การประพฤติปฏิบัติเป็นสิ่งที่ดีเป็นสิ่งที่นำพวกเราออกจากทุกข์...


คนเรานั้นมีทุกข์ทั้งทางกาย ทุกข์ทั้งทางใจ ทุกข์จากการเลี้ยงชีพ ทุกข์จากลูกหลาน ทุกข์จากญาติพี่น้องวงศ์ตระกูล สิ่งที่จะดับทุกข์ได้ที่จะแก้ปัญหาได้ พระพุทธเจ้า ท่านให้มาแก้ที่จิตที่ใจของเรา คำพูดของเรา มาแก้ที่การกระทำของเรา

Large_2301201106

 


ชีวิตของเราในประจำวันที่เป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว ที่เรามาคิดดูคำนวณดู มันติดความสุข ติดความสะดวกสบาย มันเห็นแก่ตัว มันไม่รู้จักตัวเอง ทุกท่านทุกคนล้วนแต่ติดในความสุข ติดใน “กามสุขัลลิกานุโยโค”


ความสุขนี้เป็นสิ่งที่ดีเป็นสิ่งที่หล่อเลี้ยงจิตใจ...


ในชีวิตประจำวันของเรา เช่นเราทานข้าวทานอาหาร เราพักผ่อน สิ่งเหล่านี้มันกลาย เป็นโทษ ผู้ที่ติดสุขติดสบายมันก็ไม่อยากทำงาน ถ้าเป็นนักเรียนก็ไม่อยากเรียนหนังสือ ถ้าเป็นพระอย่างนี้ก็ไม่อยากนั่งสมาธิ เดินจงกรม บิณฑบาต ทำความเพียร มันพอใจ ในความสงบเท่านี้ ถ้าเราติดในความสุขในสิ่งเหล่านี้มันก็เป็นบาป การพัฒนาของเรามันก็ ไม่ก้าวหน้า ชีวิตของเราก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ ขาด ๆ เขิน ๆ เพราะเราพากันติดในความสุข แทนที่จะเอากำลังที่เราได้จากการบริโภคอาหาร เอากำลังที่เราได้จากการพักผ่อนเอามาทำการทำงานมาเสียสละ เราก็พากันมัวแต่ติดสุขติดสบาย...


พระพุทธเจ้าท่านมีความเมตตาตรัสแก่พวกเราว่า “ธรรมเหล่าใดเป็นไปเพื่อความขี้เกียจขี้คร้าน ธรรมเหล่านั้นไม่ใช่คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า” เพราะว่าพระพุทธเจ้าขี้เกียจไม่เป็น พระอรหันตสาวกขี้เกียจไม่เป็น “ผู้ที่จะมีความเจริญมีความก้าวหน้าต้องพยายามเป็นคน ไม่ขี้เกียจขี้คร้าน”

 


เราทุก ๆ คนให้รู้จักคนขี้เกียจขี้คร้านเขาชื่อว่า “เป็นคนบาป”


บาปเพราะอะไร...? เพราะเมื่อเราขี้เกียจ มันไม่เจริญ ความรู้ไม่เจริญ โภคทรัพย์ไม่เจริญ คุณธรรมมันก็ไม่เจริญ


ข้อวัตรปฏิบัติของเรามันก็เหมือนกับนาฬิกา มันเดินไปเรื่อย ๆ นาฬิกาเดินไปเรื่อย ๆ มันไม่เคยพักผ่อน ถ้ามันหยุดมันพักผ่อนแสดงว่านาฬิกามัน “ตาย...”
พระพุทธเจ้าท่านให้เราทุก ๆ คนทำความดีหรือว่าทำงานหรือว่าเรียนหนังสืออ่านหนังสือให้มีความสุข

Large_2301201108

 


บางคนคิดไม่ออกนะว่าการทำงานการเรียนหนังสืออย่างไรมันจึงจะมีความสุข...?


