หลวงพ่อใหญ่เจ้าอาวาสท่านเล่าให้ฟังว่า สมัยสักสามสิบปีถึงยี่สิบปีก่อน..ตามบ้านนอกคอกนาไม่มีไฟฟ้าใช้กันหรอก ทั้งหมู่บ้านอาจจะมีวิทยุเพียงเครื่องเดียวและไม่มีโทรทัศน์ดูกันเลย ในสมัยโน้นผู้คนโดยทั่วไปจะเข้าวัดเข้าวากันมาก

 

พวกเด็กก็เช่นกัน พวกเขาไม่มีสถานที่ใดที่จะไปเที่ยวให้สนุกสนานได้ วัดดูเหมือนจะเป็นศูนย์ทุกอย่างของหมู่บ้าน  ตกเย็นเด็กๆก็จะนัดกันมาเล่นที่ลานวัด เพราะมันเลี่ยนเตียนโล่งและกว้างขวางดี เหมาะแก่การวิ่งเล่นของเด็กๆ

 

วันโกนวันพระคือวันที่พวกเด็กๆรอคอยเป็นหนักหนา พวกเด็กๆจะตามผู้ใหญ่มาวัดเพื่อรอกินอาหารที่อร่อยและหลากหลายที่เหลือจากการเลี้ยงพระ ยิ่งหากเป็นวันสำคัญประจำปีทางศาสนาก็จะสนุกสนานกันเป็นการใหญ่เพราะจะมีการละเล่นสนุกสนานต่างๆประกอบด้วย

 

พวกหนุ่มสาวก็เหมือนกับพวกเด็กๆ พวกเขาจะถือเอาวัดเป็นที่พบปะและแอบมองกัน เพราะวันสำคัญทางศาสนาคือวันชุมนุมหนุ่มเหน้าสาวสวยทุกคนของหมู่บ้าน

 

สังคมของหมู่บ้านในสมัยโน้นช่างเรียบง่าย ไร้เครียด ผู้คนมีธรรมะตามควรและมีความโลภน้อย

แต่พอถนนและไฟฟ้าเข้ามาตาม ”แผนพัฒนาแห่งชาติ”  (กำหนดโดยนักเรียนนอก) อะไรๆดูมันเปลี่ยนแปลงไปหมด คนที่เคยพอมีพอกินกลับกลายเป็นหนี้ เพราะต้องเอานาไปจำนองเพื่อเอาเงินมาซื้อมอเตอร์ไซค์และทีวีให้เหมือนคนอื่นเขา ..ลูกเต้าต้องมียีนส์และรองเท้ายี่ห้อต่างๆใส่ให้ทัดเทียมเพื่อนที่โรงเรียนในตัวเมือง

 

..ที่สำคัญเด็กๆ เริ่มหายไปจากวัด ไม่มาวิ่งเล่นกันเหมือนก่อน เพราะพวกเขาติดดูทีวีมากกว่ามาเข้าวัด

  

หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง รายการธรรมะทางทีวีก็เลยปรากฏขึ้นมาอยู่พอสมควร หากทำให้ดีก็อาจเป็นช่องทางดึงคนเข้าหาธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ใครเล่าจะให้สปอนเซอร์รายการธรรมะทางทีวี ...ร้านขายสังฆภัณฑ์อย่างนั้นหรือ

 

...คนถางทาง