*เรื่องนี้ต่อเนื่องมาจาก..ซาลามัส บังลาจริงๆ..ตอนจบของ “ บังคลาเทศ ” เนื่องจากตั้งใจทิ้งช่วงเพื่อมิให้ผู้อ่านด่าเอ๊ย ! ต้องจำเจ..จึงเขียนเรื่องเกี่ยวกับต้นกำเนิดของรร.ทหาร.อ่านแล้วเรา-ท่านๆจะได้ทราบกันอย่างแท้จริงว่าบรรดานายสิบ,หมู่หรือจ่าทั้งหลายนั้น..กว่าจะได้ติดยศมาก็แสนสาหัสพอสมควร..โดยเฉพาะจ่านาวิกโยธิน. ผู้เขียนอยากจะยืนยันว่า..เรื่องดังกล่าวยังไม่เคยมีใครเขียนมาก่อน.. ผมกลับมาจากบังคลาเทศแล้วเมื่อ ๖ ม.ค.๒๕๔๑เป็นอันว่าต้องตกงานจริง. แบบชั่วคราว.ที่จริงเกินหนึ่งเดือนน่าจะเรียกว่าถาวรน๊ะ. ผมต้องนั่ง-นอนๆอยู่ที่บ้าน บางครั้งขี่คู่ชีพออกไปสมัครงานทิ้งไว้แบบ ลม-แล้งๆ ที่ระยองบ้าง ศรีราชาบ้าง แถวกทม.ผมยังนั่งรถเข้าไปให้เขาหลอกด้วยน๊ะ ! เอาเข้าจริงไม่มีใครเรียกตัวเลย แม้แต่แห่งเดียว. พอเงินเก่าเริ่มร่อยหรอลง เออ..ได้งานแบบชั่วคราวมาสองช่วง.
เมื่อผมตกงานครั้งแรก.
My first jobless.
ช่วงแรกกลางเดือนเมษายน ๔๑ ผมได้งานที่ต้องทำอยู่ในพื้นที่สัตหีบนี่เอง ! ก่อนเริ่มงานผมต้องไปสัมภาษณ์ที่จั๊สแมคเสียก่อน. ภาษาอังกฤษสิครับ. อ๋อ ! ช่วงที่สองเขาเชิญให้ไปทำเลยครับ ไม่มีการสัมภาษณ์ใดใด ? เป็นงานที่ไม่น่าจะเกินสามเดือน หลังจากทำไปได้สองเดือนผมต้องออกเสียก่อน..เพราะทางเจ้าของบริษัทแห่งใหม่ได้เชิญชวนให้ผมมาร่วมงานด้วย ในที่สุดก็ได้งานที่ถาวรตามที่หมอดูมีชื่อท่านหนึ่ง.ได้ทำนายเอาไว้ ไม่เชื่อก็ไม่ควรลบหลู่.ที่ท่านกำลังอ่านต่อไปนี้เป็นเรื่องจริงน๊ะครับ แม้จะมีข้อความที่อาจทำให้บางท่านไม่ค่อยพอใจบ้าง ผู้เขียนต้องขออภัยน๊ะครับและที่เขียนมานี้..มิได้มีเจตนาประนามใครทั้งสิ้น เพียงเพื่อให้ผู้อ่านที่ใช้แรงงานได้ทราบความจริงบ้าง เพื่อจะได้เตรียมการก่อนจะไปสมัครงานตามที่ต่างๆนอกจากนั้น.จะได้รู้ถึงสิทธิของตัวเองบ้างมิใช่..เป็นลูกไล่ของนายจ้างตลอดไป.นายจ้างรวยเอารวยเอา.แต่ตัวพนักงานอย่างเรากลับแย่ลง อย่างดีก็เสมอตัว. เอ้า ! บริษัทที่ดีดี ผมคงตำหนิเขาไม่ลงหรอกครับ.อย่างที่บริษัทนี้ไงล่ะ ! ผมมีชีวิตที่ดีขึ้นครับเพราะมีรถเอง มีบ้านเองก็เพราะบริษัทนี้เอื้อเฟื้อผมมาตั้งแต่ต้นจนถึงวาระสุดท้าย.จริงสิครับ. ผมจะแกล้งชมไปทำไมในเมื่อผมได้ออกมาแล้ว ที่จริงเขาได้เสนอให้ผมทำงานต่อหลังจากเกษียณด้วยซ้ำ แต่ชีวิตผมต้องเปลี่ยนไปเพราะไปหลงเชื่อใจเพื่อนร่วมงานรุ่นน้องคนหนึ่ง.จึงต้องออกมาแบบไม่สวยงามนัก.แต่ชีวิตยังคงต้องดำเนินต่อไป. The show must go on. ผมอยากให้ท่านอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน ถือว่าเป็นประสบการณ์ก็แล้วกันน๊ะครับ อย่างน้อยก็จะได้ระวังกันไว้บ้าง มิต้องหลงกล. หรือเสียทีแบบที่ผมประสบมา. พอเวลาผ่านไป ผมคิดได้ว่าอย่าได้ไปโกรธเคืองใดใดเลยเพราะ จะทำให้สุขภาพจิตเสียไปเปล่าๆ และอย่างน้อยก็ยังได้มีเรื่องมาเขียนให้ท่านได้อ่านกันแบบวิทยาทานเสียด้วย ขอให้สนุกกับการอ่านน๊ะครับ.
