คำวิจารณ์ของพระมงคลวัฒน์ [1]
ในเรื่องตำนานช้างปู้ก่ำงาเขียว และน้ำแม่ร่องช้าง เมื่อติดตามตำนานแล้วคงเป็นความจริงอยู่มาก เช่น
๑. คำว่า เวียงห้าว คงจะเป็นเวียงจริงเพราะได้มีหลักฐานจนถึงทุกวันนี้คือมีคูคันอันสูงใหญ่ แต่ถูกทำลายลงทุกวันด้วยการบุกรุกของชาวบ้านและเครื่องจักรกลสมัยใหม่ แต่ต่อไปคงจะหมดสภาพคูเมืองไปโดยไม่ปรากฏให้ลูกหลานได้ดูอีก
๒. ช้างปู้ก่ำงาเขียวนั้น ก็คงจะเป็นเรื่องจริงเพราะที่พิพิธภัณฑ์จังหวัดน่านยังมีงาช้างชนิดดำ หรือสีเขียวให้ปรากฏที่นายพรานได้ฆ่าช้างและนำเอาไปนั้นยังอยู่
๓. แม่น้ำที่ชื่อว่า แม่น้ำร่องช้าง ที่ไหลผ่าน อำเภอดอกคำใต้นั้น ก็ใกล้ความจริงมาก เพราะตอนปลายของลำน้ำร่องช้างนั้นมีชื่อว่า หนองขวาง ก็ยังมีอยู่เพราะซากช้างไปขวางอยู่ที่นั่น คนทั้งหลายจึงเรียก หนองขวาง มาจนถึงบัดนี้
๔. บวก ๓ ขา ก็ยังมีอยู่ที่ขาช้างแยกออกเหลือ ๓ ขา ไปติดค้างอยู่ที่นั่นคนทั้งหลายจึงเรียก บวก ๓ ขา ตั้งแต่นั้นมา
๕. ร่องหมากแกว ก็ยังมีอยู่ เพราะชิ้นส่วนไต หรือหมากแกว ไปติดค้างอยู่ที่นั่น คนทั้งหลายจึงเรียกว่า ร่องหมากแกว ตั้งแต่นั้นมา
๖. โทกหัวช้าง ก็ยังมีอยู่ เพราะชิ้นส่วนหัวช้างไปติดค้างอยู่ที่นั่น คนทั้งหลายจึงเรียกว่า โทกหัวช้าง ตั้งแต่นั้นมา
๗. คงมีปัญหาขัดแย้งกับข้อความที่ ช้างใหญ่ ๑๒ ศอกจะไหลไปตามลำน้ำเล็ก ๆ อย่างร่องช้างปัจจุบันนี้ได้อย่างไร ? อาจท่วมบ้าน ท่วมเมือง น้ำก็เข้าท้องช้างให้เน่าให้พอง และลอยน้ำตามผิวน้ำได้ อย่างเช่น คนจมน้ำตายใหม่ ๆ จะงมหาไม่พบ นาน ๆ เข้า ก็ต้องโผล่ขึ้นผิวน้ำ
๘. ห้วยดินแดง สมัยโน้นก็กลายเป็นน้ำแม่ร่องช้างสมัยนี้สมัยโน้นคงกว้างและลึกมาก ๆ คงลึกเป็นหลายเท่า ต้นไม้ ป่าไม้ คงหนาทึบมหึมา เมื่อฝนตกน้ำนองน้ำคงไหลเชี่ยว ไหลแรงสักปานไหน เพราะสมัยนั้นหลวงพ่อเป็นเณร สัก ๕๐ กว่าปีมาแล้ว น้ำในลำน้ำร่องช้างไม่เคยแห้งตลอดไป เพราะลึกมากมีปลาอุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านไม่อดไม่อยาก ด้วยข้าวปลาอาหารเมื่อถึงฤดูฝน น้ำหนองดำ หนองแดง ล้นฝั่งไหลเข้าบ้าน เข้าวัด เข้าท่วมถึง โบสถ์วัด
๙. มีกอไผ่ใหญ่ ๆ มีไม้สี่เล้าเก้ากำไหลมาตามลำน้ำทุก ๆ ปี สะพานข้ามน้ำแม่ร่องช้างต้องหักพังทุก ๆ ปี แต่มาสมัยปัจจุบันนี้ร่องช้างตื้นเขินไม่เหลือน้ำในฤดูแล้งเลย จะมีก็เพราะระบายน้ำกว๊านเข้าไปเล็กน้อยเท่านั้น เมื่อสมัยหลายร้อยปีก่อนโน้นซากช้างปู้ก่ำงาเขียวต้องถูกน้ำพัดไหลตามลำน้ำห้วยดินแดงที่ช้างไหลไปตามลำน้ำ คนทั้งหลายในสมัยนั้นคงเห็นเป็นของแปลกจึงเปลี่ยนชื่อห้วยดินแดงว่า เป็นแม่น้ำร่องช้าง และพูดติดปากมาจนทุกวันนี้