ที่มันไม่มีความสุขนะเพราะว่าเราเป็นคนขี้เกียจขี้คร้าน เราจึงไม่มีความสุข เราจึงเป็น คนเห็นแก่ตัว


เวลาเราทำงานให้ใจอยู่กับเนื้อกับตัว มันเป็นสุขมีความดับทุกข์ เพราะคนเรา ใจอยู่กับเนื้อกับตัวใจมันสงบสุข


เราทำงานเพื่อเสียสละ เราทำงานเพื่อละความเห็นแก่ตัว ถ้าเราทำงานเพื่อเอาเงินเดือน เพื่อจะให้มันดีอย่างโน้นอย่างนี้ ใจของเรามันจะไม่สงบ เพราะใจของเรามันเอาความอยาก เป็นที่ตั้ง ไม่ได้เอาความเสียสละเป็นที่ตั้ง


เราไม่ต้องมีความอยาก เราต้องเป็นผู้เสียสละมันถึงจะมีความสุข เรื่องเงินเดือน หรือผลตอบแทน เราไม่ต้องอยากมันก็ต้องได้อยู่แล้ว เพราะเราได้สร้างเหตุปัจจัยอยู่


ถ้าเราทำอย่างนี้ปฏิบัติอย่างนี้แหละ จิตใจของเรามันจะมีความสุขมีความสงบ ได้ทั้งสติ สมาธิ ปัญญา ได้ทั้งคุณธรรม


พระพุทธเจ้าท่านมีเมตตาสอนเราอย่างนี้นะ สอนให้ทุกคนมีความสุข สอนให้ทุกคน ดับทุกข์ได้ในท่ามกลางวิกฤตการณ์ต่าง ๆ การทำอย่างนี้เขาเรียกว่าการรักษาศีล เจริญสมาธิ เจริญปัญญา ในการดำเนินชีวิตประจำวันของเรา


เราเป็นพระเรามีงานของพระ มีงานการปฏิบัติของความเป็นพระ เราเป็นโยมเรามีงานการปฏิบัติของความเป็นโยม

 

 


พระพุทธเจ้าท่านให้เราทุก ๆ คนรู้จักหน้าที่ของตนเอง เราปฏิบัติหน้าที่ของตนเองให้มันดี พระพุทธเจ้าท่านไม่ให้เราทิ้งธรรมะออกจากชีวิตของเรา ถ้าเราทิ้งธรรมะชีวิตของเรา ต้องมีปัญหาแน่ เพราะว่ากระบวนการของผู้ที่จะเข้าถึงความประเสริฐในตัวเรา ได้แก่ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ นิพพานสมบัติ มันเป็นธรรมะที่ต่อเนื่องกัน

 


เราจะเข้าถึงความเป็นมนุษย์สมบัติได้อย่างไร...?


“มนุษย์แปลว่าเป็นผู้มีจิตใจสูง

เป็นมนุษย์เป็นได้เพราะใจสูง เหมือนหนึ่งยูงมีดีที่แววขน

ถ้าใจต่ำเป็นได้แต่เพียงคน ย่อมเสียทีที่ตนได้เกิดมา

ใจสะอาดใจสว่างใจสงบ ใครมีครบควรเรียกมนุสสา

เพราะทำถูกพูดถูกทุกเวลา เปรมปรีดาทุกคืนวันสุขสันต์จริง

ใจสกปรกมืดมัวและร้อนเร่า ใครมีเข้าควรเรียกว่าผีสิง

เพราะทำผิดพูดผิดจิตประวิง แต่ในสิ่งนำตัวกลั้วอบาย

คิดดูเถิดถ้าใครไม่อยากตก จงรีบยกใจตนรีบขวนขวาย

ให้ใจสูงเสียได้ก่อนตัวตาย ก็สมหมายที่เกิดมาอย่าเชือนเอย."

(พุทธทาสภิกขุ)


มนุษย์นี้ต้องเป็นผู้ที่มีศีล ๕ เสียสละ ละความเห็นแก่ตัว


คนที่รักษาศีล ๕ ไม่ได้ เนื่องมาจากอะไร...?


