เมื่อก่อนไม่เคยสงสัยกับเรื่องนิทาน ชาล้นถ้วย แถมยังใช้เตือนตัวเองเสมอๆเวลาที่มีใครๆ ให้คำแนะนำเรื่องต่างๆ ว่าอย่าทำตัวเองเป็นชาล้นถ้วย

แต่ระยะหลังนี้ เริ่มตั้งคำถามกับภาวะชาล้นถ้วย ว่าจริงเสมอหรือว่า ชาล้นถ้วยจะไม่รับชาที่รินใหม่

ลองติดตามในสิ่งที่สงสัยมาระยะหนึ่ง ก็พบปรากฎการณ์ว่า มันขึ้นอยู่กับชาที่รินลงไป

ถ้าชาที่รินเพิ่มมีความเข้มข้นกว่า เช่นมีน้ำตาลด้วย ถ้วยชานั้นถึงจะเต็มแล้ว ก็ยังมีความหวานของชาใหม่เจือ เพราะน้ำตาลจะมีความถ่วงจำเพาะที่หนักกว่าก็จะไปแทนที่ชาเก่าได้

จึงสรุปความคิดว่า คนทุกคนมีโอกาสเป็นชาล้นถ้วยได้และไม่ได้น่าเกลียดน่ากลัวอะไร ถ้าสิ่งที่เขาล้นนั้นมันเกิดจากความรู้สะสมที่เขามี แต่เขาก็ยังย่อมรับความรู้ใหม่ได้ ถ้าความรู้ใหม่นั้นมีความเข้มข้นกว่า และการรับสิ่งใหม่ๆเพิ่มของถ้วยชาจึงเป็นประสบการณ์การเลือกรับของถ้วยชา ที่มีความเป็นปัจเจกและต้องให้การยอมรับในความเป็นปัจเจกนั้น

ความท้าทายของผู้เติมชาจึงไม่ใช่การไปเพ่งโทษว่าถ้วยชาทำไมไม่รับชาใหม่เพิ่ม แต่ท้าทายว่า จะเพิ่มชาใหม่ที่หอมหวนให้เป็นที่ยอมรับของถ้วยชาได้อย่างไร

ได้ตั้งคำถามกับความคิดของปรมาจารย์ ก็รู้สึกเป็นความท้าทายความคิดอีกรูปแบบหนึ่ง..

สวัสดีตอนเช้าค่ะ