แบบนี้เขาเรียกว่า โง่ เห็นช้างขี้ก็ขี้ตามช้าง ทั้งที่ก้นเล็กกว่าช้างเยอะ ผลคือ “ตูดแหก”

เตือนภัยเงินกู้ประเทศสูงมาก

 

 

ขณะนี้หนี้สาธารณะไทยว่ากันว่าประมาณ  “แค่”  40% ของ GDP (รายได้มวลรวมภายในชาติ) เท่านั้น ถือว่าไม่น่าอันตรายมากนัก  (ตามคำบอกเล่าของนักกู้เงินเอามาประชานิยม) ...ส่วนนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ก็ไม่เห็นมาออกโรงมาวิจารณ์อะไรเลย

 

 

สำหรับผมเห็นว่า เราไม่อาจเอามาตรฐานสากลมาจับได้เนื่องจากเรายังไม่สากลเหมือนเขานั่นเอง

 

ญี่ปุ่นเขาเก็บภาษีได้ประมาณ 30% ของ GDP  สรอ. ก็ประมาณนี้ ส่วนทางแสกนปาเข้าไป 40% ส่วนของเราได้แค่ 17% ของ GDP หมายความว่ารายได้ของรัฐจากภาษีมันน้อยกว่าเขาแบบครึ่งต่อครึ่งนั่นเอง แต่จะดันไปกู้ในเพดานสูงเท่าเขา

 

แบบนี้เขาเรียกว่า โง่  เห็นช้างขี้ก็ขี้ตามช้าง ทั้งที่ก้นเล็กกว่าช้างเยอะ ผลคือ “ตูดแหก” 

 

แล้วปีนี้รัฐบาลยิ่งลักษณ์ให้รางวัลนายทุนด้วยการลดภาษีนิติบุคคลลดจาก 30% เหลือ 20%  ภาษี 17% ที่ว่านั้นจะเหลือเพียง 15% เท่านั้นเอง น้อยกว่าเขมร ลาว ไปแล้ว (พวกนี้ก็เก็บได้ประมาณ 17% เท่าเรา) ...ก้นเล็กลงไปอีกกว่าเดิม จากตูดแหกคงต้องแถมว่าระเบิดเข้าไปด้วย

 

บอกข้อมูลแถมไว้ตรงนี้ด้วยว่า ฐานภาษีญี่ป่น พอๆ กับเรา แต่ทำไมเขาเก็บได้ 30 ในขณะที่เราเก็บได้ 17 ตอบคือ โกงกันไป 13% ครับ

 

 

ทางที่ดีผมขอเสนอตัวชี้วัดใหม่คือ กู้เป็นร้อยละเท่าไหร่ของภาษีที่เก็บได้เสียมากกว่า ร้อยละของ GDP ...ถ้าใช้แบบนี้เราจะตกใจว่าตัวเลขเราแซงหน้าคนอื่นๆไปมากแล้ว  ถึงระดับน้องๆ กรีซ นั่นเทียว อีกทั้งถ้าการขึ้นค่าแรง น้ำท่วม ส่งผลให้ต่างชาติไม่ลงทุนและหรือถอนทุนไปหมด จะเอาฐานภาษีมาจากไหน มาใช้หนี้เงินกู้ จะไม่ล้มละลายวายวอดกันหมดหรือ  เพราะขณะนี้เรายืมจมูกนักลงทุนต่างชาติหายใจอยู่แบบนี้

 

แล้วนี่ถ้าการกู้สามแสนล้าน แปดแสนล้านตามล่ะ มันจะขึ้นเป็นกี่เท่าของภาษีที่เก็บได้

 

วันนี้ผม (วิศวกรเครื่องกล) ใครขอร้องให้นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ไทยทำหน้าที่ของท่านให้เข้มข้น เพื่อปกป้องเศรษฐกิจของชาติให้พ้นจากการล่มสลายเพราะหนี้สาธารณะมากเกินไป

 

...คนถางทาง (๑๕ เมษายน ๒๕๕๕)

อ่านบันทึกเรื่องการลดภาษีนิติบุคคลแบบปล้นเงียบได้ที่นี่http://www.gotoknow.org/blogs/posts/479270