เนื่องมาจากความเห็นแก่ตัว มีความขี้เกียจขี้คร้าน ไม่เสียสละ ติดอบายมุข มันเป็นกระบวนการมาเลย มันเป็นกระบวนการแห่งความเสื่อม


กระบวนการที่ดี ๆ ก็ได้แก่ การเสียสละ ไม่ขี้เกียจขี้คร้าน มีความสุขในการทำงาน มีความสุขในการรักษาศีล


เมื่อเราทำถูกต้องมันก็ไปตามเสต็ป ไปตามกระบวนการ เราก็มีความสุขความสบาย


ปัจจัย ๔ ลาภ ยศ สรรเสริญ มันก็ไปตามกระบวนการ ถ้าเรามัวอยากมัวต้องการ แต่เราขาดการปฏิบัติมันก็เป็นไปไม่ได้ จะคิดจนปวดหัวคิดจนเป็นโรคจิต มันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะตัวเราเองทำร้ายตัวเราเอง การปฏิบัติของเรามันไม่ชัดเจน


ทุกท่านทุกคนจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเป็นคนเสียสละ สร้างเหตุสร้างปัจจัยให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาท ด้วยจิตใจที่มีความสุข


ความฉลาดของคนมันอาจจะพอ ๆ กันหรือว่าใกล้เคียงกัน แต่การปฏิบัติที่ติดต่อกันสม่ำเสมอเหมือนนาฬิกาที่มันเดิน มันทำให้คนเจริญก้าวหน้าไม่เหมือนกัน

Large_2301201109

 


ทุกคนมีลมหายใจเหมือนกันมียี่ห้อเดียวกัน คือความเป็นมนุษย์ แต่ใครไปไกลได้มากกว่ากัน มันขึ้นอยู่ที่ปฏิปทาของตนต่อเนื่องอย่างไม่ขาดสาย


กระต่ายเป็นสัตว์ที่วิ่งเร็วมากกว่าเต่า แต่กระต่ายตั้งอยู่ในความประมาท แข่งขับกับเต่า ก็เลยแพ้เต่า กระต่ายก็เอาแต่พักผ่อนเอาแต่นอน แต่เต่าเขาเดินช้าแต่เดินไม่หยุด ผลที่สุด มันก็แพ้เต่าจนได้


การปฏิบัติความดีของเรา ทุก ๆ คนต้องปฏิบัติต่อเนื่องอย่าได้พากันตั้งอยู่ บนความประมาท มันเป็นบาปเป็นอกุศล เหตุปัจจัยต้องทำอย่างต่อเนื่อง


อย่างเราเป็นนักเรียนนักศึกษา เมื่อเราจะไปขยันเมื่อใกล้จะสอบมันไม่ถูกต้อง เราเอาเวลาที่มีอยู่จำกัดไปใช้นอกระบบ มันก็มีแต่จะเสื่อมกับเสื่อม มันมีแต่จนกับจน อย่างเทอม ๆ หนึ่ง มันมีกี่วันเขาคำนวณให้คน ๆ หนึ่งต้องเรียนต้องท่องหนังสือกี่วัน แต่ด้วยความไม่เข้าใจ เราเอาเวลาไปใช้นอกระบบ

 

 


เอาไปใช้นอกระบบอย่างไร ลองคิดตามดูนะ...?


เอาเวลานั้นไปฟังเพลง ไปเล่นอินเตอร์เนท ไปเล่นเกมส์ ไปดูคอนเสิร์ต ไปเที่ยวกับเพื่อน ไปห้างสรรพสินค้า ที่นี่เราจะมองเห็นว่า เราได้เอาเวลาไปใช้นอกระบบมาก ความรู้ความสามารถมันก็ไม่ได้ ไม่มี ไม่เป็น ชีวิตของเรามันก็มืดมัว มันก็สลัว เพราะเราเอาเวลาไปใช้นอกระบบ

 

 Large_vv155


กรรมคือการกระทำของเรา มันจะตัดสินตอนที่เขาออกข้อสอบ เราเข้าห้องสอบ อากาศเย็น ๆ ก็ร้อนไปหมด ใจรุกรี้รุกรน รุ่มร้อน เหงื่ออก กำปากเปียกเมื่อไรก็ไม่รู้ ทีนี้เราก็ปลง “อนิจจัง” กับตัวเองว่า “ได้ก็เอาไม่ได้ก็ต้องเอา เพราะว่าสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม...”


