ณ ห้อง ๑๒๗ อิงนารีสอร์ท จังหวัดชัยภูมิ
วันพุธ ที่ ๑๖ เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
กราบสวัสดีค่ะครู
วันนี้ได้ยินเสียงเรียกเข้าที่เป็นเบอร์ของครู รู้สึกดีใจมากแบบแทบกระโดดคว้าโทรศัพท์ คำถามของครูประดุจเสียงทิพย์ที่ถามหนูว่า
"อยากช่วยงานเราไหม"
ใจหนู say yes (ตอบตกลง) ตั้งแต่ครูยังเอ่ยไม่จบประโยค
แต่พอทราบวันรายละเอียดเกิดการประมวลผลว่าทำอย่างไรดี เพราะเช้านี้มีนัดประชุมคุยงาน ทำบุญที่ทำงาน ที่หลวงปู่ (วัดที่พี่ชายบวช) เมตตารับนิมนต์มาฉันฑ์เช้าที่ทำงาน หนูเป็นผู้รับผิดชอบอำนวยความสะดวก ส่วนพรุ่งนี้ก็มีนัดลงพื้นที่ ใจชะงักไปนิดหนึ่งแล้วก็แว๊บว่า
"ไม่มีสิ่งใดล้ำค่ากว่าโอกาสที่จะได้รับใช้ครูบาอาจารย์"
หนูจึงตกลงใจเลื่อนแล้วก็ได้ดั่งใจหมายค่ะครู หนูอยากไปหาครูนานแล้วแต่ความกล้าไม่มากพอการได้รับโอกาสอีกครั้งจากครูจึงไม่รั้งรอกับตนเองไปถึงที่ทำงานมีตัวอย่างยาเสพติดค้างมือที่ต้องดำเนินการ งานนี้หนูตั้งใจกับตนเองว่า
"จะทำให้ดีที่สุดถูกต้องเรียบร้อยที่สุด"
พอถึงที่ทำงานพอมีเวลาจึงไปนั่งทำแต่ดูเหมือนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ทำผิดๆถูกๆดีที่ลบแก้ไขได้ จึงวางมือแล้วไปดำเนินการประชุมก่อน มีการเปลี่ยนแปลงห้องเล็กน้อย ณ จุดนี้หนูใจแป้วไปเหมือนกันค่ะ เพราะมีเสียงบ่น ได้แต่บอกตนเองว่า "อดทน"
หนูลุกขึ้นชี้แจงกำหนดการ หลวงปู่มาถึงที่ทำงานวันที่ ๒๕ พ.ค. ๕๕ ประมาณเจ็ดโมงเช้า ท่านเมตตาบิณฑบาตร เสร็จแล้วโยมไหว้พระรับศีล พระท่านเจริญพระพุทธมนต์ แล้วก็ถวายจังหันเช้า แล้วก็ฟังธรรม นิมนต์ หลวงปู่เจิมป้ายที่ทำงาน เป็นอันเสร็จพิธี หรือแล้วแต่หลวงปู่จะเมตตาชี้แจงแบ่งหน้าที่ก็สบายๆ แต่มาสะดุดตรงค่าใช้จ่ายค่ะครู ไม่สามารถเบิกได้ตามระบบ ตอนที่ทำก็คิดเอาเองว่า ไม่เบิกสวัสดิการก็ใช้เจตนาร่วมทำบุญจากคนในที่ทำงาน
แอบใจแป้วไปหลายทีเพราะหลายอย่างไม่เป็นไปตามคาดโชคดีที่มีพี่ๆมาช่วยผลักดันและเสนอตัวบริจาคไม่ใช่ที่ทำงานไม่เคยจัดงานทำบุญนะคะครูแต่ครั้งนี้ทีมใหม่ ปกติเป็นพี่ๆดูแลแต่วันนี้ท่านไม่สะดวกมาร่วมเลยขลุกขลักๆ แต่ก็ได้เรียนรู้กับตนเองว่่า
