพระวินัยของพระพุทธเจ้า”
สมัยครั้งพุทธกาล พระขอของจากคนที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณาไม่ได้ พระอริยสาวก ก็พากันเคร่งครัด พระบาตรแตก จีวรชำรุด ถ้าไม่มีผ้าห่มก็ยังเอาใบไม้เอาเปลือกไม้มาพรางกาย
การเคารพคารวะในพระวินัย เมื่อสมัยพระพุทธเจ้าดำรงชีวิตอยู่มันน่าเคารพเลื่อมใส พระพุทธเจ้าก็มีเมตตาสงสารพระ ก็อนุญาตให้พระขอจีวรจากผู้ที่ไม่ใช่ญาติไม่ใช่ปวารณาได้ แต่ได้เพียงผืนเดียว เพื่อปิดอวัยวะที่น่าเกลียด เพื่อไม่ให้เป็นชีเปลือย
การเคารพคารวะในพระวินัยมันยอดเยี่ยมจริง ๆ มันเป็นสิ่งอัศจรรย์ น่าเคารพน่าเลื่อมใส
พระวินัยมันเลยเป็นสิ่งที่ศักดิ์สิทธิ์ มันนำทุกคนออกจากวัฏฏะสงสารได้ เพราะเรามองๆ ดูผู้ที่ปฏิบัติตามพระวินัยคือผู้ที่เดินตามทางสายกลางที่แท้จริง ไม่ได้ทำตามความคิดความเห็น ของตัวเอง เอาศีลเป็นที่ตั้ง เอาพระวินัยเป็นที่ตั้ง
พระวินัยแต่ละข้อมันเป็นการละความเห็นแก่ตัว ละความมักง่าย ที่เราติดสุขติดสบาย ความสะดวกสบายนั้นเป็นการสั่งสมกิเลส สมดังคำตัดสินพระธรรมวินัยที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อสะสมกิเลส ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า”

ผู้ที่ปฏิบัติตามพระวินัยจึงเป็นผู้ปฏิบัติตามทางสายกลาง เป็นผู้ปฏิบัติจริง เป็นผู้ปฏิบัติแท้ เป็นพระจริง ไม่ใช่พระปลอม
ถ้าเราบวชมาปลงผมนุ่งห่มจีวร แต่เราย่อหย่อนในพระวินัย พระพุทธเจ้าท่านถือว่า ผู้นั้นเป็นพระปลอม บวชมาเพื่อเอาพระศาสนาบังหน้า ปลอมตัวมาเป็นนักบวชเพื่อจะบริโภค ปัจจัย ๔ ที่ศรัทธาเขาเคารพนับถือเลื่อมใส
ถ้าเราย่อหย่อนในพระวินัย มันเป็นการทำลายพระศาสนา…
พระวินัยทุกข้อที่พระพุทธเจ้าท่านมีเมตตาสั่งสอนเรา เราต้องปฏิบัติตามด้วยความเคารพด้วยเศียรเกล้า อย่าได้มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น นั่นแหละคือเดินตามรอยพระพุทธเจ้า
อานิสงส์แห่งการรักษาพระวินัย มันทำให้เราพ้นภัยได้...
ไม่ว่าภัยอะไรต่าง ๆ เราจะเป็นสมาธิโดยอัตโนมัติในตัวเลย เพราะพระวินัยนั้น เป็นข้อวัตรที่ตัดกิเลสที่หยาบ ๆ มันจะเป็นสมาธิโดยธรรมชาติเลย เพราะว่าสมาธิคือ ความตั้งมั่น ถ้าเรามีการปฏิบัติในศีลทุกข้อ คือความตั้งใจมั่น ถ้าใครเข้าใจในเรื่องศีลที่ถูกต้องแล้วปฏิบัติตาม บุคคลนั้นจะได้รับอานิสงส์ก็คือจะได้มีสัมมาสมาธิไปในตัว เปรียบเสมือนยิงนกนัดเดียวได้ทั้ง ๓ ตัว คือ ได้ทั้งศีล สมาธิ และปัญญา มันเป็นกระบวนการที่นำเราไปสู่มรรคผลนิพพาน

ผู้ที่จะรักษาศีลได้ คือผู้ที่เสียสละละความเห็นแก่ตัว ผู้ที่ไม่มีตัวมีตน ถึงจะรักษาศีลได้ ผู้ที่จะเกิดสัมมาสมาธิก็คือผู้ที่ทำตามศีล คือผู้ที่ไม่มีความโลภ ความโกรธ ความหลง
สมาธิแปลว่าผู้ที่ปราศจากนิวรณ์ต่าง ๆ...
