วันนี้ ๒๕๕๕ มันมาในวาทกรรม อำมาตย์ -ไพร่ เพราะมันไม่ต้องการไปแตะพวกกระฎมพี (พวกรวยใหม่)

ชาติไทยเราสุ่มเสี่ยงต่อการสิ้นชาติมาครั้งหนึ่ง เริ่มต้นราวพศ. ๒๕๐๐ ที่พวกนิยมลัทธิคอมมิวนิสต์  ภายใต้การบงการของต่างชาติ ได้จัดตั้งกองกำลังในป่า ผนวกกับกำลังของพวกคนหนุ่มสาวที่ “มีการศึกษา” ในเมือง และครูอาจารย์ของพวกเขา  เพื่อทำการล้มล้างระบบเดิม แล้วจัดตั้งระบบใหม่

 

ปรากฎว่าทำการไม่สำเร็จ  ..ซึ่งหากกระทำการได้สำเร็จไม่รู้ว่าป่านนี้ชาติไทยเราจะเป็นอย่างไร   อาจจะยังมีสภาพเป็นประเทศอยู่ เหมือนจีน เวียต แขมร์ ลาว  แต่ศาสนาพุทธอาจหมดไป (เช่น จีน เวียตนาม )   กลายเป็นเผด็จการพรรคเดียว ที่บ้าคลั่งวัตถุนิยมยิ่งกว่าประเทศที่เป็นต้นแบบวัตถุนิยมเสียอีก (ดังที่ จีน เวียตนาม เขมร ลาว ก็กำลังประสบกันอยู่ในวันนี้)

 

ในช่วงโน้น สังคมไทยเรายังจนอยู่มาก ชาวนาชาวไร่มีรายได้ต่อวันไม่พอซื้อก๋วยเตี๋ยวได้สักชาม  ซึ่งเป็นช่องว่างให้พวกแกนนำ “คอม” ยุแยงให้เกิดรอยร้าวในสังคม ทำนองว่า ความยากจนนี้ มันเป็นเพราะ “ชนชั้น” ที่แตกต่าง  ดังนั้นเราต้องล้มล้างชนชั้นให้สิ้นไป  ด้วยการเข้าป่า จับปืน ล้มอำนาจรัฐ แล้วจัดตั้งระบบคอมมูน ที่ทุกคนเท่าเทียมกัน

 

ที่ว่าเท่าเทียมกันนั้นคือ  “จน” เท่าเทียมกันหมด ...ซึ่งหลังจากฆ่ากันตายไปหลายล้านคนในการต่อสู้เปลี่ยนแปลงการปกครอง  จาก คิวบา ถึง ฮานอย  ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ไม่work

 

 

วันนี้ ๕๐ ปีผ่านมา  ในขณะที่คนชั้นล่างของสังคมในประเทศไทยมีรายได้มากขึ้นมาก  จนรายได้ต่อวันสามารถซื้อก๋วยเตี๋ยวกินได้หลายชามพอควร เรียกได้ว่ามีกำลังซื้อมากกว่าพศ. ๒๕๐๐  สัก ๑๐  เท่าได้กระมัง  รวมทั้งมีกำลังซื้อรถไถเดินตาม รถมอไซค์ โทรศัพท์มือถือ กันถ้วนหน้า  แต่ในขณะเดียวกันคนชั้นบนก็มีกำลังซื้อมากขึ้น “มากกว่า” เสียอีก

 

ดังนั้นแม้รายได้ของคนชั้นล่างจะมากขึ้น มีกำลังซื้อมากขึ้น แต่ช่องว่างระหว่างคนชั้นล่างและชั้นบนในปี ๒๕๕๐ กลับกว้างมากกว่าปี ๒๕๐๐ เสียอีก

 

พวก “พ่อค้าช่องว่าง” มันมีอยู่ในทุกยุคสมัย   มันเห็นช่องนี้ ก็สบโอกาส มันก็เลยเข้ามาค้ากำไรจากช่องว่างนี้ เหมือนยุคก่อนๆ  

 

เมื่อก่อน ๒๕๐๐ พวกพ่อค้านี้มันมาในวาทกรรม กระฎมพี-ไพร่  วันนี้ ๒๕๕๕ มันมาในวาทกรรม อำมาตย์ -ไพร่  เพราะมันไม่ต้องการไปแตะพวกกระฎมพี (พวกรวยใหม่) เพราะถ้าไปแตะก็เข้าเนื้อตัวเอง นั่นแล

 

น่าสังเกตว่าแกนนำของคนพวกนี้เปลี่ยนไปจากนักคิดกลายเป็นพ่อค้า  แต่คนที่ไม่เปลี่ยนคือ นักวิชาการ ที่อ้างตนว่าเป็นพวก หัวก้าวหน้า แท้จริงแล้วคือพวก อนุรักษ์นิยม เต็มๆ  ที่รับใช้ "นักค้าช่องว่าง" มาทุกยุคสมัย (ฮา)

 

 

...คนถางทาง (๒๑ มีนาคม ๒๕๕๕)