สัญญาณบอกความจำเป็นเร่งด่วนต่อการเรียนรู้ 21st Century Skills
บันทึกนี้ เป็นสัญญาณเตือนที่แรงและเร่งเร้า ให้วงการศึกษาไทยตื่นขึ้นมาจัดการศึกษาใหม่ ให้เป็นการเรียนรู้ที่ผู้เรียนได้ฝึกทักษะในการดำรงชีวิตในโลกยุคใหม่ ที่เรียกว่า 21st Century Skills
คนที่ไม่ได้ฝึกทักษะชีวิต เพื่อการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑ จะตกเป็นเหยื่อของสภาพแวดล้อม หลากหลายอย่าง ที่มุ่งเอาคนอ่อนแอเป็นเหยื่อ คนอ่อนแอในยุคใหม่อาจเป็นคนที่ฉลาดปราดเปรื่อง แต่ควบคุมความอยากบางอย่างของตนเองไม่ได้ เพราะไม่ได้รับการฝึก EF อย่างเพียงพอ
ระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันไม่มีเครื่องมือป้องกันเด็กข่มเหงรังแกกัน หรือล้อเลียนกดดัน ซึ่งกันและกัน แต่เรามีโรงเรียนกระแสทางเลือก เช่นโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ที่นักเรียนไม่รังแกกันเลย เพราะนักเรียนได้รับการปลูกฝัง 21st Century Skills ตั้งแต่ชั้นอนุบาล และเรียนต่อเนื่องขึ้นไปทุกชั้น และยังมีโรงเรียนกระแสทางเลือกอีกหลายโรงเรียน ที่เป็นเช่นเดียวกัน
ปัญหาตามที่ท่านองคมนตรี ศ. นพ. เกษม วัฒนชัยปรารภ มีทางแก้ได้ด้วยการเรียนรู้แบบฝึกฝนทักษะ สำหรับการดำรงชีวิตในโลกยุคใหม่ ตามที่ระบุไว้ในหนังสือ วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ ๒๑
วิจารณ์ พานิช
๘ เม.ย. ๕๕
โรงเรียนที่ไม่มีการสอบ การสอบเป็นเพียงหนึ่งในหลายๆ อย่างของเครื่องมือและวัดค่าได้เพียงหยาบๆ หัวใจอันแท้จริงของการผลและประเมินผลนั้นเพื่อมุ่งพัฒนาผู้เรียนแต่ละคน การวัดผลตามสภาพจริงอย่างต่อเนื่องด้วยเครื่องมือที่หลากหลายจึงเป็นทาง เลือกที่ดีกว่า
โรงเรียนที่ไม่มีเสียงออดเสียงระฆัง การปลูกฝังวินัยและคุณธรรมเชิงลึกนั้น ไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพราะคำสอนวิถีชีวิตที่เกิดขึ้นในแต่ละวันอย่าง สม่ำเสมอคงเส้นคงวาต่างหากที่กล่อมเกลา กรอบความคิดที่ใช้เวลาเป็นมาตรวัดคุณค่านั้นเกิดขึ้นพร้อมกับโลกยุค อุตสาหกรรมซึ่งผ่านไปนานแล้ว
โรงเรียนที่ไม่มีดาวให้ผู้เรียน สิ่งที่ผู้เรียนทุกคนทำออกมาล้วนแต่มีค่า ครูไม่ควรตีตราด้วยดาวหรือคะแนน ครูมีหน้าที่รู้ให้ได้ว่าเด็กแต่ละคนควรพัฒนาตรงไหน และหาวิธีที่จะพัฒนาเด็กให้เต็มศักยภาพของแต่ละคน
โรงเรียนที่ไม่ต้องใช้แบบเรียน แบบเรียนเป็นเพียงที่เก็บความรู้ ผ่านไปไม่กี่วันมันเป็นเพียงความรู้เก่า ครูควรจะสนใจพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะที่จำเป็นสำหรับอนาคตมากกว่า ได้แก่ ทักษะกระบวนการแสวงหาความรู้และทักษะการคิด ในที่สุดผู้เรียนจะเป็นผู้แสวงหาความรู้ที่จำเป็นและมีความหมายต่อเขาด้วย ตัวเอง
โรงเรียนที่ไม่มีครูอบรมหน้าเสาธง ช่วงเวลากิจกรรมหน้าเสาธงเป็นช่วงเวลาที่น่าเบื่อที่สุดสำหรับเด็ก ไม่ใช่ช่วงเวลาที่ดีสำหรับการเรียนรู้ ควรจัดให้สั้นกระซับและได้ความรู้สึก
โรงเรียนที่ไม่ได้จัดลำดับความสามารถผู้เรียน เราเชื่อว่าเด็กทุกคนมีความสามารถและมีดีที่แตกต่างกัน เหมือนมะละกอ กล้วย ส้ม ลิ้นจี่ ที่จัดอับดับไม่ได้
โรงเรียนที่ครูสอนเสียงเบาที่สุด น้ำเสียงที่เบาสื่อถึงความเมตตาอารีและเข้าถึงจิตใจได้ลึกกว่า ผู้เรียนและครูจะให้ความสำคัญกับการฟังแบบลึก
โรงเรียนที่พ่อแม่ต้องมาเรียนรู้ร่วมกับลูก ลำพังโรงเรียนฝ่ายเดียวไม่สามารถพัฒนาผู้เรียนได้เต็มศักยภาพได้ ความเข้าใจตรงกันและความร่วมมือกันระหว่างโรงเรียนกับพ่อแม่จึงต้องทำกัน อย่างต่อเนื่อง
โรงเรียนที่ทุกคนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ความสุขจะนำไปสู่ ฉันทะ คือรักที่จะเรียนรู้ เมื่อรักที่จะเรียนรู้ก็จะเรียนรู้ได้อย่างดี
-โรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา หรือที่รู้จักในนาม โรงเรียนนอกกะลา-