เราต่างรู้ว่า ยิ่งสูงยิ่งหนาว แต่ก็มีใครหลายคนยอมที่จะอดทนปีนป่ายขึ้นสู่ที่สูง เพียงเพื่อจะได้สัมผัสกับความเหน็บหนาว..นั่นสินะ ทำไมกัน?
ข้าพเจ้าเว้นว่างจากการเขียนบันทึกมานาน เนื่องจากต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบ วันนี้พอจะมีเวลาว่างเล็กน้อย เลยจะขอสะสางงานเขียนบันทึกที่คั่งค้างไว้ก่อน….ตอนแรกกะว่าจะเขียนเรื่องราวของการไปเที่ยวน่านให้จบตั้งแต่ช่วงปีใหม่ แต่ก็ดองมานานหลายเดือน ไปเที่ยวตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว แต่จนป่านนี้แล้วก็ยังเขียนบันทึกไม่จบ นี่ถ้าเป็นปลาร้าคงหมักได้ที่กันเลยทีเดียว อิอิ…ขอเล่าเรื่องราวของน่านต่อเลยดีกว่าค่ะ



ด้านหลังของวัดหนองบัว เป็นบ้านของชาวไทลื้อ จัดแสดงวิถีชีวิตของชาวไทลื้อแต่โบราณ ใต้ถุน มีคุณป้าคุณยายกำลังทำขนมข้าวแคบ...ซึ่งเป็นแป้ง นำมาทำเป็นแผ่นบางๆ ใส่เกลือ ใส่งา แล้วนำไปตากให้แห้ง จากนั้นนำไปปิ้งเพื่อรับประทาน รสชาติเค็มๆ มันๆ จะว่าไปก็คล้ายๆ กับข้าวเกรียบว่าว หรือข้าวเกรียบหูช้าง ที่บ้านข้าพเจ้าเรียกข้าวโป่ง (เวลาที่เอาไปปิ้งแล้วจะพอง จึงเรียกว่าข้าวโป่ง) นอกจากนี้บริเวณลานใต้ถุนบ้านจะเป็นบริเวณที่ทอผ้า ซึ่งลายผ้าทอที่ขึ้นชื่อของน่านนี้คือผ้าทอลายน้ำไหล...ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมจึงชื่อเช่นนั้น แต่เอาเป็นว่าซิ่นของสาวชาวนันทบุรี หรือน่านนี้ สวยงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
บริเวณใต้ถุน ยังจัดจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองหลายอย่าง ที่น่าสนใจคือ สาหร่ายน้ำจืดจากลำน้ำน่าน หรือที่เรียกว่าสาหร่ายโกบี มีการนำสาหร่ายมาแปรรูปเพื่อให้สะดวกกับการบริโภค เช่น ปรุงรสรับประทานกับข้าวสวย คล้ายๆ หรือทำสาหร่ายแผ่นปรุงรสคล้ายๆ สาหร่ายเถ้าแก่น้อย จะว่าไปข้าพเจ้าว่าคล้ายๆ กับที่ชาวอีสานนำมาตากแล้วทำป่นรับประทาน ที่เรียกว่า เทา หรือไค อันที่จริงข้าพเจ้าอยากไปชมชาวบ้านเก็บสาหร่าย แต่ทว่าช่วงที่ไปนี้ น้ำน่านกำลังเต็มฝั่งและขุ่นมาก (ยังโชคดีที่น้ำไม่ท่วม) เพราะปีนี้น้ำหลาก เค้าเลยไม่ได้หาสาหร่ายกัน บางคนบอกว่ากินตะไคร่น้ำสกปรก ข้าพเจ้าขอเถียงสุดใจขาดดิ้นเลยทีเดียว เพราะว่าตะไคร่น้ำเหล่านี้จะขึ้นเฉพาะในแหล่งน้ำสะอาดเท่านั้น ไม่ใช่ตะไคร่น้ำที่เราพบเห็นทั่วไป...รับรองในคลองแสนแสบไม่มี แน่นอน 555

