จากบันทึกเล่มก่อน มีประโยคอยู่ประโยคหนึ่งที่เคยเกริ่นไว้ก่อนหน้านั้น ชีวิตอยู่ได้เพราะความเชื่อ...ทำไม
คนเราตั้งแต่เล็กจนโต ต้องผ่านชีวิตมากมายหลายรูปแบบแล้วแต่สังคม การอบรมเลี้ยงดู และอะไรหลายๆอย่าง บางคนการงานดี บางคนก็ยังย่ำที่เดิมแม้จะผ่านไปหลายปี บางคนก็จบ ดร.เมื่ออายุยังน้อย แต่อีกหลายคนยังไม่จบ ป.6 เสียด้วยซ้ำ ทำไมล่ะ
เด็กน้อยคนหนึ่งต้องเดินทางด้วยเท้าไปโรงเรียนของเค้า ราวๆ 3 ก.ม. ทุกวัน ถนนหนทางสมัยนั้น รถไม่สามารถวิ่งได้ วิ่งได้ก็เพียงแค่จักรยาน แต่เด็กน้อยคนนี้ไม่มีจักรยานนะสิ เลยต้องเดิน ทำไมต้องเดิน ทำไมต้องเรียน ก็เพราะเด็กน้อยคนนี้เชื่อว่าเขาต้องทำได้ เชื่อว่าสักวันเขาต้องเรียนจบ เชื่อว่าสักวันเขาต้องมีการงานที่ดีทำ ความเชื่อทั้งหลายเหล่านี้แหละ ทำให้เด็กคนนี้มีความหวัง มีพลังในการเอาชนะอุปสรรคทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นอุปสรรคทางธรรมชาติ ฝนตก ฟ้าร้อง แดดร้อน หรืออุปสรรคจากคนรอบข้าง การดูถูกดูแคลนจากเพื่อนๆ ทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ เด็กน้อยคนนี้เค้าผ่านมันมาได้ เพราะอะไร ก็เพราะความเชื่อนั่นเอง
กลับมาดูตัวเรา ณ ปัจจุบัน เรามีความเชื่ออะไรอยู่บ้าง คงจะตอบกันมากมายหลายคำตอบอยู่เหมือนกัน บางคนเชื่อว่าสักวันลูกชายต้องเรียนจบและเป็นคนดีของสังคม เราต้องทำงานหาเงินเลี้ยงดูเค้า มีเวลาอบรมสั่งสอนเค้า อยู่เพื่อเค้า รอดูว่าความเชื่อของเรามันจะเป็นจริงไหม บางคนเชื่อว่าปีหน้าจะจบ ดร. เลยต้องขยันเรียน ขยันค้นคว้า เร่งทำวิจัย ถ้าทำได้ตามนี้ ปีหน้าความเชื่อที่ว่าจะจบ ดร. ก็ต้องเป็นจริง
ความเชื่อก่อให้เกิดความหวังและความหวังก่อให้เกิดพลัง เกิดแรงผลักดันชีวิตให้เดินต่อไป
ชีวิตอยู่ได้เพราะความเชื่อ...
สวัสดีค่ะคุณคำหมุน
แวะมาให้กำลังใจและขอให้ไฟแห่งความเชื่อ ความหวัง นี้โชติช่วงต่อไปนะคะ สักวันหนึ่งสิ่งที่คุณเชื่อและหวังจะกลายเป็นความจริงที่อยู่ตรงหน้าค่ะ
มุ่งมั่นต่อไปนะคะ
ขอบคุณที่แวะไปทักทายกัน ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ
ขอบคุณครับ คุณปริม ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ .................................... เชื่อในสิ่งที่ทำ ทำในสิ่งที่เชื่อ ....................................
ความเชื่อ ความศรัทธา เป็นสิ่งที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตจิตใจให้คงอยู่ต่อไปได้ บางคนล้มและผิดหวังครั้งแล้ว ครั้งเล่า แต่ตราบใดผู้นั้นยังมีศรัทธาและความหวัง ว่าสักวันสิ่งที่หวังจะสัมฤทธิ์ผล ผู้นั้นก็พร้อมจะลุกขึ้นสู้และเริ่มใหม่ได้เสมอ มุ่งมั่นต่อไปนะคะ