อีโลตึง
หลวงพอเคยเล่าเรื่อง ”อีโลตึง” ให้ฟังไว้นานแล้ว ว่ามันคือสิ่งศักด์สิทธิ์ที่ชาวบ้านป่าแห่งหนึ่งแถว อ. วังน้ำเขียว จ. นครราชสีมา นับถือมาก ว่ากันว่าใครขับเกวียนผ่านแล้วไม่เซ่นไหว้จะต้องมีอันเดือดร้อนทุกคน เช่นเกวียนหัก วัวควายพยศไม่ยอมเดินเป็นต้น
และตัวอีโลตึงก็คือรูปรอยบนแผ่นหินใหญ่ที่มีลักษณะเป็น”โยนี” ดังนั้นการเซ่นไหว้ จึงนิยมเซ่นไหว้กันด้วย”ปลัดขิก”เป็นของธรรมดา หลวงเฮียด๊อกก็นิมนต์แล้วนิมนต์เล่าว่าหลวงพ่อต้องพาไปชมให้ได้ ซึ่งหลวงพ่อก็ยอมจัดให้เป็นทางผ่านของเราในการเดินธุดงค์ในครั้งนี้
แต่อีโลตึงอยู่บนยอดเขาที่จะต้องปีนป่ายฝ่าดงขึ้นไป เราจึงต้องนอนพักกันที่ตีนเขาหนึ่งคืน เย็นนั้นลงสรงน้ำกันที่ลำธารธรรมชาติตีนเขา ช่างเป็นลำธารธรรมชาติที่สวยงามอะไรเช่นนั้น น้ำไสไหลเย็นเห็นตัวปลา มีก้อนหินผาให้โผผวากระโดดข้ามเล่นจนจีวรปลิว
ปักกลดนอนคืนนี้ก็น่าลำบากอยู่เพราะพื้นดินแฉะ ต้องเอาพลาสติคปูรองพื้น พลบค่ำชาวบ้านก็มาเยี่ยม เดินจุดไต้บ้าง ถือไฟฉายบ้าง มาหาพร้อมกับหิ้วกระติกน้ำร้อนต้มสมุนไพรมาให้ฉันด้วย มีตัวยาแปลกๆเช่นม้ากระทืบโรง เครืองูเห่า เปรียงแดง อ้อยสามสวน คงคิดว่าพระธุดงค์ต้องการแรงในการเดินทางมากจึงหายาบำรุงกำลังมาให้
คนพวกนี้เป็นพวกที่รู้จักกับหลวงพ่อทั้งนั้นเพราะในอดีตก็เคยหักร้างถางพงทำไร่อยู่ด้วยกัน ตอนนี้ก็อาศัยอยู่ตามแนวป่าเพราะถูกหลวงไล่ที่บ้าง ถูกนายทุนอาศัยมือราชการฮุบที่ไปบ้าง เท่าที่ผ่านมาหลายๆหมู่บ้านทราบว่าเป็นทุกข์มาตรฐานของชาวบ้านป่าเลยทีเดียว ทำไงได้เกิดเป็นคนจนในประเทศไทยก็ต้องมีใจเข้มแข็งอดทนจนกันต่อไปกว่าจะตายน่ะแหละ
ตอนเช้าอากาศหนาว ออกบิณฑบาตได้ข้าวมาเต็มแม้จะมีชาวบ้านป่าเพียงสองสามหลังเพราะชาวบ้านเขาบอกกันหมดไปทั่วว่าหลวงพ่อแคนมา เขาก็ดีใจกันใหญ่เตรียมข้าวปลาตักบาตรเต็มที่ ฉันกันจนพุงกาง