กรรมคือการกระทำของเราเองนะ ไม่ใช่มีใครมาทำให้เรา


พระพุทธเจ้าท่านถึงให้เราตั้งมั่นในความดี สร้างเหตุปัจจัยให้ถึงความพร้อมด้วยความ ไม่ประมาท เขาเรียกว่ามีพระพุทธเจ้าอยู่ในจิตในใจ อยู่ในชีวิตประจำวัน จิตใจของเราก็เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน คราวนี้เราจะเข้าถึงสวรรค์ถึงความสุขตั้งแต่ยังไม่ตาย เข้าถึงพระนิพพาน ตั้งแต่ยังไม่ตาย


ถ้าเราเป็นคนหัวไม่ดี ถ้าเราปฏิบัติสม่ำเสมอต่อเนื่องมันจะดียิ่งกว่าคนที่หัวดี แต่เขาประมาทอยู่นะ

 

Large_resize_of_dsc07694


ในโลกนี้เขาต้องการคนดี ต้องการคนเสียสละ...


ถ้าเราเป็นคนดีเป็นคนเสียสละ ผู้หลักผู้ใหญ่ก็รักเรา ชื่นชมเรา เพื่อน ๆ ก็รักเรา พวกน้อง ๆ ลูกน้องพ้องบริวารเขาทั้งเคารพทั้งนับถือบูชา ตัวเราเองก็รู้สึกเคารพตัวเอง เคารพกราบไหว้ตัวเองได้ด้วยความสนิทใจ

 


พระพุทธเจ้าท่านให้ทุก ๆ คน ให้เราพากันเข้าใจธรรมะให้ถูกต้องจะได้พากันประพฤติปฏิบัติ


อย่างเราเป็นญาติโยม เราต้องปฏิบัติธรรมที่บ้านเรา บ้านคือที่พักทางกาย กายมีบ้าน เป็นที่อยู่เป็นที่พักของเขา เราอยู่ที่บ้านมีพ่อแม่บุตรภรรยาสามี พระพุทธเจ้าท่านให้เราพากันปฏิบัติที่บ้านของเรานั่นแหละ สมณะที่ ๑ สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ สมณะที่ ๔ มันอยู่ในอริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อเราจะเอามาประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันของเรา


ให้เรามาเริ่มที่ใจ...


ใจของเรามันต้องรู้จักทุกข์ ทุกคนล้วนมีทั้งทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจ ทุกข์จากการ ทำมาหากิน ทุกข์จากญาติพี่น้องวงศ์ตระกูล


เราจะไม่มีความทุกข์ได้อย่างไร...? เราต้องเสียสละ เพราะความเห็นแก่ตัว ความขี้เกียจ ขี้คร้านมันทำให้เราทุกข์ อีกหลายปีข้างหน้าเป็นทุกข์แน่ ถ้าเราไม่ขยันไม่เสียสละ อีกหลายปีข้างหน้าเราทุกแน่นอน...


ทุกท่านทุกคนต้องมีความสุขในการทำงาน เหมือนที่กล่าวมาแล้ว คนที่ไม่มีความสุข ในการทำงานคือคนที่ขี้เกียจขี้คร้าน ไม่เสียสละ มันก็อยู่ในกระบวนการเดียวกัน เพราะการงานส่วนใหญ่มันเป็นการสร้างบาปสร้างกรรม

 

Large_resize_of_dsc028181


เรามองดูดี ๆ นะ คนส่วนใหญ่นี้ก็ต้องทำอาชีพบนหลังคนอื่น อย่างเป็นคนค้าคนขาย “เราซื้อมาก็ต้องการถูก ขายก็ต้องการแพง” อย่างนี้เรียกว่าเราทำอาชีพบนหลังคนอื่น ทำอาชีพบนหลังคนยากคนจน


พระพุทธเจ้าท่านให้เราแบ่งปันความสุขให้ทั่วถึง สงเคราะห์กัน อย่าไปกดราคาเขา อย่าไปขายแพงเกิน ทุกคนต้องเกื้อกูลกัน มันจะได้กำไรไม่มากก็ไม่เป็นไร