จากความเดิม-ตำนานเรื่องช้างปู้ก่ำงาเขียว และน้ำแม่ร่องช้าง
ณ เมืองป่าสักหลวงที่มีความสงบร่มเย็นมาช้านาน ชาวประชาก็กินดีอยู่ดีข้าวน้ำก็อุดมสมบูรณ์ โดยมีเจ้าผู้ครองเมืองชื่อว่า พญาลิ้นก่าน เพราะลิ้นของพระองค์มีปานสีดำพาดผ่านกลางลิ้นตำนานเล่าว่า พระองค์เป็นเจ้าองค์หนึ่งของเมืองพะเยาในครั้งกระโน้น
พระองค์ มีช้างตัวหนึ่งชื่อว่าปู้ก่ำงาเขียว[1] เป็นช้างป่ามีตัวใหญ่ถึง ๑๒ ศอก มีกำลังมหาศาล ช้างตัวนั้นมีผิวดำก่ำ มีงาสีเขียวเหมือนแก้วนิลผักตบชวา คนทั้งหลายจึงเรียกว่า ช้างปู้ก่ำงาเขียว พญาลิ้นก่านได้ช้างตัวนี้มาเป็นคู่บุญบารมี ทำให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองมาช้านาน ศัตรูต่างก็เกรงขาม บ้านเล็กเมืองใหญ่ต่างก็มาผูกมิตรไมตรีจิตด้วยเป็นอันมาก
ภายหลังช้างตัวนั้นเกิดตกมันไล่ฆ่าคนทั้งหลายล้มตายไปเป็นอันมาก บ้านช่องของคนทั้งหลายก็ถูกช้างทำลายลงไปมากต่อมาก คนทั้งหลายก็แตกตื่นหนีตาย ต่างก็พากันอพยพเข้าไปอยู่ในเมืองป่าสักหลวงที่พญาลิ้นก่านปกครองอยู่นั้นเอง
พญาลิ้นก่านจึงสั่งให้เสนาอำมาตย์ได้ช่วยกันป่าวประกาศเกณฑ์คนทั้งหลายให้ขุดคูล้อมเวียงทั้งกลางวันและกลางคืน เพื่อป้องกันอันตรายจากช้างนั้น โดยสั่งให้แต่ละคนหมุนเวียนเปลี่ยนเวรกันทำการขุดโดยไม่ได้หยุดหย่อน
เมื่อคนหนึ่งเหนื่อยอ่อนก็ให้คนอื่นเข้าขุดแทน หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันขุด ขุดแล้วขุดเล่าเมื่อต่างคนก็ต่างขุดไม่ได้ระวังเพราะมัวแต่กลัวช้างจะเข้ามา เพราะความยัดเยียดในพื้นที่น้อยต่างคนก็ต่างเร่งรีบ บ้างลงจอบ บ้างลงเสียม ชุลมุนวุ่นวายกันอยู่จอบและเสียมก็ไปถูกมือบ้าง ถูกเท้าบ้าง ของกันและกันจนขาดกระเด็นไป ผู้คนก็ร้องครวญคราง บางคนไม่รู้สึกตัวว่ามือเท้าขาดก็ขุดต่อไปอย่างเร่งรีบ จนนิ้วมือนิ้วเท้าเกลื่อนกลาดขาดแล้วตกเต็มพื้นเป็นจำนวนมาก
พวกที่อยู่ด้านหลังก็พากันเก็บใส่กระบุงได้วันละกระบุงสองกระบุง พญาลิ้นก่านบังคับบัญชาอย่างห้าวหาญและเหี้ยมโหดอย่างนี้วันแล้ววันเล่า ข่าวว่าเร่งขุดคูเมืองใช้เวลาเพียงแค่ ๗ วัน งานที่พญาลิ้นก่านก็สั่งทำสำเร็จ และสามารถทำการป้องกันเมืองไว้ได้คนทั้งหลายจึงเรียกเมืองป่าสักหลวงใหม่ว่า “เวียงห้าว” หรือเมืองห้าวนั่นเอง
