ผมคิดว่าความต้องการ "ความสำเร็จ" (หรือการได้ทำอะไรสักอย่างได้ผลลัพธ์เป็นที่น่าพอใจ) นั้นฝังอยู่ใน DNA ของมนุษย์ครับ เพราะความพอใจที่เกิดจากการ "ทำได้" นี่น่าจะจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของเผ่าพันธุ์มนุษย์อย่างมาก ดังนั้นความรู้สึกนี้จะมีอยู่ในตัวของแต่ละคนอย่างรุนแรงมากทีเดียวครับ

แต่ในการดำรงชีวิตของเราแต่ละคนนั้น การจะตอบสนองต่อสัญชาติญาณพื้นฐานนี้ให้ได้เพื่อให้กลายเป็นความสุขนั้นต้องอาศัยการเรียนรู้ไม่น้อยทีเดียว บางคนได้ไปในทิศทางที่ดีมาก อาทิเช่น ไปในทิศทางของการฝึกสมาธิเข้าสู่สภาวะ "ญาณ" (Jhana) ได้ หรือการได้อยู่กับเรือกสวนไร่นาได้เห็นและได้กินผลผลิตจากมือตัวเอง หรือการได้แก้โจทย์ยากๆ ที่มีความซับซ้อนเป็นนามธรรมสูงๆ ได้เป็นต้น

ความสำเร็จของแต่ละคนอยู่ที่แต่ละคนจะตีความเอาเอง การตอบสนองต่อความสำเร็จของบางคนนำมาซึ่งความสุข แต่หลายต่อหลายคนกลับนำมาซึ่งความทุกข์ ผมเองไม่รู้ว่า "ความสำเร็จ" ที่ผมตีความนั้นจะนำมาซึ่งความสุขหรือความทุกข์ให้ผม แต่ก็ดีที่ผมพยายามพิจารณาทุกวันว่าสิ่งที่ทำอยู่นั้นใช่หรือไม่ใช่ อะไรที่คิดว่าใช่ก็ทำต่อไป ส่วนสิ่งที่ดูเหมือนว่าไม่ใช่ก็เลิกเสียครับ

ความสำเร็จที่ผมคิดว่า "ใช่" สำหรับผมที่ทำให้กลายเป็นความสุขอย่างหนึ่งคือความสำเร็จเชิงกีฬา และเป็นกีฬาในเชิง aerobic ครับ

คำว่า aerobic ตรงนี้ไม่ได้หมายถึงการเต้นแอร์โรบิคนะครับ หมายถึงกีฬาที่ใช้ความสามารถของกล้ามเนื้ออย่างช้าๆ ในระยะเวลานานๆ โดยเผาผลาญออกซิเจนกับไขมันเป็นพลังงานหลัก ได้แก่พวก วิ่งมาราธอน ปั่นจักรยานทางไกล ว่ายน้ำระยะไกล เป็นต้น กีฬาแบบ aerobic นี่จะเป็นที่รู้จักในชื่อ endurance sports มากกว่าครับ

กีฬาแบบ aerobic จะต่างกับกีฬา anaerobic ที่ใช้ความเร็วและแรงของการบิดตัวของกล้ามเนื้อโดยใช้พลังงานสะสมในกล้ามเนื้อเป็นหลัก ได้แก่พวกกีฬาในลู่ที่อาศัยความเร็วในระยะทางสั้นๆ และกีฬาในลานต่างๆ ครับ

ตอนเด็กๆ ผมได้ชื่อว่าเล่นกีฬาไม่เก่ง เพราะกีฬาที่เป็นที่นิยมตอนนั้นส่วนใหญ่เป็นกีฬาที่ใช้ความสามารถแบบ anaerobic มากกว่า aerobic แถมยังต้องใช้สมองทำงานอย่างรวดเร็วในขณะเล่นอีกต่างหาก กีฬาพวกเกมส์ในสนามต่างๆ อาทิเช่น ฟุตบอล ตะกร้อ วอลเลย์บอล ฯลฯ ทั้งหลายนี่ไม่เข้ากับผมเลย ผมเป็นคนสมองช้าทำงานละเอียด ค่อยๆ คิดไปเรื่อยๆ นี่ผมทำได้ แต่จะให้ผมคิดอย่างรวดเร็วในขณะที่กำลังออกแรงอย่างรวดเร็วไปด้วยนี่ผมทำไม่ได้ครับ

สมัยผมเด็กๆ นั้นกีฬาแบบ aerobic นั้นไม่เป็นที่รู้จัก ไม่มีใครวิ่งเป็นสิบๆ กิโลเมตรหรือปั่นจักรยานเป็นร้อยๆ กิโลเมตรกัน สมัยนั้นมีอยู่อย่างเดียวที่เป็นกีฬาที่ใช้ความสามารถเชิง aerobic ผสมอยู่มากที่เป็นที่นิยมแต่ผมไม่เล่นแน่นอนคือการชกมวยเท่านั้นเอง

ทุกวันนี้ผมใช้ความสำเร็จในเชิงกีฬา aerobic ของผมเป็นเครื่องตอบสนองต่อสัญชาติญาณที่ต้องการความสำเร็จ และได้ผลอย่างดียิ่งครับ ความสำเร็จเหล่านั้นกลายเป็นความสุขรายวันที่คิดถึงเมื่อไหร่ก็เป็นความสุขเมื่อนั้นครับ

อย่างเมื่อวานนี้ฝนไม่ตก ผมรีบคว้าจักรยานปั่นออกจากบ้านเมื่อแดดเริ่มเบาลง

ผมปั่นไปทางถนนปุณกัณฑ์แล้วเลี้ยวออกทางสามแยกเลยวัดทุ่งงายเพื่อไปทะลุออกทางทุ่งใหญ่ ถนนเส้นนี้จะมีเนินสูงอยู่หนึ่ง โดยเป็นเนินที่โค้งเล็กน้อย ปั่นขึ้นเนินนี้เป็นการอุ่นเครื่องความสุขหนึ่งระดับครับ