เสร็จแล้วก็เดินขึ้นอีโลตึงทันทีโดยชาวบ้านอาสาพาไปส่ง เพราะกลัวเราจะหลง และก็ต้องขออนุโมทนาเขา หากไม่ได้พวกเขาหลวงพ่อก็คงพาหลงเพราะท่านไม่ได้มานานแล้ว ป่ามันก็เปลี่ยนไปหมดแล้ว มีรอยทางเดินเก่าให้เห็นอยู่เลือนๆ เป็นทางเดินแถวเรียงเดี่ยว ชาวบ้านเดินนำพร้อมกับต้องฟันหนามนำหน้าไปด้วย เดินยากพอควรเพราะเป็นป่าทึบแบบดิบชื้นทีเดียวและต้องขึ้นเขาเสียด้วย มาได้ครึ่งทางก็ได้พบต้นไม้ใหญ่สองต้นที่เป็นอดีตแห่งโศกนาฏกรรมของคุณโยมสองคนที่นำทางมา ต้นหนึ่งเป็นต้นไม้ที่พ่อของโยมคนหนึ่งตกลงมาตายเพราะขึ้นไปปีนเอารังผึ้ง อีกต้นหนึ่งเป็นต้นไม้หักที่โดนพายุแล้วโค่นลงมาทับพ่อของโยมอีกคนหนึ่งตาย อนาถหนอชีวิตชาวป่า นอกจากชีวิตจะแร้นแค้นแล้ว มหันตภัยธรรมชาติยังมีอยู่รอบตัว
แล้วเราก็ปีนถึงสันเขาในที่สุดหลังจากปีนเขาอยู่ประมาณสามชั่วโมง แปลกตรงที่บนสันเขากลับเป็นที่ราบกว้างที่มีแต่ทุ่งหญ้า และมีถนนลูกรังเสียด้วย ทราบว่าถนนนั้นเป็นแนวกันไฟป่าที่หลวงมาสร้างไว้ ส่วนทุ่งหญ้านั้นก็เป็นป่าที่ถูกทำลายไปแล้วหลวงยึดคืนไว้ เราเดินต่อกันอีกสักหนึ่งชั่วโมงก็ถึงอีโลตึงที่ใฝ่ฝันถึง
ไม่รอช้า รีบรุดไปพิเคราะห์ทันที ก็สมจริงดั่งว่า คือเป็นรูปแกะสลักบนแผ่นหินในแนวราบลักษณะคล้ายโยนี ยาวสักประมาณเมตร กว้างตามสัดส่วน และยังปรากฎมีปลัดขิกขนาดสักเท่าหน้าแข้งสองท่อนวางอยู่ แต่ผุมากแล้ว คงวางทิ้งไว้หลายสิบปีแล้ว ที่ทำให้น่าเชื่อว่าเป็นโยนีเข้าไปอีกก็คือ ตรงใจกลาง มีรูลึกประมาณครึ่งศอก เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณครึ่งศอกอยู่ด้วย แถมยังมีน้ำขังเสียอีก ชาวบ้านก็เลยเชื่อกันใหญ่ และเชื่อกันมาอย่างนี้แต่นมนาน
หลังจากได้พิเคราะห์ดูสักระยะหนึ่งหลวงพี่ด๊อกก็เกิดญาณทัศนะได้ข้อสรุปว่าไม่น่าใช่โยนี แต่เป็นรูปแกะสลักของสัตว์อะไรสักอย่าง ดูคล้ายงูยักษ์ และส่วนโยนีนี้ที่แท้แล้วก็คือส่วนหัวของงูยักษ์นี่เอง เมื่อได้นำเสนอแนวคิดต่อหลวงพ่อ หลวงพ่อแคนก็ระดมชาวบ้านแผ้วถางบริเวณนั้น พร้อมทั้งช่วยกันแซะหน้าดินที่คลุมแผ่นหินบางส่วนออกด้วย