อย่างเราเป็นข้าราชการก็ดีหรือทำงานรัฐวิสาหกิจก็ดี พระพุทธเจ้าท่านให้เราทำงาน ให้เต็มที่เต็มกำลัง ทำงานให้ดี ถ้าเราจะเอาแต่เงินเดือน เรามีความขี้เกียจขี้คร้าน มีความ เห็นแก่ตัว องค์กรของเรามันก็ไม่เจริญ ประเทศชาติก็ยากจน เพราะเครือข่ายของเรามันเป็นเครือข่ายที่เห็นแก่ตัว “ถ้าเราตั้งใจ ประเทศชาติมันก็เจริญ เราจะได้แชร์ความสุขให้ทั่วถึงกัน”

 

Large_textile01


ก็ให้เราเป็นข้าราชการที่แท้จริง ไม่ใช่ผู้ที่เอาเปรียบสังคม ทำไปเพียงขอไปที มันไม่ใช่ข้าราช ไม่ใช่ผู้จัดการ มันเป็นผู้ที่มาเอาเปรียบคนอื่น ถือว่ามันเป็นบาป

 

 


พระพุทธเจ้าสอนเรา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสอนเราว่า เราทุกท่านทุกคนต้องเป็นผู้เสียสละอย่างแท้จริง อย่าได้ไปเอาเปรียบคนอื่น อย่าไปทำอาชีพบนหลังคนอื่น ถ้าเราทำดี ทำถูกต้อง เราจะได้บุญได้กุศลเยอะ และได้ทั้งเงินเดือน ได้ทั้งบำเหน็จบำนาญ


เราจึงควรทำหน้าที่ของเราให้ถูกต้อง ให้มันสมบูรณ์ อย่าให้มีความขี้เกียจขี้คร้านเข้ามาแอบแฝง เพราะประชาชนส่วนใหญ่เขายากจน อย่างน้อยก็ ๙๕ เปอร์เซ็นต์ของคนทั้งประเทศ


ของมันมีนิดเดียวเราก็อย่าพากันไปรุมแย่งกันกินหมด เราต้องแบ่งสันปันส่วนให้ได้ทั่วถึงกัน

 

Large_resize_of_dsc09153


อย่างอาชีพนักการเมือง นักปกครองท้องถิ่น เป็นอาชีพที่เป็นบุญมาก เป็นกุศลมาก ถ้าเราเข้ามาเพื่อแบ่งปัน มาช่วยเหลือทุกคนให้มีความสุข ดับทุกข์ทั้งทางกายดับทุกข์ทั้งทางใจ ถ้าเราเข้ามาทำงานเพื่อหวังช่วยเหลือ มาแก้ไขจากดำให้เป็นขาวจากขาวให้มันเป็นยิ่งกว่าขาวอีก


แต่ทุกวันนี้ มนุษย์สายพันธุ์นี้มันหายาก สายพันธุ์ที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน สายพันธุ์ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท่านสอน หายากหาลำบาก นอกจากเราจะพากันพัฒนาขึ้นมาใหม่

 

 


ที่ผ่าน ๆ มาถือว่ามันยังใช้ไม่ได้ หานักการเมืองได้น้อยที่สุด ส่วนใหญ่มีแต่ “นักกินเมือง” กินเรียบหมด อะไรก็ไม่เหลือ จนอยู่แล้วยิ่งมาเพิ่มความจนให้อีก ทุกข์อยู่แล้วยิ่งมาเพิ่ม ความทุกข์ให้อีก


มนุษย์เรานี้จึงจำเป็นต้องมาพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมาใหม่ให้ดีขึ้น สายพันธุ์ขี้เกียจขี้คร้าน สายพันธุ์เอาความสุขบนความทุกข์ของคนอื่น สายพันธุ์เอารัดเอาเปรียบคนอื่นมันไม่ดี มันไม่เหมาะ มันพากันสร้างเหตุสร้างปัจจัยแห่งความทุกข์


เราเป็นพระเราเป็นโยมก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก แก้ไขคนอื่นไม่ได้เราก็มาแก้ไขตนเอง มามีความสุขในการทำงาน มีความสุขในความเสียสละ