ผู้ที่เข้ามาบวชในพระศาสนา มันไม่ใช่รักษาศีลทำสมาธิเจริญปัญญาอย่างเดียว เพราะเราอยู่ในบ้านอยู่ในสังคม มันย่อมมีกิจกรรมทางพระศาสนาทั้งภายในวัดทั้งภายในบ้าน มันก็เป็น สิ่งที่ยากอยู่พอสมควรนะ มันไม่ใช่เรื่องง่าย ผู้ที่เข้ามาบวชต้องเป็นผู้ที่ขยัน เป็นผู้เสียสละ “ถ้าใครไม่ขยันไม่เสียสละ มันจะเป็นพระที่ดีไม่ได้”
พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้ว่า “ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน ธรรมเหล่านั้น ไม่ใช่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า”
พระพุทธเจ้าท่านเกียจคร้านไม่เป็น พระอรหันต์สาวกท่านก็เกียจคร้านไม่เป็น
ผู้ที่เข้ามาบวชต้องฝึกเป็นผู้ขยันอดทน เสียสละ ไม่เอาความสุขความสบายในเรื่องฉัน เรื่องนอน เรื่องพักผ่อน เรื่องคุย เรื่องเล่น ต้องเอาความสุขกับการเสียสละ ขยันอดทน ต้องทำกิจวัตรทุกวัน ถ้าวันไหนไม่ทำกิจวัตร ถือว่าผิดศีลผิดพระวินัย
เราจะอยู่เฉย ๆ โดยไม่ทำกิจวัตรข้อวัตรไม่ได้ พระทุกรูปต้องทำวัตรสวดมนต์ ไหว้พระ ต้องทำความสะอาด ถ้าไม่ทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นพระผิดศีล

เราดูสำนักสายวัดป่า เขาจะมีข้อวัตรกิจวัตรเข้มแข็งกันพอสมควร ถ้าครูบาอาจารย์ ประธานสงฆ์เข้มแข็ง วัดนั้น ๆ ก็มีศีลดี มีข้อวัตรปฏิบัติดี
บทสวดมนต์น่ะ ทำวัตรเช้าวัตรเย็น พระทุกรูปต้องสวดให้ได้ ต้องท่องให้ได้
บททำวัตรเช้าวัตรเย็น บทสวดมนต์พุทธมนต์ต้องท่องให้ได้ บทสวดอภิธรรม บทสวดมาติกาต้องสวดได้ บทให้พรไม่ต้องอาศัยใครก็สวดได้ เหมือนพระภิกขุปาฏิโมกข์เนี่ยนะ เขาสวดเดี่ยวอย่างนี้ได้
ผู้ที่บวชมาที่จะเป็นครูบาอาจารย์ ผู้ที่บวชไม่สึกต้องสวดได้ชัดเจน ฉะฉาน บทให้ศีลให้พรต้องท่องได้ ไม่กลัว ไม่สั่น ไม่สะทกสะท้าน ถ้าเราสวดไม่ได้เราต้องมีปัญหาแน่นอน พอเราบวชไปหลายปีเราต้องนั่งอยู่ข้างหน้า เราไม่อยากนั่งข้างหน้าเราก็ต้องนั่งเพราะเราบวชนาน

ผู้ที่จะบวชนานหรือสืบทอดต่อยอดพระศาสนาต้องท่องบทสวดมนต์ บทให้พรต่าง ๆ ให้มันได้ ถ้าไม่อย่างนั้นอนาคตท่านมีปัญหาแน่นอน
ท่านอย่าไปคิดว่าเราไม่อยากเป็นเจ้าอาวาส เราไม่อยากเป็นประธานสงฆ์ เราไม่อยากใหญ่อยากดัง ท่านอย่าไปคิดอย่างนั้น วันนี้ท่านจะหลบไปทุกวัน ๆ แต่ที่สุดแล้วท่านก็หลบไม่ได้ เพราะคนเราแก่ไปทุกวัน
พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เราเป็นพระที่แท้จริง...
