พระราชพิธีตรียัมปวาย - ตรีปวาย ถือว่าเป็นพระราชพิธีที่สำคัญของบ้านเมือง ที่พระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชประสงค์ให้จัดขึ้นทุก ๆ ในเดือนยี่ อันเป็นการเริ่มต้นฤดูเพาะปลูก นอกจากจะให้ศักดิ์สิทธิ์ ความรื่นเริงบันเทิงใจแก่ประชาชนแล้ว ยังเป็น กุศโลบายการสร้างขวัญกำลังใจอีกด้วย เพื่อทดสอบความแข็งแรงของบ้านเมือง ความอุดมสมบูรณ์ของข้างปลาอาหาร รวมถึงเป็นการแสดงถึงพระบารมีของพระมหากษัตริย์ที่จะแสดงให้รัฐต่างๆ รับรู้ว่ามีอำนาจมากน้อยเพียงใด เพราะการจัดงานที่กินระยะเวลารวมครึ่งเดือนต้องใช้กำลังคนกำลังทรัพย์มิใช่น้อย
การสร้างความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีกรรมนอกเหนือจากพิธีหราหมณ์แล้วในรัชสมัยของสมเด็จจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวยังเพิ่มพิธีพุทธเข้าไปด้วย อาจมองในแง่การถ่วงดุลอำนาจของสองศาสนา หรือมองว่าเป็นการสมานฉันท์ เพราะมีทั้งพราหมณ์ พระไทย พระมอญ หรือมองว่าอาจเป็นการให้ความสำคัญของนิกายธรรมยุทธ นิกายใหม่ที่พระองค์ทรงก็ตั้งก็ได้ ถึงอย่างไรในแง่ประชาชนก็มีความสุข อิ่มบุญไปกับพระราชพิธีตรียัมปวาย-ตรีปวายอย่างแน่นอน
พิธีพุทธในพิธีพราหมณ์
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงบันทึกการเปลี่ยนแปลงในพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวายไว้ว่า
“แต่ก่อนมาเป็นแต่พิธีกรรมพราหมณ์ พระราชทานเงินและสีผึ้งช่วย และมีการแห่แหนตามสมควร แต่ครั้งแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงนับว่าพิธีนี้เหมือนพิธีมะหะหร่ำของแขกเจ้าเซ็น และวิสาขบูชาในพระพุทธศาสนา เป็นพิธีใหญ่สำหรับพระนคร อยู่ข้างจะทรงเป็นพระราชธุระมาก จึงได้โปรดให้มีพิธีสงฆ์เพิ่มเติมขึ้นด้วย” (จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ, ๒๕๑๔ : ๘๑)
เป็นที่ทราบกันว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในขณะที่ทรงยังไม่ได้ครองราชย์นั้น ทรงผนวชในพุทธศาสนาเป็นเวลายาวนานถึง ๒๗ ปี ทรงได้ปฏิรูปพุทธศาสนาโดยจัดตั้งนิกายธรรมยุติขึ้น นับว่าเป็นผู้นำทางด้านศาสนาที่สำคัญบุคคลหนึ่งของประเทศ ดังนั้นเมื่อทรงได้ขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.๒๓๙๘ พระองค์ทรงได้นำหลักพุทธศาสนาเข้ามาใช้ในการปกครองประเทศ ดังที่เห็นได้ชัดที่สุดคือการเจือพิธีกรรมทางศาสนาพุทธเข้าร่วมกับพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์ ดังเช่นในพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวาย ที่ให้มีการสักการบูชาพระแก้วมรกต ในวัดพระแก้ว ให้บูชาพระศรีศากยมุนี ในวัดสุทัศน์ ให้มีการสวดมนต์ในพิธีโกนจุกเนื่องในพระราชพิธีตรียัมปวาย
สำหรับพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวายนั้น พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้า ฯ ให้เพิ่มพิธีสงฆ์ที่เพิ่มเติมเข้าไปในพระราชพิธีตรียัมปวาย และ พระราชพิธีตรีปวายด้วย พิธีพุทธแบ่งออกเป็น ๒ ช่วง คือ ช่วงกลางวันและช่วงค่ำ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ (๒๕๑๔ : ๘๑ – ๘๒) ทรงลำดับพิธีสงฆ์ที่เพิ่มเติมเข้าไปมีดังนี้