Large_resize_of_dsc09316

 


ความทุกข์มันมีเพราะเรามีความอยากมีความต้องการ เรามีความอยากมันก็ทุกข์ อย่างนี้แหละ ท่านจึงให้เราไม่ต้องอยาก ให้เรามาสร้างเหตุสร้างปัจจัยแห่งความดับทุกข์

 

 


เราอย่าคิดไปไกลให้กลับมาหาตัวเอง เราจะได้ฉลาด


คนเราปัญหาต่าง ๆ มันเกี่ยวข้องกับสิ่งภายนอกก็จริง แต่แท้ที่จริงมันเกิดจากใจของเรามันมีปัญหา ถ้าใจของเราไม่มีปัญหา เรามองอะไรก็ดีไปหมดแหละ เพราะว่าเราไม่มีตัวมีตน ที่เรามีความเครียด เรามีความหนักอกหนักใจ เพราะเรามีตัวมีตนมาก ที่เรารักษาศีล ๕ ไม่ได้ รักษาศีล ๘ ไม่ได้ เพราะเรามีตัวมีตนเยอะ ให้เรากลับมาอย่างนี้นะ ที่มันยังมีสะดุดในหัวใจอยู่ แสดงว่าเรามีตัวมีตนอยู่นะ


อย่างวัดของเรานี้ สถานที่อย่างนี้มันก็สงบ มันก็วิเวกพอได้ การปฏิบัติก็พอไปได้ แต่ถ้าเราไปคิดว่ามันวุ่นวาย งานมากมันไม่สงบ แท้จริงแล้วเพราะจิตใจเราต่างหากที่ไม่สงบ ไม่วิเวก


เราอย่าไปโทษสิ่งภายนอก มันเป็นสิ่งที่ไม่ยุติธรรม เพราะสิ่งภายนอกมันก็ดีของเขา อยู่แล้ว ถ้าเราคิดเป็น เห็นเป็น ฟังเป็น มันก็เป็นสิ่งที่ดี เป็นสิ่งที่มีประโยชน์


วันหนึ่ง ๆ ถ้าเราคิดเป็นภาวนาเป็นมันก็ดีมาก เราก็ได้ปฏิบัติศีล ปฏิบัติสมาธิ ปฏิบัติปัญญาเกิดขึ้นสนั่นหวั่นไหวไหมด


พระพุทธเจ้าท่านให้ทั้งพระทั้งญาติโยมที่อยู่ที่วัดและอยู่ที่บ้านเข้าใจการประพฤติปฏิบัติ เราจะให้คนนั้นเป็นอย่างนี้คนนี้เป็นอย่างนั้น มันก็เป็นของยากของลำบาก เดี๋ยวใจของเรา มันจะเป็นโรคประสาทเป็นโรคจิตไป


เราต้องเข้าใจ เราต้องกลับมาเมตตาตนเองให้มาก ๆ นำตัวเองมาประพฤติปฏิบัติธรรม และมีเมตตาต่อคนอื่นไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ ถ้าเรามีเมตตาน้อย ชีวิตของเรามันจะมีปัญหาแน่ คนมีเมตตาน้อย เป็นคนที่ชอบเผาตัวเองและเผาทั้งคนอื่น นั่นแหละคือนรกหลุมน้อยหลุมใหญ่ในชีวิตประจำวันของเรา

 

Large_textile03


ความเมตตาเปรียบเสมือนน้ำที่ใช้ดับไฟนรก นรกเปรียบด้วยไฟที่มันร้อน เราต้องดับด้วย “เมตตา...”