ถ้าเราไม่ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า เราเองก็เคารพตัวเองไม่ได้ คนอื่นก็มาเคารพเราไม่ได้ มันเป็นความคิดเห็นที่ผิดพลาด เพราะเราเอาตัวตนเป็นใหญ่ เราไม่ได้เอาพระธรรม เป็นใหญ่ เราไม่ได้เดินสายกลาง
เรามาคิด ๆ ดู มาคำนวณดูนะ ถ้าเราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเหมือนพระพุทธเจ้าสอน มันเป็น สิ่งที่ดีมาก เป็นสิ่งที่ประเสริฐมาก ตัวเราเองก็เคารพตัวเองได้ คนอื่นก็เคารพกราบไหว้เราได้ และเป็นบุคคลที่ควรเคารพบูชา ญาติโยมเขาจะถวายทานกับเราเขาก็ได้บุญได้กุศลมาก
ความดีเป็นธนาคาร เป็นธนาคารที่ยิ่งใหญ่ ถ้าเราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ นั่นแหละคือ การสร้างธนาคารใหญ่

ทุกคนน่ะห่วงอนาคตของตัวเอง ว่าอนาคตตัวเองจะอยู่อย่างไร...?
การปฏิบัติตามรอยของพระพุทธเจ้านี่แหละคือการสร้างอนาคตที่งดงาม มันเป็นความงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด ชีวิตของเราในอนาคตมันสดใสแน่นอนนะ
อย่างเราเป็นอุบาสกอุบาสิกาที่มาอยู่วัด จะบวชเป็นชีพราหมณ์หรือบวชชีปลงผม หรือเป็นตาผ้าขาว ก็ต้องปฏิบัติให้มันดีให้มันเยี่ยม ถ้าไม่อย่างนั้นตัวเราจะกราบไหว้ตัวเองไม่ได้ “ตอนเราแก่เราเฒ่าใครจะมาดูแลเรา ถ้าเราเป็นคนไม่น่าเคารพบูชา...?”
พระพุทธเจ้าท่านให้เราปฏิบัติให้มันขลังค์ ให้มันศักดิ์สิทธิ์ ต้องเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองใหม่นะ
ใครรู้ว่าตัวเองมันยังไม่ดียังไม่ได้มาตรฐาน ก็ให้ตั้งมั่นในศีล ในข้อวัตรปฏิบัติ ให้เสียสละไว้
เราอยากไปนิพพานมันก็ไปไม่ได้นะ ถ้าเราไม่ตั้งอกตั้งใจประพฤติปฏิบัติ เรามัวแต่คุย มัวแต่อวดไปเป็นวัน ๆ น่ะ อย่างนี้ไม่ได้ อย่างนี้ไม่ถูก
เราต้องตั้งมั่นในข้อวัตรปฏิบัติ อย่าไปส่งใจออกข้างนอกเยอะ ต้องกับมาหาตัวเอง กลับมาหาปฏิปทาที่มันสม่ำเสมอ ปฏิบัติดี ๆ ตลอดกาลนะ
อย่าเป็นคนปฏิบัติตามอารมณ์ ปฏิบัติได้สักพักก็เบื่อ เบื่อก็หยุด “ไม่ได้...!”