พอภาพทั้งหมดปรากฎเด่นชัด ทุกคนก็ลงความเห็นพ้องต้องกันว่ามันเป็นรูปแกะสลักบนแผ่นหินของสัตว์เลื้อยคลานขนาดใหญ่ วัดดูด้วยการย่างก้าวเท้าคะเนดูว่าความยาวจากหัวจรดหางประมาณ 17 เมตร ความกว้างลำตัวประมาณ 1 เมตร ส่วนอายุจะเท่าไรก็ไม่อาจทราบได้ แต่น่าจะเป็นสามพันปีขึ้นไป และก็ยังไม่ทราบว่าเป็นงูหรืออะไร ดูคล้ายๆกับว่ามีขาด้วย (รอยแกะเลือนมาก) ตรงออกจากส่วนหัว มีลิ้นยาวเป็นสองแฉกคล้ายงูมาก และยังมีลักษณะคล้ายหางปลาขาดครึ่งท่อนปรากฎด้วย ชะรอยจะเป็นงูกินปลาขนาดยักษ์ หรือเป็นกิ้งก่ายักษ์ก็ไม่ทราบได้
เมื่อได้ข้อสันนิษฐานดังนั้นก็สรุปต่อไปว่าบริเวณแถบนี้น่าจะเป็นทะเลสาปมาก่อน สัตว์กินปลาขนาดใหญ่เช่นนี้จึงมาอยู่แถวนี้ได้ คงจะถูกมนุษย์ดึกดำบรรพ์ที่อาศัยอยู่แถวนี้จับได้ เห็นว่ามันเป็นสัตว์มหัศจรรย์ก็เลยแกะสลักรูปไว้เพื่อบูชาหรืออะไรก็แล้วแต่
สำรวจดูบริเวณลานหินใกล้เคียงก็พบแอ่งหินที่มีลักษณะคล้ายเตาไฟด้วย ส่วนหน้าผาด้านล่างที่ได้ลงไปสำรวจ เพราะหลวงพ่อบอกว่ารูปแกะสลักมีลูกศรชี้มาทางนั้นซึ่งอาจจะเป็นการชี้บอกขุมสมบัติก็เป็นได้ ก็เลยปีนหน้าผาลงไปสำรวจ ปรากฎว่าพบแต่มูลสัตว์ขนาดใหญ่ชนิดใหม่ๆมากมาย เช่น กวาง หมี และยังพบหลืบหินที่มีลักษณะคล้ายปากทางเข้าถ้ำมหาสมบัติ เสียแต่มีงูจงอางขนาดสักเท่ากระป๋องโค๊กแผ่แม่เบี้ยขวางทางเอาไว้ หลวงพ่อจึงไม่ได้เข้าไปสำรวจ (แหม น่าเอามาเป็นต้นเค้าเขียนนวนิยายเชิงผจญภัยแบบเพ็ชรพระอุมา โดยตั้งชื่อว่า ขุมทรัพย์อีโลตึง)
ผู้เขียนนิมนต์หลวงพ่อว่าคืนนี้เราค้างกันบนอีโลตึงเถอะ คืนนี้จะได้นั่งสมาธิกันให้จั๋งหนับ เผื่อมนุษย์ดึกดำบรรพ์จะมาเข้าฝันบอกลายแทงลึกลับบ้าง แต่ชาวบ้านนิมนต์ให้ลงไปนอนข้างล่างเพราะตอนเช้าจะนิมนต์ให้ไปเหยียบไร่ให้หน่อย เราก็จำยอมต้องลงข้างล่าง พร้อมกับฝันกันไว้ว่าน่าจะมาสร้างวัดกันที่อีโลตึงเพราะมันแปลกดี
ผู้เขียนสัญญาไว้กับหลวงพ่อว่า สึกแล้วจะติดต่อให้กรมศิลปากรทราบ จะได้มาขึ้นทะเบียนและศึกษาดูทีว่ามันคืออะไรกันแน่ (เมื่อสึกแล้วก็ได้ติดต่อไปจริงๆ แต่ทางกรมศิลปฯไม่สนใจ เฮ้อ)