ส่วนช้างตัวนั้นก็ตกมันไป ไล่ฆ่าแทงทำลายข้าวของเครื่องใช้ของชาวบ้านเสียหายเป็นอันมาก ในที่สุดก็วิ่งไปติดหล่มอยู่ในหนองน้ำแห่งหนึ่ง คนทั้งหลายจึงเรียกหนองน้ำนั้นว่า หนองหล่ม[2] มาจนถึงทุกวันนี้
ในขณะนั้นลูกสาวแห่ง พญาปัญจะนคร[3] ได้ทราบข่าวถึงรูปลักษณะของช้างนั้นทรงใคร่จะได้งา เพื่อนำไปถวายพระบิดาเพื่อประดับส่งเสริมบารมี ให้บ้านเมืองเจริญรุ่งเรืองเป็นที่เกรงขาม พระนางจึงสั่งให้เสนาอำมาตย์ป่าวประกาศไปให้ชาวพระนครได้ทราบโดยทั่วกันว่า “ผู้ใดมีความสามารถอาจหาญอาสากูไปเอางาช้างปู้ก่ำงาเขียวแห่งเวียงห้าวมาได้ กูจักให้ทองคำแก่มันตั้งพันคำฮ้อย”
ขณะนั้นมีนายพรานป่าคนหนึ่ง มีวิชาดีใคร่จะได้โชว์ฝีมือจึงเข้าไปรับอาสาไปเอางาช้างปู้ก่ำงาเขียว ในเมืองพะเยามาให้ได้ พรานป่าคนนั้นก็เดินทางจากปัญจะนครมาอยู่หลายวันรอนแรมไปตามป่าเขา โดยขึ้นตามลำน้ำแม่ยมเล็ดลอดเข้าถ้ำแห่งหนึ่ง แล้วออกมาที่แห่งหนึ่งก็มาถึงบริเวณบ้านหนองหล่ม ก็มาพบกับช้างปู้ก่ำงาเขียวกำลังติดหล่มและใช้ความพยายามตะเกียกตะกายจะออกจากหล่มนั้นอยู่ นายพรานเห็นได้โอกาสจึงได้ร่ายเวทย์มนต์สะกดแล้วจึงลงมือฆ่าช้างหวังที่จะตัดเอางาไปถวายพระธิดาแห่งปัญจะนคร
ดังที่ทราบแล้วว่า ช้างปู้ก่ำงาเขียวนี้มิใช่ช้างธรรมดาแทงก็ไม่เข้าฆ่าก็ไม่ตาย จนนายพรานอ่อนใจและได้นำเรื่องดังกล่าวไปถามครูบาอาจารย์ ว่าจะห่าช้างตัวนี้ได้อย่างไร เมื่อได้คำตอบแล้วจึงกลับมาฆ่าใหม่ โดยแทงช้างจากท้องทะลุขึ้นข้างบน
เมื่อช้างปู้ก่ำงาเขียวตายแล้ว ก็เกิดอาเพศมีฝนตกหนักถึง ๗ วัน ๗ คืน มีน้ำท่วมอย่างมาก น้ำก็พัดเอาซากช้างตัวนั้นไหลลงไปในห้วยแห่งหนึ่ง ขณะนั้นเขาเรียกห้วยแห่งนั้นว่า ห้วยดินแดง ซากช้างตัวนั้นก็ถูกกระแสน้ำพัดไปตามลำห้วยตลอดสาย ห้วยดินแดงก็มีนิมิตที่ช้างไหลไป คนทั้งหลายจึงให้ชื่อว่า น้ำแม่ร่องช้าง[4] มาจนทุกวันนี้
ซากช้างตัวนั้นก็เน่าเปื่อยแยกออกเป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่ไหลไปตามกระแสน้ำต่อไป ซากของช้างตัวนั้นก็ไหลไปตกค้างอยู่ที่บวกแห่งหนึ่ง ซึ่งเหลืออยู่เพียง ๓ ขา คนทั้งหลายก็เรียกว่า บวก ๓ ขา[5] มาจนถึงทุกวันนี้
ส่วนไตของช้างที่คนทั้งหลายในภาคเหนือนิยมเรียกกันว่า หมากแกว ๆ ก็ไหลลงไปตามลำน้ำไปติดอยู่ร่องบวกแห่งหนึ่งคนทั้งหลายก็เรียกว่า ร่องหมากแกว[6] มาจนถึงทุกวันนี้
ส่วนชิ้นที่เป็นหัวช้าง ก็ไหลลงไปตามน้ำไปติดค้างอยู่ที่ร่องน้ำแห่งหนึ่งคนทั้งหลายก็เรียกว่า โทกหัวช้าง[7] ซากช้างไหลไปขวางทางน้ำ ณ ที่แห่งหนึ่ง คนทั้งหลายจึงเรียกว่า หนองขวาง มาจนถึงทุกวันนี้ จากนั้นน้ำร่องช้างก็ไหลลงสู่แม่น้ำอิงตรงบ้านหนองลาว เขตกิ่งอำเภอภูกามยาว และน้ำอิงก็ไหลลงสู่น้ำโขงเป็นลำดับต่อไป