สมาธิมันต้องอยู่เหนือความเบื่อ มันต้องข้ามความเบื่อ คนเราทำอะไรกำลังจะได้ดี มันชอบเบื่อ
เราจะเป็นพระพเนจร เป็นพระที่ไปตามอารมณ์ “ไม่ได้...!” เป็นเณรพเนจร เป็นแม่ชีพเนจรไม่ได้ จิตใจมันส่งออกไปข้างนอก มันไม่มีนิสัยของพระพุทธเจ้า ไม่มีนิสัยของพระอรหันต์ เอาแต่เที่ยวไปโน่นไปนี่ จิตใจมันไม่หนัก จิตใจมันไม่แน่น

คนเรานี่มันไม่ค่อยรู้ตัวนะ “ใช่มั๊ย...?” ไม่รู้ว่าตัวเองมันเน่ามันเหม็นอยู่ข้างใน มันถึงระเบิดออกมาข้างนอก
ที่มันไม่อยู่เย็นเป็นสุข ที่มันเที่ยวแต่ข้างนอก เที่ยวต่างประเทศ เราอย่าไปคิดว่า เราเป็นพระเรทติ้งสูง เป็นพระอินเตอร์นะ ที่แท้แล้ว “เรากำลังเน่านะ...”
เราอย่าไปคิดว่าเราเป็นนักเผยนักแผ่นะ เรานี่จะเป็นนักนอนแผ่ ทิ้งนิสัยของพระพุทธเจ้า ทิ้งนิสัยของพระอรหันต์ เป็นบุคคลที่ส่งใจไปภายนอก หลงโลก หลงอารมณ์
เราเป็นพระนี่นะ ถึงเราจะเทศน์ไม่เก่งสอนไม่เก่ง “ไม่สำคัญ ไม่มีปัญหา” เราช่วยพระศาสนาได้ด้วยการเป็นพระที่ดี เป็นพระที่เดินรอยตามพระพุทธเจ้า
การพูดการเทศน์การสอนเป็นร้อยครั้ง ก็สู้เป็นตัวอย่างที่ดีให้หมู่คณะให้ญาติโยมดูไม่ได้
พระพุทธเจ้าท่านให้เราพัฒนาตัวเอง พัฒนาทางจิตใจ ที่มันเป็นพระพเนจรไม่เดินตามรอยพระพุทธเจ้า มันถึงทำให้เรามีปัญหา เรามันชอบพเนจรไปในทิศทั้ง ๔ สุดท้ายก็ได้เป็น “ทิด” กันเป็นแถว ๆ ตามบาปตามกรรมที่ตัวเองทำไว้...

เพราะว่าความเผอเรอ ความประมาทในสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ อนุโลมตามญาติตามโยม มีเจตนาดี มีความมุ่งหวังดีแต่ตั้งอยู่ในความประมาทมากเกินไป
พระพุทธเจ้าท่านมีเมตตาต่อเราทุกคน ก่อนที่ท่านจะเสด็จดับขันธ์สู่ปรินิพพาน ก็ตรัสโอวาทครั้งสุดท้ายไว้ว่า “สังขารทั้งหลายทั้งปวงมันไม่เที่ยง ท่านจงยังความไม่ประมาท ให้ถึงพร้อมเถิด” นี้เป็นพระวาจามีในครั้งสุดท้ายของพระตถาคตเจ้า
พระเรานี้ก็แปลกนะ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบพอสมควร ญาติโยมเขานิมนต์ไปที่โน่นที่นี่ ไปเมืองนอกเมืองนาก็พากันดีใจพอใจ ยิ้ม ๆ กันนะ
พระพุทธเจ้าท่านให้เราระวังตัวดี ๆ เดี๋ยวจะเป็นพระสันจร เดี๋ยวจะเป็นพระพเนจร ลืมเนื้อลืมตัว ลืมการประพฤติปฏิบัติของตัวเอง ไม่ได้เอาพระธรรมพระวินัยเป็นที่ตั้ง เอาญาติเอาโยมเป็นที่ตั้ง โยมเขาว่าอย่างไรก็เอาอย่างนั้น “ใช่มั๊ย...?”