"แรงใจข้างในหนูแผ่วมากๆ ไม่มีกำลังจะพยุงตัวได้"
โชคดีที่พี่ๆลุกขึ้นมาอาสาร่วมด้วยเหมือนได้โจทย์จากหลวงปู่ด้วยความเมตตาของท่านสารภาพว่า เลื่อนมาหลายครั้งแล้วค่ะ แต่ก็พยายามทำให้ได้และทำให้ดีที่สุดค่ะครูเสร็จจากประชุมน่าชื่นใจมากๆ พี่ประนอมที่ดูแลเรื่องรับเงินบริจาค
"ท่านลุกขึ้นมาทำทันที"
น่าชื่นใจมาที่ได้พลังใจจากการไม่รีรอของท่านความเป็นตัวตนที่ไม่ชอบยุ่งกับคนอื่น โดนเขย่าอย่างแรงกับภารกิจเป็นตัวตั้งตัวตีในการนิมนต์หลวงปู่ครั้งนี้ค่ะ ทำทั้งๆที่ข้างในอยากจะวิ่งหนี แต่ก็ทำค่ะครูย้ำกับตนเองว่า "ฝึกฝน"
ปกติหนูไม่ยุ่งปล่อยให้พี่ๆเขาทำไปแต่ปีนี้ได้รับโอกาส ก็ได้เข้าใจคนทำงานว่าต้องเจออะไรกันบ้างบ่ายๆลุยงานยาเสพติด ได้คำตอบกับตนเอง แม้จะไม่แจ่มชัดถึงการปิดงานได้ระหว่างรอผลครูโทรมาเมตตาให้โอกาสดูแลเรื่อง "เสื้อนักเรียนของน้อง"
ดีใจมากที่ได้รับโอกาสค่ะ สอบถามจากพี่ๆพอมีช่วงว่างจึงเดินไปจัดหาให้เรียบร้อย
พอเลิกงานกลับบ้านถือว่าเร็วกว่าปกติในรอบสองสามเดือนเลยค่ะ มาถึงบ้านรู้สึกบ้านหนูรกมาก เมื่อวานซักผ้าแล้วน้ำทะลักท่วมครัว จึงพยายามเก็บๆแล้วก็อาบน้ำ ด้วยอารามไม่ทันได้เตรียมตัวแต่เช้ากราบขอขมาครูเจ้าค่ะครูมาถึงแล้วแต่หนูยังล้างจานไม่เสร็จแสดงถึงความไม่พร้อมของหนูเอง อายไหม อายมากค่ะครู
ได้เจอครูคือความดีใจปนความกลัว
ความดีใจเป็นตัวแทนของความสุขความเบิกบานที่จะได้รับ
ความกลัวเป็นตัวแทนของความคิดชั่วๆมิติในด้านลบของจิตใจ
ถามว่ารักครูไหมอย่างไม่ต้องสงสัย แต่พอเผลอตัวชั่วก็ยังโผล่อยู่ใกล้ครูเหมือนต้องสู้กับตนเองค่ะ ระหว่างทางดีใจที่ได้ฟังธรรมหนูพอจะจดจำอะไรได้บ้างนะครูบอกว่า
"ให้ฝืน สู้กับกิเลส"
"เสียดายเวลาแทนติ๋ว แทนที่จะทำประโยชน์ได้มาก กลับเป็นได้แค่เพื่อนโบโซ่ ฮา"
ขำแต่ยอมรับค่ะ แล้วก็บอกตนเองเอาใหม่ ไม่ปิดกั้นตนเอง สู้ๆระหว่างทางที่ขับรถให้ครูมีทั้งปีติบ้าง เผลอฟุ้งซ่านบ้าง ตั้งใจขับรถบ้าง ใจไปฟังครูคุยบ้าง วิ่งวนอยู่ต้องสารภาพว่า พยายามตั้งสติกับตนเองค่ะ เหมือนต้องตั้งใหม่เตือนสติตัวเองเรื่อยๆเพราะเผลอแล้วมันจะเกร็งแล้วยิ่งช่วงฝนตกหนัก ตั้งใจท่องพุทโธกับจังหวะที่ปัดน้ำฝนพอครูหันมาเอ่ยว่า