พอเข้าทางหลวงชนบท 3005 ได้ ตรงนี้ผมจะพักซื้อน้ำกินหนึ่งขวด หลังจากนั้นผมก็ปั่นตรงไปยังสี่แยกน้ำน้อย ถนนตรงนี้จะไม่มีเนินมากนัก แต่มีโค้งเล็กน้อยพอประมาณ สวยงามมาก ตรงสุดถนนเส้นนี้ก่อนเข้าถนนกาญจนวานิชจะมีบึงใหญ่สวยอยู่บึงหนึ่ง จะพักดื่มน้ำตรงนี้ก็ดีทีเดียว

หลังจากถึงแยกน้ำน้อยผมก็เลี้ยวซ้ายปั่นเข้าถนนกาญจนวานิชจนถึงสวนสาธารณะ

สวนสาธารณะของ อ.หาดใหญ่ ตอนนี้ดีมาก มีการปรับปรุงพื้นที่ด้านหลังให้สวยงามโดยมีทางขึ้นเขาไปถึงศาลเจ้าแม่กวนอิมและพระพุทธรูปใหญ่ที่มีกระเช้าไฟฟ้าเชื่อมระหว่างสองจุดนี้

ผมปั่นตามทางขึ้นเขาหลังสวนสาธารณะจนไปถึงพระพุทธรูปแล้วแวะพักดื่มน้ำ หลังจากนั้นจึงปั่นกลับบ้านโดยออกมาทางถนนกาณจนวานิชผ่านหน้า ม.สงขลานครินทร์ จนถึงบ้าน

ผมใช้เวลาไปชั่วโมงครึ่งแต่ได้ระยะทางเพียง 28 กิโลเมตร เพราะในทางขึ้นเขาที่สวนสาธารณะนั้นใช้ความเร็วสูงไม่ได้ ในตอนนี้ความสำเร็จของผมยังไม่ได้ไปถึงการทำเวลาขึ้นเขา แต่ยังอยู่แค่การขึ้นเขาได้ครับ

ทางขึ้นเขานั้นเรียกว่าสูงใช้ได้ทีเดียวครับ ตอนผมปั่นขึ้นนั้น ผมมี "สังฆะ" (Sangha) ขึ้นไปพร้อมๆ กันอีกสองคันที่บังเอิญเจอกันกับผมพอดี สองคันนั้นมาด้วยกัน คันแรกหนุ่มกว่าผม เขาปั่นขึ้นไปเรื่อยๆ ด้วยเกียร์ประมาณ 2/3 นำหน้าผมไปได้สบายๆ แต่เขาปั่นไปช้าๆ เพราะเขารอคันหลังที่มาด้วยกัน

คันหลังนี้อายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับผม เขาปั่นตามหลังผมมาเรื่อยๆ ผมเลยไม่รู้ว่าเขาใช้เกียร์อะไร แต่ผมเองใช้เกียร์หน้าที่ 1 แล้วใช้เกียร์หลังเปลี่ยนไปตามลักษณะเนิน ตำราบอกว่าฝึกในลักษณะนี้จะได้ endurance สูงขึ้นมากกว่าครับ

เราทั้งสามคันไปถึงยอดเนินพร้อมๆ กัน โดยคันแรกนำไปแบบสบายๆ แล้วตามด้วยผม แล้วตามด้วยคันหลัง ซึ่งทำให้ผมรู้ว่าผมยังสู้คันแรกไม่ได้ แต่อย่างน้อยเมื่อเทียบกับคนรุ่นราวคราวเดียวกันแล้วผมก็ "พอใช้ได้" ทีเดียว ซึ่งเป็นความสำเร็จเล็กๆ ที่มีความสุขครับ

ข้อดีของ endurance sports นี่คือร่างกายจะหลั่ง endorphin เมื่อเราออกกำลังกายแบบนี้ในระยะเวลาระดับหนึ่ง ซึ่ง endorphin เป็นสารแห่งความสุขที่มีฤทธิ์ไม่แพ้มอร์ฟีนทีเดียว

endorphin เป็นสาเหตุของอาการ runner's high ซึ่งผมเป็นบ่อยๆ อาการ runner's high นี่นั่งสมาธินานๆ ก็เป็นได้ครับ เดาว่าร่างกายหลั่ง endorphin เหมือนกันครับ ยังมีอีกหลายกิจกรรมที่ร่างกายหลัง endorphin มาให้รางวัลแก่ตัวเอง ผมเชื่อว่าถ้าเราทำกิจกรรมที่ร่างกายเราให้รางวัลตัวเราเองแล้ว กิจกรรมเหล่านั้นย่อมเป็นสิ่งที่ดีครับ

บันทึกนี้ผมได้บอกเล่าความสุขของความความสำเร็จของผม แน่นอนว่าความสำเร็จที่นำมาซึ่งความสุขได้นั้น หลายต่อหลายอย่างไม่จำเป็นต้องใช้เงินในการซื้อหามากมายเลย แต่กลับใช้ความพยายามส่วนตัวอย่างเดียวในการเข้าถึงความสำเร็จนั้น

ข้อดีของความสำเร็จในเชิงกีฬาก็คือ เราไม่ทุกข์ทรมาณในการใช้ความพยายามเพื่อให้เข้าถึงความสำเร็จนั้น แต่เรากลับได้มีความสุขในขณะที่พยายาม และมีความสุขเมื่อประสบความสำเร็จ แถมยังจะมีความสุขหลังจากประสบความสำเร็จอีกด้วยครับ