ดูๆ สาหร่ายสายตาก็เหลือบไปเห็นหมากอะไรสักอย่าง....คุณยายบอกว่าเรียกว่ามะแข่น เอามาทำน้ำพริก มีรสชาติและกลิ่นเฉพาะตัว ข้าพเจ้าชอบมาก...รู้สึกเหมือนรับประทานสมุนไพรเลย ขอซื้อน้ำพริกติดไม้ติดมือกลับมาด้วยสองสามอย่าง กะว่าจะกินกะข้าวสวยร้อนๆ สักมื้อ ขอสารภาพว่าไม่ทราบสรรพคุณว่ามะแข่นนี้มีสรรพคุณทางสมุนไพรอย่างไร รู้แต่ว่าเป็นเครื่องเทศมีกลิ่นเฉพาะตัว...ทำน้ำพริกอร่อย อิอิ ข้าพเจ้าไม่ทราบเหมือนกันว่ามะแข่นนี้จะสามารถหาได้ทั่วไปในภาคเหนือหรือเปล่า แต่ข้าพเจ้าเพิ่งเคยเห็นและรู้จักพืชชนิดนี้ก็ตอนที่มาแอ่วเมืองน่านนี่แหล่ะเจ้า
ออกจากบริเวณวัดหนองบัว พวกเราก็ขี่พาหานะคู่ใจมุ่งหน้าไปอำเภอบ่อเกลือต่อ เส้นทางท่าวังผา ปัว บ่อเกลือนั้นเป็นเส้นทางที่สวยๆมาก สมคำแนะนำที่เจ้าของโรงแรมให้มา ตอนที่พวกเราไปนั้น นักท่องเที่ยวยังไม่มาก ทำให้ขี่มอเตอร์ไซค์ขึ้นเขาไม่ลำบากนัก ค่อยๆ ขี่กันไปช้าๆ ชมความงามของขุนเขาที่ทอดยาว สลับสีสันอย่างน่าดู...บรรยายไปไม่สวยเท่าภาพจริงเบื้องหน้า ขอนำภาพมาให้ชมกันดีกว่านะคะ

เส้นทางดอยคอยเราเดินทางผ่าน
อุทยานดอยภูคาฟ้าสดใส
ค่อยๆ ไต่ความสูงขึ้นเรื่อยไป
แสนสุขใจธรรมชาติรอบๆกาย
มองเห็นไออุ่นหมอกละลิบลิ่ว
ลมเย็นๆ ใบไม้พลิ้วพัดปลิวไหว
อวลกรุ่นกลิ่นพฤกษาแห่งพงไพร
กำซาบในนาสายังจารจำ
ขุนคีรีสลับสีเด่นแลโดดเด่น
แสงเงาเน้นดั่งเติมแต่งดูคมขำ
โน่นแน่ะเมฆทะมึนโปรยฝนพรำ
ต้นไม้ฉ่ำชื่นจิตเราชื่นใจ....
ที่เค้าว่ากันว่า ยิ่งสูงยิ่งหนาวคงจะเป็นจริงแน่แท้ เพราะยิ่งไต่ภูขึ้นสูงเท่าใด อากาศก็ยิ่งเย็นมากขึ้น....แต่อากาศที่เย็นนั้นก็สดชื่น เป็นความเย็นฉ่ำจากธรรมชาติ ที่ช่างแตกต่างจากความเย็นฉ่ำของห้องแอร์จริงๆ ข้าพเจ้าอยากจะแพ็คอากาศบนยอดดอยภูคาอัด ใส่ขวดแล้วนำกลับมาฝากคนกรุงเทพซะแล้วสิ....^^
เราต่างรู้ว่า ยิ่งสูงยิ่งหนาว แต่ก็มีใครหลายคนยอมที่จะอดทนปีนป่ายขึ้นสู่ที่สูง เพียงเพื่อจะได้สัมผัสกับความเหน็บหนาว..นั่นสินะ ทำไมกัน?
To be continue.....

ยิ่งสูงยิ่งหนาว แต่ไม่ร้าวรานหัวใจ หากมีคนรู้ใจ ร่วมเดินทาง
เห็นหมอกหยอกเอินขุนเขา ทำให้เราได้สุขี
บรรยากาศที่ป่าคอนกรีตรับรองไม่มี
น้องหมอศิลปินคนดี เขียนได้ดีเพลิดเพลิน จนอยากเดินทาง