ลิขิตากาศ

เมื่อไรก็ตามที่เราเกิดการเรียนรู้ทั้งกาย ใจ และความคิด เมื่อนั้นเรากำลังใช้ศักยภาพสูงสุดในการเรียน

พวกเราชอบเรียนโดยใช้ฐานคิดเพียงอย่างเดียว แถมบางครั้งอารมณ์ก็เป็นลบเสียอีก ไม่นับว่าไอ้ที่จะออกไปทำ ลงมือเองนั้นแทบจะไม่เคยคิดถึง เมื่อเป็นเช่นนี้ เราก็จะได้ความรู้แบบนกแก้ว นกขุนทอง จำใจเรียนเพราะเสียงที่กรอกหู เพื่อคำชมและขนมเล็กๆน้อยๆ เพราะมันไม่ได้เพิ่มความเป็นนกแก้ว หรือจิตวิญญาณของนกขุนทองขึ้นมาสักเท่าไหร่

มนุษย์ผลักดันความรู้ไปได้อีกระดับ นอกเหนือจากเรียนทฤษฎี เรียนปริยัติ ด้วยการลงมือกระทำ และเกิดปัญญาฐานกาย ปัญญาฐานปฏิบัติ เพื่อบรรลุถึงปฏิเวธ และอุบายในการนำเอาฐานกายมาเสริมที่ง่ายที่สุดอย่างหนึ่งคือ "การเขียน"

สุ จิ ปุ ลิ ก็มี "ลิขิต" เป็นปัญญาฐานกายเบื้องต้น ก่อนที่จะนำไปสู่การ "ใช้" แต่การเขียนที่มีสมาธิ ผ่านการใคร่ครวญ เนิ่นช้าเพื่อพิจารณาโดยพิศดารนั้น เป็นการ "ซ้อม" การใช้ความรู้ที่มีประสิทธิภาพยิ่ง ที่พี่วิธานนำมาแนะนำเบื้องต้น ได้แก่การเขียนให้ตัวโตขึ้น (ซึ่งทำให้ช้าลงโดยอัตโนมัติ) ก็ทำให้สมาธิก่อเกิดได้โดยง่าย

อ.พัฒนา แสงเรียง อาจารย์สอนกายภาวนาเพื่อนผม ก็ดัดแปลงวิธีการเอา body หรือกาย เข้าไปร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบ เพื่อที่ว่าเราจะได้ออกแบบกิจกรรมการเรียนที่ใช้ปัญญาทั้งสามฐานได้เต็มที่ไปพร้อมๆกัน รูปแบบหนึ่งคือการเขียนบนอากาศ (ขอนิคเนมว่า "ลิขิตากาศ" พอมีกลิ่นบาลีเอาไว้กวนเล่นๆ)

เนื่องจากการเขียนบนกระดาษ บนสมุดนั้น ยังไงๆก็เปลืองเนื้อที่ไม่น้อย ถ้าเขียนตัวโตจริงก็หมดเล่มไปในพริบตา และโตยังไงก็ไม่เกินหน้ากระดาษที่มี แต่การ "เขียนบนอากาศ" นี้แตกต่างออกไป

ลิขิตากาศ

การเขียนบนอากาศ จะต้องมีการ "เตรียม" body และ mind ของผู้เข้าร่วมมาก่อน และหากุศโลบายในการช่วย focus สิ่งที่เขียน ในการ "ออกกำลังฐานคิด" โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านจินตนาการ และด้านการให้ความหมาย (เพื่อเป็นหนทางขึ้นไปสู่ the source หรือระดับ self actualization หรือจิตวิญญาณ) ต้องมีที่มาก่อนพอสมควร ก็ขึ้นกับว่าใน workshop นั้นๆทำความรู้จักกับผู้เข้าร่วมได้ดีระดับหนึ่งมาก่อน เพื่อที่จะสร้างบรรยากาศ การให้ความหมาย บริบทสถานที่ที่ปลอดภัย เปิดอิสรภาพให้กับการใช้จินตนาการ ความสุนทรีย์ ของผู้เข้าร่วมด้วยวิธีใด