"ที่ปัดน้ำฝนนี้มันไฮเปอร์นะ"
หนูรู้สึกขำขึ้นมามากค่ะปรับจังหวะที่ปัดน้ำฝนแล้วก็ตั้งสติใหม่แต่ก็ขำๆกับความโก๊ะของตนเองที่ใส่รองเท้าผิดข้างลงรถ แล้วค่อยมาเปลี่ยนใหม่ ยิ่งถูกครูแซวยิ่งรู้สึกเบิกบานค่ะ
"มันกลัวเราจนใส่รองเท้าผิด แล้วมันก็เดินไปตั้งหลายก้าวนะกว่าจะกลับมาเปลี่ยนฮ่าๆๆๆ"
ขำได้อีกค่ะ หนูเป็นเอามากอยู่ เผลอสตินิดเดียวศีลข้อห้าด่างปุ๊บได้เรื่องปั๊บ อยู่กับครูการได้เอ่ยพูดแม้ประโยคก็จะได้ยินเสียงใจตนเองชัดว่า พูดปกติหรือจีบปากจีบคอพูดแล้วมันก็ชงักกับตนเองภารกิจที่ครูทำระหว่างในรถรวมถึงเรื่องราวต่างๆที่ครูเมตตาให้ร่วมเรียนรู้ เป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาเรื่องที่หนูยอมรับว่า
"หนักหนาสาหัส แต่ครูนั้นเผชิญเรื่องราวอย่างนิ่งเย็น และงดงาม"
เป็นต้นแบบที่สุดยอดกว่าหนังฮีโร่เรื่องไหนๆที่เคยดูมาเลยค่ะประโยคที่ทำให้น้ำตาร่วงคือ
"หลังจากปี ๒๕๕๕ ศาสนาจะค่อยๆเสื่อมจนล่มสลายจนถึงปี ๕๐๐๐ หลังจากนั้นผู้ที่จะได้ฟังธรรมจากพระศรีอริยเมตไตยคือพระโสดาบัน ส่วนคนอื่นก็ไม่รู้จะไปไหน".
(หนูจับใจความได้ประมาณนี้ผิดถูกเช่นใดได้โปรดอภัยเจ้าค่ะ)
อย่างน้อยก็ฝึกให้ถึงโสดาบันหนูน้ำตาร่วง ยอมรับกับตนเองว่า ประมาทอยู่มาก หลงโลกเหมือนครูรู้ก็ย้ำเข้ามาอีกว่่า"เราไม่ประมาทนะสู้อยู่ทุกขณะ นอกจากนั้นเราก็ยังระลึกถึงแม่ พี่ และผู้คนที่มาสัมพันกับเราพาให้เขาไม่ประมาทด้วย"
ซึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย หนูเป็นอีกดวงจิตหนึ่งที่ครูให้โอกาสอยู่สม่ำเสมอ แต่ยังรักษาโอกาสได้ไม่บริบูรณ์พร้อม ครูย้ำอีกว่า
"ให้ตรวจสอบศีล แล้วก็เอาบารมีมาดูซิว่ามีอะไรบ้าง"
สำหรับหนูศีล๕ยังพอท่องได้แต่ก็ยังปฏิบัติได้ไม่ถึงพร้อมส่วนบารมีนั้น แค่ท่องยังไม่ได้เลยค่ะ ได้ยินมาเพียงบารมี ๑๐ กับ บารมี ๓๐ ยังห่างไกลคำว่า "ถึงพร้อม" แต่ก็น้อมรับกับตนเองว่าพร่องพร่อง และจะก้าวต่อไปเจ้าค่ะกราบขอบพระคุณความเมตตาอันไม่มีประมาณจากครูบาอาจารย์เจ้าค่ะ