เยาวชนไทย ห่างไกล "เอดส์" ....จริงหรือ
เมื่อคืนก่อนได้ดูรายการ "หลุมดำ: หยุดเอดส์(1)" ซึ่งนำเสนอถึงเรื่องราวของเด็กวัยรุ่นหญิงชาย 3 คนที่หลงระเริงกับแสงสี ชอบเที่ยวเตร่ในยามค่ำคืน มีเพศสัมพันธ์กับคนที่ถูกใจ จนกระทั่งบางคนติดเชื้อเอชไอวีหลังจากที่เพิ่งมีบัตรประจำตัวประชาชนได้เพียงไม่กี่เดือน...![]()
ความคิด...ความเชื่อถูกกลั่นกรองออกมาเป็นคำพูด...ที่สะท้อนบางแง่มุมของสังคม...
- เด็กอย่างพวกเราก็รู้เรื่องเพศสัมพันธ์พอๆกับผู้ใหญ่ ทำไมผู้ใหญ่ทำได้ แต่เด็กอย่างเราทำไม่ได้
- ผมใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง แต่ถ้าคนไหนที่ผมคิดว่ายังบริสุทธิ์ผมก็จะไม่ใช้ถุงยางอนามัยกับคนนั้น
- ผมเคยเห็น...ผู้หญิงมาแล้ว ผมรู้ว่าใครยังบริสุทธิ์ ใครเคยผ่าน...มาแล้ว
- เวลาไปเที่ยว ก็จะมีเป้าหมายเหมือนกันว่า วันนี้จะได้ใครติดมือมาบ้าง ซักกี่คน
- สถานที่...บางทีก็ที่หอเพื่อน ไม่กล้าให้ไปที่หอตัวเองเพราะเดี๋ยวแฟนรู้ มันไม่ดี บางทีก็ในห้องน้ำที่ร้าน(ที่ไปเที่ยว)นั่นแหละ
คำถามเกิดขึ้นมากมาย...![]()
เกิดอะไรขึ้นกับเด็กไทยในปัจจุบัน...
ก็จริงอยู่..ที่หลายๆ องค์กรพยายามรณรงค์และแก้ไขปัญหาเรื่องเอดส์ในส่วนที่ตัวเองรับผิดชอบอย่างเต็มกำลัง
แต่ถึงเวลาแล้วหรือยังที่ ทุกๆ ฝ่ายจะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาในลักษณะที่เป็นองค์รวมไม่แยกภาคส่วน
เพื่อพวกเขาเหล่านั้นจะได้หลุดพ้นจาก "หลุมดำ" ![]()
20 กว่าปี ที่โรคเอดส์เข้ามาสู่สังคมไทย และคนไทยไม่ตำ่กว่า 1 ล้านคนต้องติดเชื้อเอชไอวี ใน 1 ล้านคน ผู้ที่ได้รับผลกระทบไม่ใช่ผู้ติดเชื้อคนเดียวแต่ยังมีสมาชิกในครอบครัวอีกเท่าไร คงยากที่จะประเมินได้ และยังมีผู้ที่ต้องมีผลกระทบอีกหลายๆภาคส่วน ไม่ว่าบุคคลกรทางสาธารณสุข งบประมาณแผ่นดิน โดยเฉพาะเด็กกำพร้าบิดามารดา เด็กเหล่านี้ต้องอยู่กับปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้อง ต้องไปโรงเรียน ต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลเมื่อเจ็บป่วย และเด็กเหล่านี้ในอนาคตจจะดำเนินชีวิตอย่างไร เป็นคำถามที่ยังไม่สามารถหาคำตอบได้ชัดเจน แม้ว่าบางคนยังคิดว่ายังเป็นปัญหาที่ไกลตัวไม่มีส่วนเกี่ยวกับตนเองและครอบครัว ขอให้นำมาคิดใหม่ เพราะผู้ติดเชื้อและครอบครัวผู้ติดเชื้อในระยะ 10 ปี ที่ผ่านมา ทุกคนก็เคยคิดเช่น ว่าสมาชิกในครอบครัวจะไม่ติดเชื้อ โดยเฉพาะในปัจจุบันผู้ติดเชื้อที่เป็นเยาวชน นักเรียน นักศึกษา มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ที่กล่าวว่้าถึงเวลาแล้วหรือยังที่ทุกภาคส่วนจะต้องมาร่วมกันอย่างจริงจังในการแก้ปัญหา จากสภาพความจริง 20 กว่าปีที่ผ่านมาการร่วมมือควรจะเกิดขึ้นมานานแล้ว ไม่เช่นนั้น คนไทยคงจะติดเชื้อ 2-5 ล้านคน และอะไรจะเกิดขึ้นในสังคมไทย แม้จะเกิดหลุมดำแต่ขอให้หลุมดำนั้นเป็นหลุมขนาดเล็กที่คนไทยทุกคนจะช่วยกันไม่ให้ขยายกว้างเป็นหลุมขนาดใหญ่ที่ไม่สามารถควบคุมได้ โดยเฉพาะทีมงานของท่านก็เป็นส่วนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการควบคุมหลุมดำ
ยังเจอcaseบ่อยๆแต่ต้องช่วยกันมากขึ้นค่ะ
การใช้ชีวิตของเด็กๆ ในสังคมปัจจุบันน่าเป็นห่วงมากๆ พวกเราคงได้แต่ช่วยในส่วนที่เราเกี่ยวข้องให้ดีที่สุดค่ะ