ด้วยความเคารพ.
พจอ.พันธ์พงศ์ เลิศบุญชู ทร.๐๙.
ข้าราชการบำนาญ กองทัพเรือ.
ศิษย์เก่าอมฤตฯ

๑.ผู้เขียน. - ไปประสานงานค๊อบบร้าโกลด์ ที่พิษณุโลก.ปี ๒๕๔๐
ก่อนที่ผมจะเดินทางกลับจากประเทศบังคลาเทศ ในเที่ยวที่สอง..นภาภรณ์ เลิศบุญชู ศรีภรรยาของผมเล่าว่า..เคยดูดวงทางรายการทีวีของหมอดูคนหนึ่ง ซึ่งมีชื่อเสียงระดับหนึ่งของเมืองไทย ถ้าเอ่ยชื่อหมอผมว่า.หลายๆคนต้องร้องอ๋อ.เป็นแน่ ! ผมขอเอ่ยชื่อหน่อยน๊ะครับ. หมอผู้นั้นชื่อว่าหมอหยองครับ เขาได้ทายเกี่ยวกับดวงชะตาชีวิตของผู้ที่เกิดในราศีต่างๆ ซึ่งเริ่มมาจากเดือนมกราคมมาเรื่อยๆ จนเกือบสิ้นปีจึงจะมาตรงกับราศีธนู ซึ่งตรงกับราศีของผม. โดยบอกว่าผู้ที่เกิดราศีนี้ จะมีเกณฑ์ตกงานให้ระวังเอาไว้ แต่ได้บอกอีกน๊ะว่าอย่าตกใจ..เพราะมีโอกาสที่จะได้งานที่ถาวร Permanent Job. จนกระทั่ง ๖ ม.ค.๔๑ ผมเดินทางกลับมาจากประเทศบังคลาเทศ มาถึงเมืองไทยช่วงค่ำๆ แล้วเลยมายังบ้านพักที่สัตหีบทันที ขอสงบสติอารมย์ก่อน เพราะเหนื่อยมาหลายวันแล้ว. เช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากทำอะไรเสร็จแล้ว ผมจึงถือโอกาสเข้าไปที่บริษัทฯ เพื่อจะได้ทราบความเคลื่อนไหวต่างๆ ในขณะนั้นเศรษฐกิจต่างๆได้ทรุดลงมากครับ หรือที่เขาเรียกกันว่าช่วงฟองสะบู่แตก ทำให้หลายบริษัทฯปลดคนงานออก Lay Off. โดยบางแห่งได้จ่ายเงินให้กับพนักงานด้วย เป็นการปลอบขวัญ เพื่อจะได้เป็นการเลิกจ้างที่ถูกต้องตามกฎหมายแรงงานด้วย แต่มีอีกหลายบริษัทฯที่ไม่ยอมจ่ายเงินให้กับพนักงานตามกติกาโดยยึดหลักว่า ถ้าอยากได้เงินให้พนักงานไปฟ้องร้องเอาเองที่กรมแรงงาน ท่านลองคิดดูง่ายๆเถอะว่าระดับคนงานนั้นโดยเฉพาะ.พวกที่หาเช้ากินค่ำ.พวกเขาจะเอาปัญญาที่ไหน?ไปเพื่อฟ้องร้องนายจ้าง...เสียเวลาทำมาหากินของพวกเขาเปล่าๆ เออ...ถ้าฟ้องแล้วโอกาสจะชนะ มีไหมล่ะ ?เชื่อผมเถอะครับ..ร้อยทั้งร้อย ไม่มีใครทำหรอกน่า.สาเหตุนี้กระมัง !เลยกลายเป็นว่าเจ้านายถือไพ่เหนือกว่า.ที่กล่าวมานี้ผมหมายถึง...นายที่ไม่ดีต่างหากครับ !ไอ้นายที่ดีดีนั้นก็พอมีให้เห็นอยู่เหมือนกันในยุคนี้ แม้ว่าจะไม่มากนัก. บริษัทฯที่ผมทำอยู่ด้วยนั้นได้ดำเนินการกับพนักงานในอย่างหลังนี้ โดยปลดพนักงานออกหลายตำแหน่ง และให้ไปฟ้องกับกรมแรงงานเอง ส่วนใครที่หัวอ่อนไม่ไปฟ้องร้องบริษัทฯถือว่า..ไม่ต้องจ่ายเงินชดเชยใดใด ? สบายเสียอีก..เอาเปรียบกันอย่างเห็นได้ชัด.

๒. โตนี่ฟางเองครับ. - ไปคุมงามที่ท่าเรือแหลมฉบัง. ปี๒๕๓๙
ผมออกจากราชการมาไม่นานนัก แต่ทำงานมาหลายบริษัทแล้วครับ จึงสามารถสรุปได้ว่าหลายๆบริษัทยังคงเอาเปรียบลูกจ้างกันทั้งนั้น หรือว่าบริษัทใดจะเถียงแทน ? กรุณายกมือ.แล้วยืนขึ้นน๊ะครับ. แล้วแต่จังหวะและโอกาส..มีหลายบริษัทฯที่ดีแต่แหกปากว่าไม่เอาเปรียบลูกจ้าง ท่านผู้อ่านลองกลับมามองที่การกระทำสิครับ ! ตรงกันข้ามเลยทีเดียว. ทุกรูปแบบครับ..ผมจะค่อยๆแจงให้ท่านผู้อ่านทราบน๊ะครับ..ผมเดินเข้ามาที่บริษัทฯและแจ้งหน.แผนกบุคคลว่า ผมจะขอพักตามที่ได้ตกลงไว้กับผู้จัดการก่อนเดินทางแต่หล่อนบอก ผมว่า..ผู้จัดการสั่งว่าอันดับแรกให้ยึดหนังสือเดินทางไว้และสั่งไม่ให้ผมพัก ผมเกลียดครับโดยเฉพาะพวกที่ไม่รักษาสัญญา.ผมทุบโต๊ะโครม !และประกาศเอกราชโดยบอกว่าถ้าไม่ให้พักผมออก และไม่เคยคิดที่จะฟ้องร้องให้วุ่นวาย ผมเดินออกจากบริษัทฯดังกล่าว.ตั้งแต่วินาทีนั้น !โดยไม่เรียกร้องอะไรแม้แต่นิดเดียวเลยจริงๆ. ทำไมไม่คิดถึงตอนที่ประชุมบ้างล่ะ ? ที่ผมถามก่อนไปนั้นถ้าท่านลืม..ผมจะทวนให้..ก่อนที่เราจะเดินทางไปทำงานที่ประเทศบังคลาเทศนั้นได้มีการประชุมกันแล้ว.ผมกับบรรดาช่างเชื่อม. ในห้องผู้จัดการนั่นแหละ ! ตัวเองพูดเองทั้งนั้นพอเอาเข้าจริงดันลืมก่อนเพื่อน ทำไมคนเราจึงลืมง่ายนักล่ะ ?นี่กระมัง ! เขาจึงมักพูดกันว่า สมองหมา..ปัญญาควาย มันคงถูกเข้าสักอย่างล่ะน่า ! ไอ้ที่กูกำไรหรือได้เปรียบพนักงานล่ะก็ขอโทษ..กูจำแม่น..อันไหนที่กูเสียเปรียบพนักงานหรือลูกจ้างล่ะก็ เออ..ไม่รู้ว่าเป็นอะไร ? มันลืมง่ายจริงๆว่ะ ! เอ๊ะ ! กูเป็นอันไซเมอร์ ตั้งแต่เมื่อไรว๊ะนี่? ยังดีน๊ะที่เขาไม่เรียกรปภ.มาแล้วให้ช่วยไปดูข้างๆนั้นหน่อยสิว่า..ใครมาเห่าอยู่ และช่วยไล่ให้ไปเห่าที่อื่นด้วยน๊ะ !
ผู้เขียน : ผมขอถามหน่อยครับ เพื่อจะไม่ต้องมาเถียงกันทีหลัง บริษัท จะให้ผมวันละเท่าไร ?
ผู้จัดการ : กำลังคิดอยู่สักพักใหญ่...เออ..ผมให้พี่วันละ ๑,๕๐๐ บาท - ถ้าทำถึงเดือน กลับมาผมจะให้พี่พักเดือนละ ๗ วัน ระหว่างที่กลับมาพัก ผมจะจ่ายให้พี่วันละ ๕๐๐ บาท.
ผู้เขียน : เอาครับ ! ที่จริงผมปรึกษากับศรีภรรยาแล้วว่าต้องการเพียงวันละ ๑ พันบาทเท่านั้น !
ขนาดผมรู้มาว่าทางโน้นจ่ายผมวันละ๓,๖๐๐ บาท ผมยังไม่ว่าอะไรเลย เพราะถือว่าได้ตกลงกันแล้ว ลูกผู้ชายพูดแล้วต้องรักษาสัญญาMan to man talk.ฝรั่งเขาว่าอย่างนั้น !แต่เวลาที่พี่แกจะต้องจ่ายให้ลูกน้อง วันละ ๕๐๐ บาท. ตอนที่ผมกลับมาพัก. เออ ! พี่แกทำเป็นลืมได้ลงคอน๊ะ ไม่ยอมจ่ายเสียดื้อๆงั้นแหละ ! ไอ้คนแบบนี้ขืนอยู่ไป ชีวิตมันก็ไม่มีความสุขหรอกครับ.นอกจาก มันจะโกหกตัวเอง.

๓. ผู้เขียนเองครับ. - มุมหนึ่งในแค๊มป์พักที่บังคลาเทศ.ปี ๒๕๔๐
ผมออกจากบริษัทฯ แล้วรีบกลับบ้านทันที..โดยรีบมาเขียนหนังสือถึงหัวหน้าแผนกบุคคลแล้วนำกลับไปให้เธออ่าน เพื่อประดับความรู้เพราะคิดว่า..คนที่จะมาเป็นหัวหน้าแผนกบุคคลนั้นควรศึกษาหาความรู้ไว้ตลอดเวลา และที่สำคัญจะต้องรู้เรื่องที่เกี่ยวกับงานบุคคลโดยตรง มิใช่เจ้านายสั่งอะไรก็ทำตามชนิดที่เอาใจนายหรือที่ เรา - ท่าน ๆ มักเรียกว่าชเลียร์นั่นเอง เจ้านายนั้นเขามิได้ฉลาดทุกคนหรอกจ๊ะ ! บางคนสั่งเอาๆเพราะถือว่าข้าฯเป็นนาย และคิดตลอดว่าข้าฯต้องถูกเสมอ ถ้าไม่เชื่อให้กลับไปดูข้อหนึ่ง..ข้อ ๑ ระบุว่า นายต้องถูกเสมอ. แม้ว่าผมได้ลาออกจากราชการแล้ว ที่จริงผมได้เปลี่ยนงานมาหลายบริษัทแล้ว. ผมอยากบอกว่า..เจ้าของบริษัทใหญ่ที่ส่งคนงานไปทำงานในแท่นขุดเจาะน้ำมันนั้น ท่านพูดจาได้ไพเราะ มากครับ ท่านพูดแบบเกรงว่าพนักงานจะโกรธ ดูสิ !เจ้านายเช่นนี้มิได้หาได้ง่ายๆนักดอกน๊ะ ต่างกับบริษัทที่ผมกำลังเดินออกมาราวฟ้ากับดินทีเดียว ลูกน้องที่ดีก็ควรจะต้องมีการเสนอแนะบ้าง เช่นบ๊อสคะ ! ทำแบบนี้จะดีเหรอค๊ะ? หนูว่าอย่าไปรังแกพวกเขาเลยน๊ะ.เห็นไหมว่า..แม้เจ้านายจะเกลียดแต่พวกพนักงานด้วยกันชอบน๊ะ ก็ถ้าเธอไม่ทำแบบนี้แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าพนักงานบริษัทฯนี้เขารักเธอ..ไปทางไหนเขาก็จะชมว่าแหมหัวหน้าแผนกบุคคลนี้..น่ารักจังเลย.เธอช่วยรักษาผลประโยชน์ให้กับพนักงานทุกคน แล้วก็ค่อยนำเหตุผลต่างๆมาหักล้างกัน ถ้าเจ้านายดีจริงล่ะก็เขาคงคิดและเห็นด้วยกับเราบ้างล่ะน่า ! นอกจากจะเจอแต่นายอีกประเภท เท่านั้นเอง ! นางหัวหน้าแผนกคนเดิมยังร้องไห้ไม่หยุด หลังจากที่อ่านหนังสือของผม ไปได้ไม่กี่บรรทัด. ผมเลยตะคอกไปว่าเธอจะร้องไห้ไปทำไมล่ะ ? ผมถือโอกาสสอนเสียเลย. เป็นถึงหัวหน้าแผนกบุคคลเธอควรจะต้องรู้บ้าง ! เกี่ยวกับเรื่องต่างๆหรือสิทธิต่างๆที่พนักงานควร หรือ ไม่ควรจะได้รับ อย่างน้อยจะได้อธิบายให้เขาฟังได้.
๔. นายทองสุก. - เจ้าของพาสปอร์ตที่ถูกยึด. ที่แท่นเจาะน้ำมันเมืองสีมังโกล. ปี ๒๕๔๐
เรียน หัวหน้าแผนกบุคคล บริษัทแห่งหนึ่ง. อย่าไปเอ่ยชื่อเลยน๊ะเพราะผมไม่อยากถูกฟ้อง.
เรื่อง หนังสือเดินทาง
ตามที่กฎหมายแรงงานได้ระบุไว้ว่า ห้างร้านหรือบริษัทใด ? ที่ต้องการจะส่งพนักงานไปทำงาน ที่ต่างประเทศ บริษัทฯหรือห้างร้านนั้นๆจะต้องเป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย และหนังสือเดินทางให้กับพนักงานทุกคน.ส่วนหนัง สือเดินทางหรือพาสปอร์ต. Passport. เป็นสมบัติของผู้ที่ถูกระบุตามชื่อในเล่มนั้นๆ ให้ดูจากข้อที่ห้าด้านหลัง ของหนังสือเดินทาง.
- - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -
มิใช่จะมายึดไว้และมาบอกพนักงานว่า..ถ้าอยากได้พาสปอร์ตคืนให้มาไถ่เอาจำนวน..กี่พันบาท.ตามที่ตัวเอง ตั้งราคาไว้. อันนี้ผมพูดกับพนักงานที่มาเล่าให้ผมฟังภายหลัง. นายทองสุขบอกว่า.. เขาเรียกค่าไถ่จากผม ๔,๐๐๐ บาท ถ้าอยากได้หนังสือเดินทางคืน ผมย้ำว่าไม่ต้องไปไถ่เพราะยังไงๆ เขาก็เอาไปใช้ไม่ได้หรอก ! และถ้าใครจะมาจ้างเราไป เดี๋ยวเขาก็ต้องออกค่าใช้จ่ายในการทำเล่มใหม่ให้เราเอง นั่นแหละ! ยังมีอีกหลายบรรทัด แต่เธอหยุดอ่านและแอบร้องไห้เสียก่อน เห็นไหมครับ ? ให้พนักงานมายืนด่าอยู่ได้ยังไง ? คนเราเป็นถึงระดับหัวหน้านั้นอย่างน้อย..มันต้องอธิบายให้พนักงานฟังได้ เมื่อพนักงานโกรธก็จะได้ใจเย็นลงบ้างนี่อะไร ? ดันเอาเสมียนมาเป็นแผนกบุคคลเพื่อไม่ต้องจ่ายค่าจ้างในตำแหน่งนั้น ก็คงจะได้หัวหน้าที่ไม่ฉลาดตามนัก แล้วเมื่อไรล่ะ ? บริษัทฯจึงจะเจริญทันบริษัทฯข้างเคียง ไม่ใช่เอาป้าย ไอ เอส โอ ISO. มาติดให้รกบริษัทฯไปอย่างงั้นเอง ! ผมยืนอยู่ตรงนั้นเคยได้ยิน ฝรั่งลูกค้าถามเจ้าของบริษัทว่า เออ ! ทำไมพนักงานเจ็บอยู่เรื่อย ? ทั้งๆที่เห็นติดป้ายปลอดภัยไว้ก่อน..เต็มไปหมด แกตอบไม่ได้ครับ.
Client. : Why do your people always get hurt despite you have
the safety signs around the company area. ?
Manager. : Silence..Silence.
๕. ซีเหนี่ยซุปเปอร์ไว๊เซอร์กับลูกชาย -โต๊ะทำงานบริษัทแรก. ปี๒๕๓๙
อีกสัปดาห์ต่อมา เราปรึกษากันเพื่อจัดงานเลี้ยงประจำหกเดือน เรา หมายถึงผมและเพื่อนๆ ที่ได้ลาออกจากราชการและมาทำงานอยู่ตามบริษัทต่างๆ แต่พักอยู่ภายในบริเวณใกล้เคียงนี้ - ช่วงตั้งแต่ท่าเรือแหลมฉะบังมาจนถึงท่าเรือมาบตาพุด เราขนานนามกันเองว่า “ ทหารเรือแตกทัพ.” เพราะส่วนใหญ่เป็นพวกที่ไม่อยากอยู่ในราชการด้วยเหตุผลที่ต่างกัน ของแต่ละคน.ถือว่าเป็นเหตุผลที่ดีครับและเท่าที่ออกกันมานั้น..ส่วนใหญ่ประสพความสำเร็จเพราะได้เงินเดือนมากกว่าที่อยู่ในราชการ ๒-๓ เท่า. มีบ้างที่ออกมาทำงานส่วนตัวเช่นเปิดอู่ซ่อมต่างๆ.หรือค้าขาย ฯ ผมอยากจะบอกว่างานเลี้ยงในแต่ละครั้งนั้นมีค่าที่ควรจะมาพบกัน เพราะถ้าบริษัทฯที่เราทำงานอยู่ต้องการคนเพิ่ม เรามักจะมาบอกกล่าวกันจนหลายๆคนได้งานกันไปแล้ว ท่านอาจจะไม่อยากเชื่อผมก็ได้น๊ะ! งานเดี๋ยวนี้มักไม่ค่อยมีการประกาศลงตามหนังสือพิมพ์หรอกครับ มักจะรู้กันเฉพาะภายในวงการเท่านั้น ! นอกจากถ้าเขาหาตำแหน่งที่ต้องการไม่ได้นั่นแหละ ! เขาจึงจะประกาศตามสื่อต่างๆ..เราเริ่มกันตั้งแต่แดดยังไม่ร่ม - ลมยังไม่ตกเลยครับ เหล้าขวดที่สองเริ่มเปิดแล้ว เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ผู้จัดการคนเก่าของผม..มาใช้บริการที่นี่ด้วย. ผมถือโอกาสเชิญมาร่วมวงด้วย เราคุยกันพักใหญ่แต่ไม่ประสพความสำเร็จครับ เขายืนกรานว่าจะไม่จ่ายเงินช่วงที่มาพักให้ผม ผิดสัญญานั่นเอง ! ผมโมโหเลยบอกว่า..ถ้าไม่จ่ายผมยกให้เลยไม่เอาก็ได้ แกกลับโมโหมากกว่าเดิมโดยสวนมาว่า..ผมไม่ได้เป็นหนี้พี่สักหน่อย.ตกลงผู้จัดการคนเก่าของผมเป็นผู้ออกค่าอาหารมื้อนั้น. ผมกลับมานอนคิดว่าไม่ได้น๊ะ !ถ้ายกเงินจำนวนนี้ให้เขา..ก็สบายน่ะสิ ! และจะเป็นการสร้างนิสัยที่ไม่ดี เพื่อให้เขาไปโกงคนอื่นได้อีก. เช้าวันรุ่งขึ้น ผมนำคู่ชีพไปที่บริษัทฯ และเริ่มเจรจากันอีกครั้ง เจ๊ผู้หญิงนั้นกลับดีเกินคาดครับ :
นายจ้างหญิง : เธอบอกว่าโถ! ให้พี่เขาไปเถอะ ! เงินเพียงแค่นี้
นายจ้างชาย : ไม่ให้! ผู้จัดการพูดได้คำเดียว..คำเดียวจริงๆ
ผู้เขียน : ผมขอพูดเป็นคำสุดท้ายว่า เอางี้ ! พบกันครึ่งทาง ๒,๐๐๐ บาท
๖. ดช.แบ๊งค์. -ไปช่วยป๋าเก็บขยะในพื้นที่ก.ม.๑๐ ในวันเฉลิมพระชนม์พรรษาปี ๒๕๓๙.
รายการต่อไปนี้เป็นรายการที่ถูกต้องครับ. ค้างตั้งแต่เที่ยวก่อน ๕๐๐ บาท เที่ยวนี้ ๓,๕๐๐ บาท. ผมไปทำงานเที่ยวแรก...สองเดือนเศษๆที่จริงจะต้องจ่ายให้ผม = ๑๔ x ๕๐๐ ก็คือ ๗,๐๐๐ บาท รวมแล้วโกงครั้งแรก ๓,๕๐๐ บาท. + ครั้งที่สองก็เช่นกันครับ สรุปแล้วตั้งใจโกงผมทั้งสิ้น ๗,๐๐๐ บาท. นานทีเดียวกว่าจะยอมจ่าย..ผมรับเงินแบบไม่เต็มใจนัก.จะให้เต็มใจได้อย่างไรล่ะครับ? ที่จริงต้องได้มากกว่านี้แต่พี่แกจ่ายให้ เพียงครึ่งเดียว แถมกว่าจะได้เงินของเราเองหืดขึ้นคอเลยน๊ะ!ถ้าเป็นท่านล่ะ.ยังจะเต็มใจอีกเหรอ ? ผมรีบ ออกจากบริษัทฯทันที เจ้าของบริษัทฯคงคิดว่าไอ้จ่าคนนี้...พอออกจากเราไปคงไม่มีที่ไปแน่ๆ ช่างเถอะผมคิดอย่างน้อยผมขอออกไปจากบริษัทฯนี้ก่อนก็แล้วกัน ถ้าอยู่นานเดี๋ยวอาจถูกโกงอีกก็ได้..จริงตามที่คำพูดในสติ๊กเกอร์ที่นิยมติดกันตามกระจกรถสองแถวรู้หน้าไม่รู้ใจ.ผมคงต้องหามาติดไว้ท้ายรถกระบะของผมสักแผ่นแล้วล่ะครับ ! เผื่อจะได้เจอคนที่รู้หน้าและรู้ใจ พร้อมกันทีเดียวเลย. รวมเวลาแล้วผมได้ตกงานอยู่จริงๆ ๓-๔ เดือน.โดยนั่ง-นอนๆอยู่ที่บ้านกดรีโมตเพื่อเปลี่ยนช่องทีวีไปเรื่อยๆ จนทีวีแทบจะพัง.ช่วงไหนถ้าว่างผมก็ขี่มอเตอร์ไซด์คู่ชีพไปสมัครงานตามพื้นที่ใกล้เคียง. ไปแถวปลวกแดงระยองบ้าง แวะมาดูแถวมาบตาพุดบ้าง.ไม่ประสพความสำเร็จครับ..บางครั้งผมอ่านเจอในหนังสือพิมพ์ก็บุกไปเสียทีที่ตลาดหมอชิตเก่าบ้าง ที่ถนนรามอินทราบ้าง ผมได้พบเจอกับประสบการณ์แปลกใหม่ หลายอย่างทีเดียวครับ. สถานที่ซึ่งผมได้ไปหางานที่ไกลที่สุดคือ ผมนั่งรถปรับอากาศระยอง-เชียงใหม่ ไป -กลับ.เพื่อไปสมัครกับเพื่อนที่กำแพงเพชรโน่น! เป็นงานขุดเจาะน้ำมันบนบก. ส่วนสถานที่แรกที่ผมขี่รถมอเตอร์ไซด์ไปสมัครนั้น อยู่ที่อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ห่างจากบ้านผมประมาณ ๘๐ กม. เขียนใบสมัครแล้ว ยังแอบหวังว่าน่าจะได้งานแน่ๆ ผมสมัครในตำแหน่ง ควบคุมเครื่องจักรครับ. ที่นี่ทำเกี่ยวกับการผลิตผ้า มีให้เลือกหลายตำแหน่ง. ผมเลือกตำแหน่งแมคคานิค Mechanic.ถ้าใครพูดภาษาอังกฤษได้จะรับไว้พิจารณาก่อน.ผมเห็นแต่เด็กๆหรือผู้ที่อายุน้อยๆเท่านั้น !ที่แห่มาสมัครกันหรืออาจจะเพิ่งจบกันมาก็ได้.

๗. นายท๊อปกับผู้เขียน. - ที่แท่นกลึงบริษัททอมส์. ปี ๒๕๓๙
ดูแล้วผมน่าจะอายุมากกว่าอีกหลายๆคน แต่ที่แน่ใจว่าผมควรจะได้งานเพราะตอนยื่นใบสมัครนั้นพบว่า หลังจากที่เจ้าหน้าที่สาวได้อ่านเสร็จแล้ว เธอได้แยกใบสมัครของผมไปไว้อีกที่หนึ่งทำให้ผมแน่ใจมากขึ้นผมแอบลำพองอยู่ในใจ.ก็แหม ! ประกาศนียบัตรจากต่างประเทศตั้งหลายใบ แถมยังผ่านงานเกี่ยวกับเครื่องยนต์มาทั้งนั้น ภาษาก็พอใช้ได้.ขณะเขียนเรื่อง..ใครคงนำไปห่อกล้วยแขกแล้วเป็นแน่ ! นี่ถ้าเผอิญได้งานตรงนั้นก็คงลำบากหน่อยเพราะว่า..ต้องรีบเพื่อไปทำงานให้ทัน โดยต้องไปขึ้นรถของบริษัทฯ ที่จังหวัดระยองหรือไม่ก็ต้องขี่รถไปเองทุกวัน.ไป-กลับหนึ่งวัน. ระยะทางเท่ากับจากสัตหีบไปกรุงเทพฯ ๑ เที่ยว ดีน๊ะที่ทางบริษัทฯไม่ได้เรียกตัวมามิฉนั้นรถสิบล้อคงเอาไปกินเข้าสักวันแน่ๆ ก็แถวๆมาบตาพุดนั้นทั้งสิบล้อและรถเทรลเลอร์เป็นร้อยๆทีเดียวครับ. ผมเองได้แต่ร้องเพลงรอ..รอไปเรื่อยๆเพราะเศรษฐกิจได้ทรุดลงอีก เหมือนอ๊าฟเตอร์ช๊อค After Shock.ของแผ่นดินไหว.จึงเกิดการระส่ำระสายขึ้นอีกครั้งในหมู่ของคนรากหญ้า ผมได้แต่สงสารคนเหล่านั้นจริงๆน๊ะครับ ! พวกเขาจะอยู่กินกันอย่างไร ?ไหนจะค่าเล่าเรียนลูก ?ไอ้ผมนั้นไม่เท่าไรหรอกครับเพราะมีบำนาญรับอยู่.ขาดไม่กี่สตางค์ก็ครบหนึ่งหมื่นบาท. ค่าเล่าเรียนผมก็ยังเบิกได้ , ค่ารักษาพยาบาล ก็ยังเบิกได้อีกต่างหาก สงสารแต่คนจน. ในที่สุดไม่มีใครเรียกมาเลยแม้แต่เจ้าเดียว. ต่อมาผมไปพบเพื่อนทหารรุ่นน้อง เขาลาออกก่อนผม. เขาทำอยู่ที่ไทยแท๊งค์ มาบตาพุดโน่น ! Thai Tank. แต่ก็ไม่ประสพความสำเร็จเพราะผมไม่มีใบจป.ตรงสายงาน. * ใบจป.นี้ทุกคนต้องไปอบรมมาเอง โดยต้องออกค่าใช้จ่ายเองซึ่งเขามีให้เลือกหลายสาขา และมีการเปิดอบรมเป็นรุ่นๆปีละครั้งบ้างสองครั้งบ้าง ใครสนใจคงต้องติดตามกันเองเพราะการอบรมนี้..มักจะเปิดอบรมตามโรงแรมใหญ่ๆ ค่าใช้จ่ายครั้งละหนึ่งหมื่นขึ้นไป.ถ้าผ่านการอบรมมาล่ะก็คุ้มค่าครับ! มักจะเริ่มต้นจาก หมื่นห้าขึ้นไป. บางตำแหน่งเขาจะระบุเสมอว่าต้องมีใบจป.ด้วยเขาจึงจะรับไว้ทำงานเช่น งานเกี่ยวกับด้านความปลอดภัย. ที่เรา เรียกว่าพวกเซฟตี้ Safety. นั่นแหละครับ !

๘. อบรมกันก่อนเก็บขยะ - ภาพโดยผู้เขียน. ปี ๒๕๓๙
เพื่อนๆหลายคนยอมลงทุนเพราะอายุยังน้อยนั่นเอง ! ผมไม่เสียดายเงิน ค่าอบรมหรอกครับ อยากมีสักใบด้วยซ้ำแต่เกี่ยงที่อายุครับ. เรื่องงานนั้นมีเพียบที่ผมสามารถทำได้ แต่ตอนสมัครนี่สิพี่แกจะต้องบอกทุกครั้งสิว่าอายุเท่านั้น , อายุต้องไม่เกินเท่านี้ ! มีหลายๆบริษัทฯพอเห็นใบผ่านงานผมแล้วเขาบอกว่า โอ้โฮพี่ประสพการเพียบแต่อายุเยอะไปหน่อยน๊ะ ถ้าไม่รับ แล้วเอ็ง จะมาพูดให้ดีใจทำไมว๊ะ ? เป็นอันว่าผมต้องผิดหวังกลับมาอีกครั้ง. โถ ๆตอนที่ผมออกจากราชการนั้นน่ะ ! สี่สิบหกปีแล้วล่ะลูกพี่..แก่ไปหน่อยมั้ง ?แต่ยังไม่สุก. ช่วงที่ทำอยู่บริษัทฯเดิมนั้นมีคนมาชวนไปสมัครทำงานกับการบินไทย ซึ่งเปิดอาคารเกี่ยวกับการซ่อมสร้างขึ้นใหม่ ที่หัวสนามบินอู่ตะเภา. ที่สำคัญต้องใช้ภาษาอังกฤษได้. ตอนนั้นเขาปิดประกาศรับสมัครไว้ที่ รพ.สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯผมมีโอกาสแวบมาดูกับเขาด้วยแต่ก้าวแรกที่ผมขึ้นบันไดมาผมก็ต้องก้าวลงทันทีเพราะเห็นแต่ไกล..พี่แกว่าผู้สมัครต้องอายุไม่เกิน๒๗ปี นี่แหละครับคือความแตกต่างที่เห็นได้ชัด ระหว่างบริษัทฯของคนไทย และของต่างประเทศ We will hire you as long as you can work for me.บริษัทฯต่างประเทศมักจะพูดเช่นนี้.เราจ้างทุกคนตราบใดที่ท่านสามารถทำงานให้เราได้.ผมเคยเห็นหลายๆท่าน ที่มาทำงานขุดเจาะน้ำมันกับบริษัทต่างชาติ. ผมไปรับ-ส่ง เสมอๆ เช่นนาย เจอรามี่ Jeramy. ช่างไฟจากบริษัทใหญ่แห่งหนึ่ง และนายเอียน วู๊ดเวิร์ด Mr. Ian Woodward. จากบริษัทส่งอาหารแห่งหนึ่ง ฯคนพวกนี้อายุไม่น้อยครับ.ยังมีอีกหลายคนที่มีอายุมากแต่ก็มีฝีมือครับ...บริษัทฝรั่งเขาจึงมักจะไม่เกี่ยงเรื่องค่าจ้าง. ผมมาแอบนับเกี่ยวกับการใช้จ่ายต่างๆในการไปสมัครงาน เช่นค่าถ่ายเอกสาร ,ค่ารถ ,รวมทั้งที่ไม่ควรจะเสียเช่นค่าตามตัวอีกต่างหาก ก็หมดไปกว่าสามพันบาททีเดียวครับ. เงินขนาดนี้ ถือว่ามากพอสมควร. ในปีพ.ศ. ๒๕๔๑ น่าเสียดายจริงๆครับ. เงินทองที่ผมต้องจ่ายเพื่อไปตระเวนสมัครงาน และไหนจะต้องเสียเวลาในการเดินทางไปตามที่ต่างๆ ไม่มีใครเรียกผมเลยแม้แต่บริษัทเดียว. เขาบอกว่าคนเรานันถ้าจะได้งานล่ะก็ ! ยังไงๆมันต้องได้เองนั่นแหละ ! ไม่ต้องไปดิ้นรนมากมาย เพราะมันอยู่ที่จังหวะหรือโอกาสต่างหาก.
๙. พี่ศิลาชัยกับผู้เขียน. - ทำสมอเรือที่แหลมฉบัง.ปี ๒๕๔๐
ส่วนภรรยาของผมนั้นเธอบอกว่า เอ๊ะ ! ก็ได้แต่รออยู่นี่แหละว่า..เมื่อไรจะได้งานถาวรตามที่หมอหยองได้ทำนายไว้เสียที..ช่วงนั้นผมยังไม่หยุดนิ่งครับ ผมออกจากสัตหีบแต่เช้ามุ่งหน้าไปกรุงเทพฯเฉกเช่น ที่ชาวบ้านทั้งหลายเขาทำกัน ผมมาที่บริษัทฯแห่งหนึ่งตามที่เพื่อนได้บอกว่า. เขาต้องการคนที่พูดอังกฤษได้แต่ผมรู้ว่า ไม่น่าจะได้งานตำแหน่งนี้ เพราะจริงๆแล้วเขาสอบรอบแรกไปแล้วนั่นเอง ! ไม่ว่ากันครับ. ความจริงผมเองก็มีแผนสองกับเขาเหมือนกัน เพราะผมได้ตัดใบประกาศรับสมัครงานบางตำแหน่งที่คิดว่าทำได้จากหนังสือพิมพ์ และถือบุกมาถึงต้นทางที่กรุงเทพฯ แห่งแรกนั้นผมได้มาที่หลังตลาดหมอชิตเก่า ตกลงกันแล้วว่าเขาจะรับผม แต่ผมเป็นฝ่ายปฎิเสธไปเอง. หลังจากรู้เรื่องเงินเดือนเพราะเขาตกลงให้ผมถูกเกินไป Low Salary. ผมเลยมายังอีกบริษัทฯหนึ่ง ซึ่งมีสำนักงานตั้งอยู่ที่กม.แปดรามอินทรา เป็นบ้านหลังเดี่ยวหายากพอสมควร และที่บ้านนี้เองทำให้ผมมีโอกาสรู้ว่า..ที่เขาหลอกกันนั้นเป็นอย่างไร ? พอก้าวเข้ามาในบ้าน..พนักงานมารุมถามว่าจะรับอะไรดีคะ ?