วันที่๑มี.ค. ๕๕ผมไปร่วมงานฟื้นพลังชุมชนท้องถิ่นสู่การอภิวัฒน์ประเทศไทยและติดใจปาฐกถาพิเศษเรื่องท้องถิ่นกับการบริหารจัดการตนเองข้อเสนอสำหรับอนาคตโดยศ. ดร. เอนกเหล่าธรรมทัศน์ผมฟังดร. เอนกทีไรรู้สึกว่าได้เปิดกระโหลกประเทืองสติปัญญาทุกครั้ง

          สาระสำคัญของปาฐกถาพิเศษก็คือประเทศไทยมีสภาพเป็นรัฐหรือสังคมเอกนิยมไม่ให้คุณค่าของพหุนิยม

          ท่านชี้ให้เห็นว่าสมัยก่อนร. ๕รัฐไทยเป็นรัฐพหุนิยมแล้วเกิดการรวมศูนย์สมัยร. ๕เพื่อความอยู่รอดของประเทศ

          หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง๒๔๗๕ก็ยังคงผูกขาดรวมศูนย์อธิปัตย์
ปี๒๔๗๖มีการตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเทศบาลแต่ในที่สุดก็ถูกผนวกเข้ากับส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง

          ความเป็นรัฐผูกขาดรวมศูนย์ของประเทศตะวันตกที่เราเลียนแบบเขาเขาเปลี่ยนไปหมดแล้วและนานแล้วเช่นฝรั่งเศสญี่ปุ่นเราไม่ยอมเปลี่ยนจึงทำให้ล้าหลังทำให้ผู้คนเคยชินกับการยอมรับอำนาจรวมศูนย์ขาดโอกาสที่จะริเริ่มทำสิ่งใหม่ๆให้แก่สังคม

          ผมโชคดีที่เกิดมาเป็นคนบ้านนอกเป็นลูกชาวบ้านฐานะไม่ดีนักเส้นทางชีวิตดำเนินเป็นแบบข้าวนอกนาหรือขอบๆของกระแสทางเลือกในหลากหลายบริบทของชีวิตคือการดำรงชีวิตของผมไม่ได้เข้าไปอยู่กับระบบใดอย่างสมบูรณ์ผมรับราชการอยู่๒๘ปีก็พยายามจะแหวกวงล้อมของกฎระเบียบเพื่อทำงานให้สำเร็จตามความใฝ่ฝันผมดำรงชีวิตอยู่ในความหลากหลายคือทำงานหลายหน้า (แต่เอาดีไม่ได้สักหน้า) ผมเป็นข้าราชการที่ไม่พอใจสภาพการทำงานแบบราชการผมเป็นหมอก็ทำงานดูแลผู้ป่วยไม่ถึงสิบปีออกมาทำงานเชิงวิจัยและพัฒนาและเชิงระบบและทำมาจนปัจจุบันผมจึงไม่ได้ทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของรัฐผูกขาดรวมศูนย์หรือไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของเอกนิยม

          ผมชอบเถียงแต่เลือกเถียงเป็นบางส่วนและดำรงชีวิตอยู่กับส่วนหลักหรือส่วนใหญ่ไม่ปฏิเสธการทำงานในระบบแต่ดำรงอยู่แบบไม่ค่อยยอมรับอำนาจตั้งคำถามต่ออำนาจ (แต่ลูกๆเขาว่าผมเป็นผู้กำอำนาจเสียเอง) หรือจ้องหาวิธีที่จะแหวกแนวออกไปทำงานที่แตกต่างจากที่เขายึดถือปฏิบัติกัน

          จึงขอเถียงดร. เอนกเพียงส่วนที่ผมดำรงชีวิตอยู่ในขณะนี้ว่าแม้รัฐไทยจะรวบอำนาจผูกขาดอำนาจก็ไม่สามารถผูกขาดแบบสมบูรณ์ได้และไม่สามารถปิดกั้นพลเมืองที่มีวิญญาณอิสระและต้องการทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมออกจากการทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะได้เพราะผมเองและคนอีกจำนวนไม่น้อยที่รวมตัวกันตั้งมูลนิธิหรือรวมกลุ่มกันทำงานเพื่อประโยชน์ของสังคมลูกสาวผมตั้งมูลนิธิพูนพลังเพื่อทำงานให้ความช่วยเหลือเด็กยากจนให้มีเงินเรียนตั้งแต่เขาอายุ๓๐ปีรวบรวมเพื่อนมาช่วยกันทำงานอาสาให้แก่สังคมบากบั่นทำงานในลักษณะองค์กรสาธารณะประโยชน์จนสามารถขอเป็นองค์กรสาธารณะประโยชน์ได้โดยไม่มีเส้นผมเองก็ตั้งมูลนิธิสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคมและทำงานให้แก่มูลนิธิอีกจำนวนมากด้วยปณิธานว่านี้คืองานรับใช้สังคม(public service)

          ประเด็นของผมคือแม้รัฐจะรวมศูนย์อำนาจคนที่มีจิตสาธารณะและมีวิญญาณอิสระก็สามารถทำงานเพื่อประโยชน์สาธารณะได้

          ที่จริงผมเห็นด้วยกับดร. เอนกทั้งหมดในเรื่องที่ว่าประเทศไทยต้องเปลี่ยนรูปแบบการปกครองจากรัฐรวมศูนย์ไปสู่การเอื้ออำนาจแก่ท้องถิ่นแต่เถียงว่าในฐานะพลเมืองเราไม่ควรรอให้มีการเปลี่ยนรูปแบบการปกครองเราควรเริ่มกันเองตั้งแต่บัดนี้ที่จะรวมตัวกันทำงานเพื่อชุมชนพื้นที่และสังคมเป็นภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งและเรียนรู้จากการทำงานเพื่อหาทางเปลี่ยนแปลงประเทศไทยจากรัฐรวมศูนย์ไปสู่รัฐกระจายอำนาจและพหุนิยม

 

 

วิจารณ์พานิช
๑มี.ค. ๕๕ปรับปรุง๗มี.ค. ๕๕