ใน ws นี้ของเราใช้ง่ายๆ โดยการนำไปสู่ "ความภาคภูมิใจ" ซึ่งสำหรับบุคลากรสายสุขภาพนี้ เรื่องนี้ง่ายสุด มีจำนวนมาก เรียกว่าต้องเลือกเลยทีเดียว เพราะจะเยอะ หลังจากนั้นเราใส่เครื่องมือ "ขยาย" เรื่องราวนี้ของแต่ละคนให้กลับมามีชีวิตอีกครั้งหนึ่ง ใส่รายละเอียดทุกชนิดที่หาได้ อาทิ วันอะไร ปีไหน เรากำลังทำอะไร ใส่เสื้อสีอะไร ชุดอะไร อารมณ์ ความรู้สึกเป็นอย่างไร เจอใครบ้าง ฯลฯ ก่อนที่จะเกิดเรื่องราวที่เรา "ภาคภูมิใจ" นั้นๆ หลังจากนั้นเราก็ค้นหา "ตัวประกอบ" สำคัญของเรื่องราวเหล่านี้

สำหรับผม เรื่อง "ตัวประกอบสำคัญ" นี้เป็นประเด็นการเรียนรู้ที่จำเป็น เพราะหนึ่งใน "ต้นทุน" ของความเป็นมนุษย์ คือการเป็นสัตว์สังคม สัตว์สังคมมีความสามารถในการดึงเอาความช่วยเหลือจากคนอื่นๆ สิ่งอื่นๆ เพื่อทำให้ตนเองมีความสุข ทั้งๆที่ตนเองก็อาจจะไม่มีความสามารถดังกล่าว คนเหล่านี้เรามักจะมองไม่ใคร่เห็น แต่เมื่อมองหา จะพบว่าเราไม่เคยประสบความสำเร็จใดๆเลยในชีวิตโดยปราศจากตัวประกอบเหล่านี้

ยิ่งคิด ยิ่งใคร่ครวญ เราอาจจะยิ่งพบว่าที่แล้วๆมา เราไม่ได้ให้ความสำคัญมากนักกับบรรดาตัวประกอบของชีวิตเรา ทั้งๆที่เราเป็นหนี้บุญคุณคนอย่างมากมาย

คำว่า "หนี้บุญคุณ" ก็สามารถจะทำให้เข้าใจผิดได้ เพราะมีคำว่า "หนี้" อาจจะทำให้เรานึกถึงอะไรที่ต้องชำระล้างให้หมดไป ให้หายกัน ผมมีลูกสาวคนเล็ก อยู่ชั้นประถมหนึ่ง แกไปโรงเรียนก็มีขนมนิดหน่อยๆไป บางวันก็แบ่งกันกินกับเพื่อนๆ มีวันหนึ่งกลับมาจากโรงเรียน เปิดกระเป๋าก็มียางลบแท่งใหม่เอี่ยมหนึ่งแท่ง

เราก็ถามว่า "ของใคร ไปเอามาจากไหน"

ลูกก็ตอบว่า "เพื่อนให้ค่ะ วันก่อนหนูแบ่งขนมให้เค้า"

เราเห็นว่ายางลบนี้มันแพง ก็ถามว่า "ไปรับเขามาทำไมล่ะลูก ของไม่ใช่ถูกๆนะ ขนมเรามันไม่ได้มีราคาอะไร"

ลูกตอบ "หนูจะไม่เอา แต่คุณแม่เพื่อนบอกให้เอาไปค่ะ"

"เขาว่าไงเหรอ?"

ลูกตอบ "เค้าให้เอาไป เพื่อที่ว่าเราจะได้ไม่ต้องมีบุญคุณค้างต่อกันค่ะ"

"............."