ที่โยมเขามาหาพระมาที่วัดของเราน่ะ เขาไม่ได้มาดูวัดใหญ่ ๆ มาดูกุฏิศาลาสวย ๆ นะ “เขาพากันมาดูข้อวัตรปฏิบัติ”

กุฏิใหญ่ ๆ ศาลาใหญ่ ๆ มันสู้ญาติโยมเขาไม่ได้อยู่แล้ว ที่ญาติโยมเขาทำกันในเมือง มันใหญ่อยู่แล้ว สูงตั้งหลายสิบชั้น
เขามาดูข้อวัตรปฏิบัติ มาดูการกระทำการปฏิบัติสิ่งที่ประเสริฐ ว่าพระว่าอาจารย์วัดนี้ เขาปฏิบัติกันน่าเคารพน่ากราบไหว้เพียงใด สมกับเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า สมกับเป็น ลูกศิษย์ของครูบาอาจารย์หรือไม่...?
เรามีเจตนาดี เราตั้งใจบวชไม่สึก พระพุทธเจ้าท่านให้เราสร้างเหตุสร้างปัจจัย ไม่ให้ย่อหย่อนอ่อนแอ ติดสุขติดสบาย ติดฟรีสไตล์
พระของเราถ้าไม่ปฏิบัติตามพระวินัยเขาเรียกว่าเป็น “พระบาป”
เมื่อมันบาปใจมันก็ป่วย ใจมันป่วยใจมันก็ผอมโซ ใจมันไม่มีกำลัง ไม่มีพลัง ใจมีโรคมีภัยเยอะ เพราะการประพฤติปฏิบัติธรรมนี้ ตัวเองมันรู้ตัวเองว่ามันกราบตัวเองไม่ได้ มันไหว้ตัวเองไม่ได้ มันกำลังเน่ามาจากข้างในใจนั่นแหละ
การที่จะรักษาตัวเองให้หายป่วย ให้หายเจ็บทางใจ รักษาความเน่าความเหม็นในใจ พระพุทธเจ้าท่านให้เราพากันเดินตามทางสายกลางคือ “ตั้งใจใหม่” ให้เอาพระวินัยเป็นที่ตั้ง ให้ตั้งใจใหม่เหมือนกับพระบวชใหม่นี่แหละ
เราจะบวชนานก็จริง แต่ใจของเรามันก็ยังเป็นโยมเป็นฆราวาสอยู่ ใจของเรามันยังไม่ได้เป็นพระเลย
พระพุทธเจ้าท่านให้เราเมตตาตัวเอง สงสารตัวเอง อย่าทำร้ายตัวเองด้วยการผิดศีล ผิดวินัย ผิดข้อวัตรปฏิบัติ
เมื่อท่านปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เดินตามทางสายกลางที่พระพุทธเจ้าทรงสอน สถานการณ์ ในใจของเรามันก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี มีพลังจิตพลังใจดุจดังพญาช้างสารที่มันแข็งแรง ที่เรามาเป็นโรคทางจิตทางใจมันก็หายไปหมด ตามปฏิปทาตามเหตุตามปัจจัยที่เราปฏิบัติ
ความสุขความสบายมันเป็นสิ่งเสพติด ถ้าเราไม่รู้จักเขาก็จะทำให้การประพฤติปฏิบัติ ของเรา “เป๋” เหมือนกัน ทำให้เป๋เอียงไปเอียงมา
พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เราตั้งอยู่ในความไม่ประมาทนะ สร้างความดีสร้างบารมีให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ปฏิปทาความดีของเราต้องต่อเนื่องตลอดกาลไม่ให้ขาดสาย การสืบทอดต่อยอด พระศาสนาเป็นการส่งต่อกันไปเรื่อย ถ้าไม่มีรูปแบบไม่มีตัวอย่าง สิ่งที่ดี ๆ ก็หมดไป

เรามาบวชมาปฏิบัติ พระพุทธเจ้าท่านให้เราสร้างประโยชน์ตนให้ถึงพร้อม และก็สร้างประโยชน์ผู้อื่นด้วยการเป็นตัวอย่าง