บางมติบอกว่า เมื่อนายพรานมาจากเมืองน่าน และมาไล่ฆ่าช้าง ณ หนองหล่มนั้น ปรากฏว่าช้างยังไม่ตายได้วิ่งหนีและต่อสู้กันมาตลอดทางและในที่สุดก็หนีมาทางเขตตำบลบ้านถ้ำนายพรานเห็นดังนั้นก็ได้โดดลงน้ำแล้วดำน้ำจากหนองหล่มมาโผล่ที่บริเวณถ้ำน้ำผุด สวนรุกขชาติบ้านถ้ำ ไล่ฆ่าช้างจากบริเวณนั้นจนช้างตายสนิท ณ ทุ่งแห่งหนึ่ง ต่อมาชาวบ้านจึงเรียกว่า ทุ่งช้างตาย[8] ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบันนี้
[1] ช้างฟูก่ำงาเขียว (อ่านว่า จ๊านปู๊ก่ำงาเขว), สารานุกรมวัฒนธรรมไทย ภาคเหนือฉบับธนาคารไทยพานิช หน้า ๑๘๖๖ เล่มที่ ๔
[2] ปัจจุบัน คือตำบลหนองหล่ม อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา
[3] มีคนสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นเมืองน่าน
[4] น้ำแม่ร่องช้าง เป็นแม่น้ำสายหลักที่สำคัญของชาวอำเภอดอกคำใต้
[5] ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลดงสุวรรณ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา
[6]ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลดงสุวรรณ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา
[7] ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลป่าซาง อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา
[8] ปัจจุบันอยู่ในเขตตำบลบ้านถ้ำ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา
[1] พระมงคลวัฒน์ (ก้ำ กลฺยาณธมฺโม) เจ้าอาวาสวัดบุญเกิด ที่ปรึกษาเจ้าคณะจังหวัดพะเยาได้เมตตาให้คำวิจารณ์เอาไว้
สภาพดั้งเดิมหลายแห่งนับวันจะเลือนหายไป
ไม่ทราบว่าพอจะมีภาพถ่ายเก็บไว้ให้คนรุ่นหลังได้ดูบ้างไหมครับ
ทุกท้องที่ทุกถิ่นมีเรื่องราวความเป็นมาเยอะมากเลยครับ
แต่ขาดคนสนใจหนึ่ง ไม่มีคนบันทึกหนึ่ง ไม่เห็นความสำคัญหนึ่ง
ทำให้หลายอย่างที่ดีดีในชุมชนทั่วประเทศคงหายไปในไม่ช้า
ต่อไปก็จะหาร่องรอยไม่เจออีกเลย
คนเฒ่าคนแก่หลายคนในท้องถิ่นนั้น
เมื่อได้สัมผัสแล้ว อดแปลกใจไม่ได้ว่าท่านเหล่านั้น
สามารถเล่าขานตำนานพื้นบ้านได้เชื่อมโยงกับท้องถิ่นได้ดี
อย่างน่าอัศจรรย์
เรื่องราวเหล่านี้ มีคุณค่ามีประโยชน์ต่อท้องถิ่นอย่างมาก
ขอบคุณครับ เรื่องเหล่านี้ต้องสร้างจิตสำนึกให้กับไทยทุกคน ทุกท้องที่ ร่วมกันทำ บันทึก จดจำ ฯลฯ เพื่อคนรุ่นต่อ ๆ ไป