ในการปูพรม ปูพื้น ด้วยคนที่เคยช่วยเหลือเรา โดยเฉพาะในเรื่องที่เราภาคภูมิใจนั้น เป็นอุบายๆง่ายๆ ที่ทำให้เราเห็นว่ามนุษย์นั้นโดยแท้เป็นสัตว์สังคม และการให้/การรับนั้น เป็นส่วนหนึ่งของความเป็นมนุษย์นั่นเอง ไม่ใช่อะไรที่ต้องล้าง ต้องเช็ดออกไป แต่ทำให้มันอยู่ต่อและงอกเงย งอกงาม เป็นธรรมชาติต่อๆไปเรื่อยๆ จึงจะคงไว้ซึ่ง strength ซึ่งศักยภาพที่แท้ของเผ่าพันธุ์ของเรา

หลังจากเรามี "รายชื่อ" ที่ไม่ใช่แค่รายชื่อ แต่มี "ความหมายพิเศษ" สำหรับแต่ละคน เราก็เชื้อเชิญให้เขียนชื่อเหล่านี้กลางอากาศ หนึ่งอักขระเต็มหนึ่งบรรทัด สมมติมือเป็นภู่กัน หลับตา จุ่มสีตามที่เราจินตนาการ ค่อยๆเขียนชื่อทีละอักษรโดยลากมือตั้งแต่ยืนสูงสุดขึ้นลงเต็มบรรทัดคือจรดพื้น จะสะบัดหางแต่ละอักษรให้วิจิตรพิศดารได้ยิ่งดี ทุกๆตัวอักษรให้ใส่ "พลัง อารมณ์ความรู้สึก" ของความสัมพันธ์ ความต้องการจะขอบคุณ ความต้องการจะสื่ออะไรบางอย่าง ลงไปในการกระทำตลอดเวลา ร่างกายก็จะถูกใช้ทุกสัดส่วน เหยียดขยายไปตั้งแต่สุดเอื้อมความสูง ลงมาถึงพื้นด้วยการยุบย่อร่างกาย

มนุษย์เป็นสัตว์แห่งพิธีกรรม

จริงๆแล้วก็คือการสรรค์สร้าง "พิธีกรรม" ขึ้นมานั่นเอง มนุษย์ฉลาดในการสร้างพิธีกรรมมานานเท่านาน เพื่อเป็นเครื่องขยายความหมายของการกระทำ ไปสู้คุณค่า ความเชื่อ หรืออะไรที่มากไปกว่าภาษา คำ ศัพท์ ที่ใช้กันอยู่ แต่เมื่อมีพิธีกรรม อะไรหลายๆอย่างก็ถูกทำเป็นสัญญลักษณ์และเกิดพลังเพิ่มเติมให้ลึกซึ้งไปถึงสิ่งที่เราต้องการจะสื่อได้มากยิ่งขึ้น

ในการทำ ws บางรุ่น มีผู้เข้าร่วมหลายคนที่ทำให้ตนเอง "ลงลึก" ไปในห้วงอารมณ์ขนาดหลั่งน้ำตาออกมา มีทั้งน้ำตาแห่งความสะเทือนใจเมื่อนึกถึงสิ่งที่คนอื่นได้กระทำให้ตนเอง มีทั้งน้ำตาแห่งความสำนึกผิดเพราะการกระทำของเราในอดีต หรือน้ำตาแห่งความปลื้มปิติที่ค้นพบความร่ำรวย หรือต้นทุนชีวิตของตนเองอย่างมากมาย การจัดบริบทให้เกิด safe zone เพียงพอที่จะรองรับ emotion burst ตรงนี้จึงสำคัญและต้องทำด้วยความประณีตอย่างยิ่ง

หลุมอารมณ์ระดับลึกเหล่านี้ บางหลุม (บางเรื่อง) เป็นแหล่งที่มาของพลังงานลบต่อชีวิตของเรา เป็นแหล่งที่มาของ block ในชีวิตของเรา และเป็นได้แม้กระทั้งแหล่งที่มาของความทุกข์ของเรา เมื่อเรา meditate และช้าพอที่จะใคร่ครวญ และ "เห็น" ก้อนอารมณ์เหล่านี้ให้ชัดเจน เราจะพบว่าก้อนอารมณ์เหล่านี้จะไม่สามารถทำร้ายเราอย่างที่เคยได้อีกต่อไป ตรงกันข้าม เราจะเข้าใจตนเอง เข้าใจและให้อภัยตนเองและคนอื่นๆได้ง่ายขึ้น เป็๋นการ healing ปมที่อยู่ลึกได้เลยทีเดียว