การสร้างบารมีการทำความดีทุกคนต้องอดทน ต้องขยัน ต้องบำเพ็ญต้องสร้างเอง เดี๋ยวนี้เราอาศัยบารมีของพระพุทธเจ้า เราอาศัยบารมีพ่อแม่ครูอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ สำหรับบารมีตัวเราเองมันยังน้อยอยู่ มันยังไม่พอ
เราสังเกตดูครูบาอาจารย์ที่ดัง ๆ ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ที่ท่านลาละสังขาร ส่วนใหญ่ ไม่ค่อยจะมีลูกศิษย์ลูกหาปฏิบัติดี ๆ มีความเก่งมีความสามารถเหมือนกับครูบาอาจารย์
ตามเป็นจริงแล้วมันเลียนแบบกันได้ มันถอดแบบกันได้ เพราะว่ามีตัวอย่างให้ดู ให้เห็น ให้ได้ยิน ได้ฟัง ได้สัมผัส เราก็จับเอาแต่สิ่งที่ดี ๆ เพื่อต่อยอดสืบทอดพระพุทธศาสนาให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป
“พระพุทธเจ้าท่านให้เราทุก ๆ คนกลับมาดูความบกพร่องของตัวเอง” เมื่อมันเห็น ความบกพร่องของตัวเอง ก็ให้เราแก้ไข พากันเดินตามทางสายกลาง

เราอย่าไปโทษญาติโยมเขา ว่าโยมไม่ดีอย่างโน้นไม่ดีอย่างนี้ โยมสมัยนี้ติดเหล้างอมแงม สำส่อนเจ้าชู้ ไม่สนใจเข้าวัด ไม่สนใจพระพุทธศาสนา
สาเหตุที่ญาติโยมเขาเป็นอย่างนั้นก็เพราะพระเรายังเป็นตัวอย่างได้ไม่ดี
ที่เขาไม่เข้าวัดก็เพราะเขาไม่เลื่อมใสในตัวเรา ถ้าเขามีศรัทธาเลื่อมใส เขาก็พากันมา ทั้งวันเลย จนพระไม่มีเวลาพักผ่อน เพื่อจะมากราบมาไหว้ อยู่ตั้งไกลเขาก็ยังพากันมา เพราะความดีเป็นสิ่งที่หอมไกล เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องการ
เห็นไหมตัวอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านอุบัติขึ้นมาในโลก ท่านอนาถะบิณฑิกะเศรษฐีได้ยินว่าพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นก็ดีใจ เกิดปิติจนสลบไป และได้ไปกราบพระพุทธเจ้าฟังธรรมได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน เป็นมหาอุบาสก ได้สร้างวัดถวายพระพุทธเจ้ามีนามว่าเชตวัน
เราจะไปโทษคนอื่นว่าคนอื่นว่าคนอื่นเป็นความไม่ยุติธรรมเลย ไม่ถูกต้อง
เราต้องหันกลับมาหาตัวเอง ถึงแม้มันจะยากลำบาก พระพุทธเจ้าท่านก็ให้พวกเราพากันทำ
ชีวิตนี้มันประเสริฐอยู่ที่เราได้ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้า ได้เดินตามทางสายกลาง ของพระพุทธเจ้า ความประเสริฐความเป็นสิริมหามงคลก็จะเกิดแก่เรา
“สุคโต” มีความเป็นอยู่ด้วยความผาสุก มีพระนิพพานเป็นบ้านที่อยู่อาศัยด้วยกัน ทุกท่านทุกคน