ถ้าใจของเรามีเมตตา เรามองดูอะไรมันก็ดีไปหมด ถ้าเราไม่มีเมตตา มันเป็นความเครียด มันเป็นคนแบกโลก เห็นอะไรก็ไม่พอใจหมด เห็นต้นไม้ก็อยากจะเตะ เห็นหมาก็อยากจะเตะ คนที่จิตใจมีปัญหาเห็นอะไรก็มีปัญหา ทุกคนให้เข้าใจนะ ให้เรามาแก้ที่ตัวของเรา มาแก้ที่จิตที่ใจของเรา


เราเป็นญาติเป็นโยมให้พากันปฏิบัติที่บ้านที่ทำงานของเรา เอาบ้านของเรานี้แหละ เอาที่ทำงานของเรานี้แหละเป็นที่ปฏิบัติธรรม ถ้าเราไม่เข้าใจอย่างนี้ เราก็จะพากันทิ้งศีล ทิ้งธรรมกันหมด


ศีลธรรมเราต้องทำเองปฏิบัติเอง...


ดูครั้งพุทธกาล พระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามี พระอริยเจ้าที่อยู่ในครอบครัว ในบ้านในเรือนมีเป็นหมื่นเป็นแสน


ความเป็นพระที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ปลงผมห่มผ้าเหลือง พระที่แท้จริงคือผู้เห็นภัย ในวัฏฏะสงสาร เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ปฏิบัติออกจากทุกข์ ปฏิบัติน่าเคารพกราบไหว้

 


เราอย่าพากันประเมินตัวเองให้ตกต่ำ อย่าไปบล็อกตัวเองไว้ ทำให้ตัวเองไม่ได้พัฒนา ทำให้ตัวเองไม่เจริญก้าวหน้า อย่างนั้นไม่ได้


ให้เราปฏิบัติตนเองที่บ้านของเรา ปฏิบัติที่ทำงานของเรา อย่างครั้งพุทธกาล นางวิสาขา ก็ดี อนาถะบิณฑิกะเศรษฐีก็ดี ท่านก็อยู่ในบ้านในเรือน มีศีล ๕ ปกติ วันพระวันอุโบสถ ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำ จึงเข้าวัดรับศีล ๘ ฟังธรรมกัน


เราอย่าไปว่าเราอยู่ที่บ้านเราปฏิบัติไม่ได้ เพราะในโลกนี้แหละ ถ้าเราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ คนอื่นเขารับได้หมด ในอดีตเวลามีงานมงคล เขาก็ต้องเชิญไม่นางวิสาขาก็ท่านอนาถะบิณฑิกะเศรษฐีไปเพื่อให้เกิดความเป็นมงคล เพราะเขานับถือเขาเคารพบูชาคนดี...

 


ให้เราทุกคนเข้าใจ ถ้าอย่างนั้นมันจะเกิดความเสียหายในชีวิตประจำวันของเรา
ให้เรามีความสุขในการปฏิบัติธรรมอยู่ที่บ้านที่ทำงานของเรา เพราะเวลาของเรามีค่ามากสำคัญมาก เราต้องปฏิบัติได้ทั้งที่บ้านและที่ทำงาน


คำว่าวัดคือ “วัตระ” เป็นข้อปฏิบัติที่เป็นข้อปฏิบัติของผู้ปฏิบัติไม่ใช่อย่างอื่น ถ้าเรามีข้อปฏิบัติ สถานที่นั่นแหละคือที่ปฏิบัติธรรม


เราอยู่ที่บ้านเรามีข้อปฏิบัติ ที่นั้นก็คือที่ปฏิบัติธรรม เป็นสถานที่ที่ประเสริฐได้
สิ่งที่แล้วก็ให้แล้วไป สิ่งที่ผิดพลาดให้เป็นบทเรียน มันยังไม่สาย บทเรียนต่าง ๆ มันมีราคา กว่าเราจะเข้าใจมันก็ทำเอาเราคางเหลืองหมด


ถือว่าเราเป็นคนโชคดี เป็นผู้ประเสริฐที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์


ทำไมเขาทำบุญวันเกิดกัน ก็เพราะว่าการเกิดมานี้เรามีโอกาสสร้างความดี สร้างสิ่งที่ประเสริฐให้กับชีวิตได้ คือสวรรค์ มรรคผล พระนิพพาน เกิดมาเพื่อเป็น “ผู้ชนะ...”

 


พระธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ที่องค์พ่อแม่ครูอาจารย์เมตตาให้นำมาบรรยาย
ค่ำวันอังคารที่ ๑๕ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๕๕