ช่วงเช้า วันขึ้น ๗ ค่ำ พระสงฆ์รับพระราชทานฉันที่พระที่นั่งสุทไธสวรรย์ ซึ่งเป็นวันทอดพระเนตรแห่กลับเสด็จออกเลี้ยงพระ เสร็จแล้วพอทันเวลาแห่กลับ พระสงฆ์ฉันพร้อมกันทั้ง ๑๕ รูป คือ พระราชาคณะ ๓ รูป พระพิธีธรรม ๑๒ รูป มีเครื่องไทยทานสบง ร่ม รองเท้า หมากพลู ธูปเทียน กระจาดข้าวเม่า ข้าวตอก เผือก มัน กล้วย อ้อย มะพร้าว น้ำตาลทราย ถวายให้ต้องกันกับการพิธี
เวลากลางคืนในวันขึ้น ๗ ค่ำ ๘ ค่ำ และ ๙ ค่ำ ทั้ง ๓ คืนจะมีการแบ่งพระสงฆ์สวดมนต์ในพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม วันละ ๕ รูป พระราชาคณะ ๑ รูป พิธีธรรม ๔ รูปทุกคืน พิธีสงฆ์ที่เพิ่มเข้าไปใหม่นี้ในครั้งแรก ๆ พระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินออกทุกคืน แต่ภายหลังมีก็ลดการเสด็จลงไป การที่เสด็จออกพระราชดำเนินนั้นคงจะเปลี่ยนจากเทวสถานโบสถ์พราหมณ์ที่พระมหากษัตริย์สมัยอยุธยามาเป็นพระอุโบสถ์หลวง ที่หน้าพระแก้วมรกตนั้น มีพานข้าวตอก มะพร้าว กล้วย อ้อยตั้งบูชา พระมหากษัตริย์ทรงจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย ราชบัณฑิตอ่านคำบูชา แสดงพระราชดำริในเบื้องต้นที่ทรงเห็นว่า การพระราชพิธีนี้ควรจะเนื่องด้วยพระพุทธศาสนา สรรเสริญพระพุทธคุณ ถวายข้าวเม่า ข้าวตอก ผลไม้ต่าง ๆ ซึ่งทำเหมือนกับที่พราหมณ์ยกอุลุบถวายเทพเจ้าในเทวสถาน จากนั้นพระสงฆ์ทำการเจริญพระพุทธมนต์ กระทำเช่นนี้ไปจนครบสามวัน
ส่วนในพระราชพิธีตรีปวายที่เริ่มขึ้นในวันขึ้น ๕ ค่ำ ก็มีพระสงฆ์รับพระราชทานฉัน อันประกอบด้วยพระราชาคณะไทย ๑ รามัญ ๑ พระครูปริตรไทย ๔ รามัญ ๔ ถวายเครื่องพระราชทานเหมือนอย่างพระราชพิธีตรียัมปวาย เวลาเจริญพระพุทธมนต์ที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม แต่ไม่มีคำบูชา
นอกจากนั้นในวันขึ้น ๕ ค่ำ และ ๖ ค่ำ จะมีการโกนจุกเด็กที่ก้าวเข้าสู่วัยที่ทำการศึกษาเล่าเรียนได้ จะมีการนิมนต์พระสงฆ์มาเจริญพระพุทธมนต์ สวดชะยันโตในขณะที่พราหมณ์โกนจุกเด็ก ๆ และมีการถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ (อุรคินทร์ วิริยะบูรณะ, ผู้รวบรวม, ๒๕๒๖ : ๓๕๔ – ๓๕๕)
พิธีสงฆ์ในพระราชพิธีตรียัมปวาย – ตรีปวายตั้งแต่รัชกาลที่ ๔ สืบเรื่อยมาจนถึง ปี พ.ศ.๒๔๗๗
วาทิน ศานติ์ สันติ : เรียบเรียง
จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว, พระบาทสมเด็จพระ. พระราชพิธีสิบสองเดือน. พิมพ์ครั้งที่ ๑๓. กรุงเทพฯ :แพร่พิทยา. ๒๕๑๔.
ท.กล้วยไม้ ณ อยุธยา, ศาสตราจารย์พิเศษ. ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ. เทวสถานโบสถ์พราหมณ์เสาชิงช้า. ไม่ปรากฏครั้งที่พิมพ์. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์อัมรินทร์. ไม่ปรากฏปีที่พิมพ์.
อุคินทร์ วิริยะบูรณะ, ผู้รวบรวม. ประเพณีไทย ฉบับมหาราชครูฯ. ไม่ปรากฏครั้งที่พิมพ์. กรุงเทพฯ :ประจักษ์การพิมพ์. ๒๕๒๖.