ทุก ๆ วันนี้ พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ท่านมองเห็นพระหลาย ๆ รูป แม่ชีหลาย ๆ คน ปฏิปทามันยังไม่ดีมันยังไม่ได้มาตรฐาน ท่านเป็นห่วงอนาคตว่าเขาแก่ไปมากกว่านี้ ชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร เพราะปฏิปทาเขาไม่ดีไม่ได้มาตรฐาน ใครเขาจะมาเคารพ ใครจะมานับถือ ใครจะมาอุปัฏฐากอุปถัมภ์ เวลาไม่มีพ่อแม่ครูบาอาจารย์ให้พึ่งบารมี พึ่งใบบุญ ชีวิตของเขาต้องลำบากแน่
ให้ทุกคนกลับมาพิจารณาว่าตัวเองนั้นปฏิบัติตรงต่อคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้วหรือยัง
ท่านอย่าไปคิดว่าวัดในประเทศไทยมันมีเยอะ ไม่อยู่วัดนี้ก็ไปอยู่วัดนั้น วัดนั้นวัดนี้ ยิ่งแก่ ยิ่งเฒ่าก็ยิ่งลำบาก เพราะสาเหตุเราเป็นคนเห็นแก่ตัว เป็นคนขี้เกียจขี้คร้าน ติดสุขติดสบาย นี่แหละ กรรมมันถึงได้ตามสนอง เพราะบาปมันมีจริง นรกมันมีจริง
เราจะไปโทษคนโน้นคนนี้ว่าเขาไม่เคารพเลื่อมใสไม่ได้ เพราะตัวเราเองทำตัวไม่น่า เคารพเลื่อมใส ผู้ที่เขามีสติปัญญาจะเคารพนับถือใครเขาย่อมดูให้ดี
เราจะปฏิบัติแบบปากกัดตีนถีบเอาตัวรอดไปวัน ๆ ไม่ได้ พูดประจบคนโน้นพูดประจบ คนนี้ ความดีไม่มีก็สรรหาเรื่องราวต่าง ๆ มาอวดมาคุย เพราะเราไม่มีความจริง
พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าทุกคนไม่ต้องห่วงอนาคต ให้เดินตามศีล สมาธิ ปัญญาอย่างเดียว ทุกอย่างจะดีเอง เป็นสิ่งที่แน่นอน ทุก ๆ คนเคารพนับถือหมด ผู้ใหญ่ก็เคารพนับถือ ผู้น้อยฆราวาสญาติโยมก็เคารพนับถือนะ
วันนี้ครูบาอาจารย์ท่านมีเมตตาบอกเรา สอนเรา เตือนเรากลัวเราจะติดหลงอยู่ ให้เราตั้งใจพัฒนาตัวเอง ให้ทุกท่านทุกคนถือว่าพระพุทธเจ้าชี้ขุมทรัพย์ให้แก่เรา ครูบาอาจารย์บอกสอนเราเตือนเรา ถ้าเราฟังหูซ้ายทะลุหูขวาอย่างนี้มันไม่ถูกนะ

ทุกท่านทุกคนเอามาคิดดูว่าตัวเราเองต้องปรับปรุงแก้ไขอะไร ที่ปฏิบัติอย่างนี้แหละ เราจะได้เข้าถึงมรรคผลนิพพาน เราจะไปนิพพานก็ต้องสร้างเหตุสร้างปัจจัย
เราอย่าไปพูดเรื่องพระนิพพานอยู่ไกล ๆ โน้น อยู่สูง ๆ โน้น ให้กลับมาหาศีลหาข้อวัตรปฏิบัติ นี่แหละคือหนทางไปสู่พระนิพพาน
ความขี้เกียจขี้คร้านนี้มันเป็นปัญหาใหญ่หลวง ทุกคนอย่าได้ไปสนใจกับความขี้เกียจ ขี้คร้าน ถ้าเราไปสนใจมัน ไปติดมัน ชีวิตของเราจะเจริญก้าวหน้าได้อย่างไร
ที่มันมีปัญหาใหญ่เรื่องติดสุขติดขี้เกียจขี้คร้าน เราต้องเดินออกจากความสุข ความขี้เกียจขี้คร้าน ปรับตัวเองเข้าหาพระวินัยเข้าหาข้อวัตรปฏิบัติ เพราะเรามีข้อวัตรมีพระวินัย เป็นเครื่องฝึกในขั้นหยาบ ๆ “อดทนเอา เสียสละเอา ถือนิสัยของพระพุทธเจ้าไว้...”