ส่วนคำว่าอีโลตึงนั้นก็สันนิษฐานกันไปต่างๆนาๆถึงความหมายของภาษา หลวงพ่อว่าบริเวณนี้มีลักษณะลมแรงตึง จึงน่าจะเป็นสาเหตุของลมแรงมากกว่า ส่วนผู้เขียนคิดว่าอาจจะเป็นภาษาอังกฤษก็ว่าได้ เพราะหลวงพ่อเล่าว่าเมื่อคราวสงครามโลกมีพวกทหารฝรั่งรอนแรมมาแถวนี้และได้มาศึกษากันอยู่พักหนึ่ง ผู้เขียนเลยคิดว่าพวกฝรั่งอาจจะตั้งชื่อให้ว่า “อีโรติค” ซึ่งแปลว่า “โป๊” แต่คนไทยชาวบ้านเรียกเพี้ยนเป็น อีโลตึง
ส่วนโยมพี่ชายที่เดินธุดงค์ไปด้วยคิดพลิกโผไปว่าน่าจะเป็นคำผวน ซึ่งทำให้ผู้เขียนอมยิ้มอยู่ในใจที่มีพี่ชายที่มีความคิดสร้างสรรค์
อีกประการที่ผู้เขียนคิดไว้คืออาจจะเป็นภาษาของคนท้องถิ่นดั้งเดิมก็ได้ เช่น อาจจะเป็นภาษาของชาวชะบน ที่ว่ากันว่าเป็นพวกที่เคยอยู่แถวนี้มาก่อน (เดี๋ยวนี้ยังมีอยู่หนาแน่นแถบอำเภอเทพสถิตย์ จังหวัดชัยภูมิ และแถบ ต.ลำนางแก้ว อ.ปักธงชัย ) เล่ากันว่าคนพวกนี้จะระแวงพวกข้าราชการมาก พอได้ข่าวมีจ้าวนายในเมืองมาพวกเขาจะพากันหลบซ่อนตัวหมด
ชาวบ้านแถบนี้ยังจำการนับเลขของพวกชะบนได้ว่า ออกเสียงเป็น หนึ่ง น้อง สอง สี่ แรด ช้าง ละมั่ง ละอง ปง ปิ๊ว
ที่มาชองชนเผ่าต่างๆในประเทศไทยของเรานี้ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจไม่น้อย เช่น ชาวชะบนคือใคร มี่ที่มาที่ไปอย่างไร ทำไมถึงกลัวข้าราชการ หรือว่าจะเป็นพวกทหารของเจ้าอนุ จากเวียงจันท์ที่ยกทัพมาตีโคราชแล้วหลบหนีทหารอยู่ในป่าเมืองไทยเสียเลย
วันนี้ลองไปค้นคำว่า ชะบน หรือ ชาวบน ดู ก็พบเห็นข้อมูลพอควร แต่การนับเลข หนึ่งน้องซ้องสี่แรดช้างละมั่งละองปงปิ๊ว นี้ยังหาข้อมูลไม่เจอ
ส่วนอีโลตึงนั้นเพิ่งทราบเมื่องสองนาทีนี้เองว่า จ. นม. ได้เสนอให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวประจำจังหวัดแห่งใหม่ไปแล้ว อาจเป็นเพราะการนำเสนอของผมก็เป็นได้ เพราะหลังจากสึกมาผมได้เสนอ pr เรื่องนี้ไปมากพอดู ผ่านไปยังขรก. ระดับสูงของจังหวัด (ปรากฎว่า ไม่มีใครรู้จักมาก่อนสักราย)
เป็นแฟนพันธ์แท้ของ "เพ็ชรพระอุมา" ค่ะ
ตอนนี้.. มาเป็นแฟนพันธ์แท้ของ "เล่าเรื่องเดินธุดงค์" แล้วค่ะ
สนุก ชอบค่ะ (อ่านย้อนจากตอน ๑๐ ลงมาถึงตอน ๔)