12. ออกแบบแผนการเรียนรู้
หลาย ๆตอนที่ผ่านมา ผมได้นำเสนอวิธีการวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นสู่ผลการเรียนรู้และสาระการเรียนรู้ให้เห็นภาพเป็นขั้นตอนง่าย ๆ ซึ่งเมื่อเราสามารถวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น (หรือตัวบ่งชี้) ได้ตามขั้นตอนที่นำเสนอแล้วนั้น เราก็สามารถดึงสิ่งที่เราวิเคราะห์ได้มาจัดทำแผนการเรียนรู้ได้ทันที แต่นั่นแหละในการจัดทำแผนการเรียนรู้แบบบูรณาการนั้น ถ้าเรานำตัวบ่งชี้แต่ละตัวบ่งชี้ที่วิเคราะห์ออกมาเป็นผลการเรียนรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้และสาระการเรียนรู้ออกมาจัดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นรายข้อต่อยืดกัน มันก็จะเป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบขนมชั้นคือ นำสาระการเรียนรู้แต่ละเรื่องของแต่ละรายวิชามาเรียงสอนต่อกันให้เป็นเรื่องเดียวกัน แต่นักเรียนก็ยังเรียนเป็นรายวิชาอยู่เพียงแต่เรียนในเรื่องเดียวหลายวิชาจนจบบทเรียนนั้น ซึ่งเป็นการบูรณาการที่ไม่ได้โขลกจุดประสงค์การเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ให้เป็นเรื่องเดียวกันในกิจกรรมเดียวกัน ส่งผลให้นักเรียนยังทำบทเรียนที่มีผลงานหนักเหมือนเดิมคือ เท่ากับรายวิชาที่ครูต้องการ สั่งให้ทำ ถ้าจัดการบูรณาการอย่างนี้ก็เท่ากับผู้เรียนไม่ได้รับการเปลี่ยนแปลงวิธีการเรียนรู้เท่าไร มีเพียงครูที่มีผลงานเก่าในวิธีการและชื่อใหม่ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบบูรณาการ แท้จริงแล้ว ชื่อใหม่แต่ไม่ใหม่ในความเป็นจริง
เมื่อเราวิเคราะห์มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้น (ตัวบ่งชี้) ทุกกลุ่มสาระที่สามารถนำมาโขลกรวมกันเป็นเนื้อเดียวกัน หรือที่เรียกว่า บูรณาการกันได้แล้ว ก่อนอื่นคุณครูจะต้อง “ออกแบบสอน” ก่อน ซึ่งตรงนี้แหละที่หลักสูตรได้กล่าวว่า “....ครูต้องออกแบบสอน...” ซึ่งผมได้ยกมานำเสนอให้ตอนต้นแล้วนั้น
การออกแบบสอนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะก่อนที่จะออกแบบสอนได้เราต้องดูตัวบ่งชี้ที่วิเคราะห์ออกมาทั้งหมดนั้นว่า ควรจะนำสาระการเรียนรู้หรือจุดประสงค์การเรียนรู้ใดมา เรียงร้อยให้อยู่ใกล้ชิดกัน เพื่อจะบูรณาการเข้าด้วยกันได้ง่าย ตรงนี้เราต้องดูและคิดอย่างพินิจพิจารณาให้ลึกซึ้ง จนกระทั่งรู้ว่า อะไรควรอยู่กับอะไรได้แล้วเราก็มานึกเรื่องสอน คือ นึกนำจุดประสงค์การเรียนรู้หรือสาระการเรียนรู้นั้นมาสร้างเรื่องสอน ตรงนี้สามารถทำได้โดยทางหนึ่งทางใดในสองทางคือ
1. สร้างเป็นเรื่องเรียนแบบ Story line เช่น ในหน่วยการเรียนเรื่องหมู่บ้านสงบสุข นี้ จะให้นักเรียนสร้างเมืองสมมติขึ้นมาในห้องเรียน แล้วจัดกิจกรรมตามเรื่องที่คิดไว้ให้ดำเนินไปเป็นฉาก ๆ เด็กเรียนเหมือนกับได้เล่นละครเพื่อการเรียนรู้ไปตลอดเวลา
2. เรียนจากสถานการณ์แห่งความเป็นจริง ขอยกเรื่อง หมู่บ้านสงบสุขนี้แหละ เมื่อเราต้องการให้นักเรียนรู้และเข้าไปร่วมกันแก้ปัญหาในหมู่บ้านของตน บทเรียนที่นักเรียนควรเรียนรู้ก็ต้องใช้บทเรียนที่เกิดขึ้นจริงในหมู่บ้านของตน นักเรียนต้องเข้าไปเรียนรู้ในสถานการณ์จริงเหล่านั้น
ถามว่าทั้ง 2 แบบนี้อย่างไหนดีกว่า ขอตอบว่ามีส่วนดีต่างกัน แบบแรกนั้น นักเรียนเรียนสนุกได้สร้างสิ่งที่อยากจะทำ แก้ปัญหากิจกรรมจำลอง สถานการณ์จำลอง มากกว่าสถานการณ์จริง เรียนไปเพลินไปกับความคิดฝันของผู้เรียนได้ และตัวความรู้จะค่อย ๆ ซึมซับเข้าสู่ผู้เรียนเรื่อย ๆ จนบทสุดท้ายองค์ความรู้ที่สมบูรณ์แบบก็จะมีขึ้นที่ผู้เรียน ส่วนแบบที่สอง ผู้เรียนจะเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับการแก้ปัญหา ที่เกิดจากสถานการณ์จริง ความรู้ที่ได้รับจะเป็นความรู้ที่สมบูรณ์แบบทั้งวิธีการเรียนรู้ และสิ่งที่เรียนรู้ คือ จะได้ทั้งวิธีการหาเนื้อหา และเนื้อหาที่มาจากวิธีการเรียนนั้น ๆ
แผนการเรียนรู้จะสร้างเรื่อง หมู่บ้านสงบสุขนี้ ผมใช้แบบที่ 2 เรียนจากสถานการณ์แห่งความเป็นจริง
การออกแบบการเรียนรู้นั้น ผมจะใช้วิธีง่าย ๆ ที่ผมถนัดคือ จะนำตัวบ่งชี้หรือสาระการเรียนรู้ที่เข้ากันได้ มารวมกลุ่มกันเป็นกลุ่ม แต่ละกลุ่มจะมีสี่ตัวบ่งชี้ หรือสี่สาระการเรียนรู้ก็ได้ ดูที่ความสมเหตุสมผลและความน่าจะเป็นไปได้ ผมจะนึกว่า
1. บทเรียนหน่วยนี้จะดำเนินเรื่องอย่างไร
2. บทเรียนหน่วยนี้จะมีสักกี่ตอน แต่ละตอนมีกี่ตัวบ่งชี้ กี่สาระการเรียนรู้
3. บทเรียนหน่วยนี้จะใช้เวลาดำเนินการทั้งหมดกี่ชั่วโมง
อ่านเป็นเล่มได้ที่ https://docs.google.com/docume...