ทำความดีสร้างปฏิปทาให้มันสม่ำเสมอ ก้าวไปข้างหน้าเรื่อย อย่าถอยหลังนะ...

ถึงเราเดินช้าก็ไม่เป็นไร มีความหนักแน่นด้วยสมาธิ คือความตั้งใจมั่นชอบ ต้องตั้งใจจริง ๆ มันถึงจะได้ดี ไม่ใช่จด ๆ จ้อง ๆ รูป ๆ คลำ ๆ เป็นการรูปคลำในสีลัพพัตตปรามาส ในข้อวัตร ข้อปฏิบัติ
พระพุทธเจ้าท่านให้เราตั้งใจนะ...
การตั้งในประพฤติปฏิบัติธรรมะอย่างเข้มข้นมันไม่ตายหรอก อย่างมากก็เพียงผอม อดทนเอา ถึงเวลาทำกิจวัตรต่าง ๆ ต้องปรับตัวเองเข้าหากิจวัตรต่าง ๆ อย่าได้มีข้อแม้ใด ๆ ทั้งสิ้น
ความดีน่ะ พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เรากลัวนะ “ความดี” ถ้าเรากลัวความดีเขาเรียกว่าเป็น “คนบาป...”
เราอย่าไปคิดว่าพอแล้วพอแล้ว แค่นี้ก็เหนื่อยมากแล้ว แค่นี้ก็ยากลำบากแล้วทำข้อวัตร นี่รู้หรือเปล่าว่าสมาธิมันกำลังจะเกิด ปัญญามันกำลังจะเกิด อย่าท้อแท้
การปฏิบัติมันต้องอยู่เหนือความเบื่อ เขาเรียกว่าสัมมาสมาธิ...
การปฏิบัติบูชามันลำบาก มันผัดวันประกันพรุ่งเน๊าะ มันรอให้เวลาผ่านไป เขาตีระฆังแล้วมันก็ไม่อยากไป มันรอให้ถึงเวลาทำวัตรมันถึงไป อย่างนี้เป็นต้น “มันกลัวความดี มันท้อใจ…”
การทำข้อวัตรปฏิบัติ คนที่มีกิเลสมันก็ไม่อยากทำ เหมือนนักโทษมันไม่อยากเข้า “แดนประหาร...”
กิเลสมันคือนักโทษนะ มันก็ไม่อยากเข้าแดนประหาร มันก็ไม่อยากตาย ใจของเรานี้ ผู้เป็นนายคุมนักโทษต้องเข้มแข็ง ซื่อตรงต่อเวลา ต้องควบคุมนักโทษสู่แดนประหาร

การประหารก็ได้แก่ นำเจ้าทิฐิมานะอัตตาตัวตนนี่แหละเข้าสู่ข้อวัตรปฏิบัติ ใช่มั๊ย...?
เพื่อตัดสิ่งที่หยาบ ๆ ออกจากจิตใจของเรา รู้หรือเปล่าทุกท่านทุกคนกำลังพากันเป็นนักโทษ โทษเพราะท่านเกิดมานี่แหละ ต้องปราบนักโทษด้วยการมาเดินทางสายกลาง อาศัยศีลอาศัยข้อวัตรปฏิบัติ อาศัยสัมมาสมาธิมาประพฤติปฏิบัตินะ
บุคคลคนหนึ่งที่จะเปลี่ยนแปลงตนเองได้ มันต้องอาศัยศีลอาศัยข้อวัตรปฏิบัติมันถึงจะเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ใช่อยู่เฉย ๆ มันจะเปลี่ยนแปลง
หวังว่าทุกท่านทุกคนจะได้นำเอาพระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาฝากให้เรา ได้พากันประพฤติปฏิบัติเพื่ออนาคตวันข้างหน้า ต่อยอดสืบทอดพระศาสนาด้วยกันทุกท่านทุกคนเทอญ...
พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย
เช้าวันที่ ๑๖ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕
(เพิ่มเติมจากเช้าวันเสาร์ที่ ๑๒ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕ และเช้าวันพุธที่ ๙ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕)