ต่อจากตอนที่แล้ว พวกพี่ๆ เอก ยกนิ้วให้ผมเป็นติวเตอร์และทำนายว่าอนาคตต้องได้เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ตอนนั้นผมยังไม่ได้คิดอะไร
ตอนผมเริ่มเรียนชั้นปี ๒ เกรดผมได้ประมาณ 1.8 เพราะตอนภาคฤดูร้อนผมไปเรียนแคคูลัสซ้ำ ได้เกรด C มา เกรดเลยเพิ่มมานิดหนึ่ง ที่จุฬาฯ ใครเป็นนิสิตวิทยาทัณฑ์ ลงทะเบียนได้ไม่เกิน 18 หน่วยกิต จากที่ลงได้ 21 หน่วยกิต
สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ผมติด Probation เป็นเพราะตอนปี ๑ ผมไปทำงานหาเงินมาส่งตัวเองเรียน และขอทุนต่างๆ ด้วย จนทางอาจารย์สัมภาษณ์ทุนเห็นใจ เลยให้ทุนยกเว้นค่าลงทะเบียนให้กับผม ตลอดจนจบการศึกษา.. ตอนนั้นพี่ชายคนที่ติดกับผมเขาไปทำงานแล้ว ให้ผมใช้เดือนละ 500 บาท รวมทุกอย่างเบ็ดเสร็จ ซึ่งผมก็บริหารเงินจำนวนนี้ให้พอกับค่าใช้จ่าย แล้วผมก็ยังมีเงินเก็บนิดหน่อยด้วย พอสำหรับลงทะเบียนเรียนที่รามคำแหงด้วย
ตอนนั้นถ้าจำไม่ผิดหน่วยกิตที่รามคำแหง 18 บาท และที่จุฬา 25 บาทสำหรับภาคบรรยาย ส่วนปฏิบัติการน่าจะเป็น 50 บาท
การที่ผมติดPro. เป็นโอกาสที่ทำให้ผมได้ปรึกษารุ่นพี่ๆ ที่เคยมีสภาพแบบนี้ รวมถึงอาจารย์ที่ปรึกษาด้วย ผมก็เลยวางแผนว่า ผมควรเรียนให้ได้อย่างน้อยเกรด 3.00 ขึ้นไปถึงจะพ้น Probation
นอกจากผมจะวางแผนให้ตัวเองแล้วผมยังวางแผนให้เพื่อนๆ ด้วย และผมก็ได้ปฏิบัติตามแผนที่วางเอาไว้... ตอนที่อยู่ปี ๑ ไม่ค่อยมีรุ่นพี่มาดูแลเท่าไร เพราะพี่รหัสเขาอยู่ต่างเอก แต่พอเข้าปี ๒ พี่เอาหนังสือเอกมาให้ และมีพี่หลายคนแนะนำวิธีการดูหนังสือ และหนึ่งในนั้นคือพี่วรินทร์ซึ่งแกเรียนอยู่ที่มหิดล
มีวิชาหนึ่ง คอยปราบเซียน คือ Organic chemistry 1 เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับอะตอมและโมเลกุลต่างๆ ว่ามีแนวโน้มจะเกิดปฏิกิริยาเคมีอย่างไร ได้เรียนเกี่ยวกับเรื่องอนุมูลอิสระ ช่วงนี้ผมก็ทำแผ่นภาพ ใช้ปากกาสีต่างๆ และทำ maker ด้วย ผมใช้วิธีเรียนแบบครูพักลักจำตลอด คือคอยสังเกตว่ารุ่นพี่หรือเพื่อนคนอื่นๆ เขาทำอย่างไร เราก็ทำบ้าง แต่เราทำในรูปแบบที่เราถนัดด้วย
ช่วงนี้เองที่ผมหัดอ่าน Text Book ผมสังเกตว่า ตำราเรียนทางเคมีหลายๆ เล่ม เขียนคล้ายๆ กัน ไม่หนีกันเท่าไร ผมตีความว่าเป็นเพราะวิชาเคมีนั้นมีกฎเกณฑ์ที่เป็นระเบียบแบบแผนและตายตัว แต่พอเป็นวิชาชีววิทยาหรือ Biology หลายตำราเขียนแตกต่างกัน ยิ่งการจัดหมวดหมู่ยิ่งมีหลายค่าย ผมคิดว่าวิชาชีววิทยานี้คือวิชาที่ยากที่สุดในบรรดาวิชาวิทยาศาสตร์ด้วยกัน คนที่เก่งๆ ควรมาเรียนชีววิทยา
ได้ยินมาว่า ในหมวดวิชาวิทยาศาสตร์ ถ้าดูให้ดี ฟิสิกส์ ง่ายที่สุดเพราะมี 1 หรือ 2 มิติ ส่วนเคมีส่วนมากก็เป็น 2 มิติ มี 3 มิติบ้าง อย่างแบบจำลอง DNA นั่นไง ส่วนชีววิทยามี 3 มิติขึ้นไป ต้องใช้จินตนาการสูงมาก คนที่เรียนทางชีววิทยานอกจากจะต้องเก่งทางวิทยาศาสตร์แล้ว ต้องเก่งทางด้านศิลปะด้วย เพราะต้องมีจินตนาการ
อาจารย์ที่ปรึกษาตอนผมขึ้นปี ๒ เข้าเอกแล้วนั้น เป็นอาจารย์ที่อยู่ที่ภาควิชาสัตววิทยาชื่อ รศ.จริยา เล็กประยูร แนะนำให้ลงเรียนเพียง 15 หน่วยกิต เนื่องจากเป็นนิสิตวิทยาทัณฑ์
ผลสอบปี ๒ เทอม ๑ ออกมา ปรากฎว่าผมได้เกรด B ทุกตัว ซึ่งเกรดในสมัยก่อนนั้นไม่มีประจุ ผมจึงได้ GPA รายภาคเป็น 3.00 และ GPA เฉลี่ยเป็น 2.00 พอดี ทำให้ผมสามารถพ้นจากสภาพของนิสิตวิทยาทัณฑ์เป็นนิสิตปกติภายใน ๑ เทอม แสดงว่าผมสามารถเริ่มคิดวางแผนเป็น และหาวิธีการให้สามารถปฏิบัติตามแผนซึ่งวางไว้ได้ สุดท้ายได้รับผลจากการปฏิบัติ (ปริยัติ,ปฏิบัติ,ปฏิเวธ ) มีความสุขจากการพ้นโปร. ซึ่งเพื่อนๆ ในเอกของผมที่มีสภาพเป็นนิสิตวิทยาทัณฑ์ ไม่มีคนไหนทำได้อย่างผมเลย นอกจากผมคนเดียวเท่านั้น...
ผมคิดว่า การวางแผน ใครๆ ก็ทำได้ แต่การที่จะปฏิบัติให้เป็นไปตามแผน ในสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปนี่ยากยิ่งนัก แต่ผมก็ทำได้
ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย ผมไม่สามารถปรึกษาพวกพี่ๆ ได้ เนื่องจากมีพี่คนเล็กเรียนจบอนุปริญญา และพี่คนอืนๆ ก็ไม่ได้เรียนต่อ มีพี่ชายอีกคนเรียนจบที่รามคำแหง และพี่ชายคนโตก็เรียนอยู่ที่เมืองนอก. ชีวิตในมหาวิทยาลัยจึงพึ่งเพื่อนๆ และอาจารย์ที่ปรึกษาเท่านั้น
ช่วงที่ผมเรียนอยู่ปี ๒ จนถึงปี ๔ นี้ ผมได้เป็นหัวหน้าเอกด้วย เป็นคู่กันระหว่างนิสิตหญิงและชาย ผู้หญิงมี ๑๘ คน ส่วนผู้ชายมี ๔ คน ช่วงนี้ผมช่วยกิจกรรมของภาคมาก ปกติผมเป็นคนไม่ค่อยพูดมากเท่าไร แต่ถ้าพูดขึ้นมาก็มีคนเกรงใจ เพราะผมเป็นคนพูดจริงทำจริง
ผมสังเกตตัวเองว่า เป็นคนเชื่อมั่นตัวเองสูง และเป็นพวกชอบลองของใหม่ อย่างมีวิชาหนึ่งชื่อ Immunology สอนโดยอาจารย์ภาคจุลชีววิทยา เป็นวิชาทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ พี่ในเอกหลายคนไม่กล้าไปลง แต่ผมกล้าไปลงเรียนคนเดียวในเอกชีววิทยา อาจารย์สอนสนุก ไม่ได้สอนแบบให้ท่องจำเนื้อหา แต่สอนประยุกต์
ผมชอบวิธีการสอนแบบปูพื้นฐานไปสัก ๒-๓ บท แล้วก็พูดถึงการเอาไปใช้ประโยชน์ พอเห็นประโยชน์ นิสิตก็ขวนขวายไปหาหนังสืออ่านเอาเองในส่วนที่ตัวเองบกพร่องหรืออ่อน อาจารย์ไม่ต้องป้อนให้เขาหมดทุกเรื่อง บ้านเราเรียนมากไปจนสำลักวิชาการ
ช่วงนั้นผมเข้าห้องสมุดบ่อยมากทั้งห้องสมุดคณะและห้องสมุดภาควิชา ผมเริ่มอ่าน Text book เป็น โดยการชี้แนะของพี่วิรินทร์ เป็นการเรียนนอกห้องเรียน เป็นการสอนโดยไม่สอน เพราะเป็นการบอกวิธีการดูหนังสือ ต่อจากนั้นเป็นเรื่องของเราว่าจะอ่านหรือไม่อ่านหนังสือ
วิชายากๆ ผมมักจะได้เกรด B เป็นอย่างน้อย อย่าง Immunology ผมก็ได้ B มา และก็มีอีกวิชาหนึ่ง ซึ่งพี่ๆ ก็ไม่ค่อยมีใครอยากไปเรียน คือวิชา Endrocrinology สอนโดยท่านศาสตราจารย์ ดร. มรว.พุฒิพงค์ วรวุฒิ หรือที่เรียนกันว่าอาจารย์หม่อมขาว พวกเอกสัตววิทยารุ่นนั้นมีแต่ผมและเพื่อนชื่อรัตนา วรรณพงษ์ไปเรียน วิชานี้ผมก็ได้ เกรด B มา นับว่าเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่เรียนได้เกรดในวิชาที่ยากๆ
ในรุ่นผมมีรัตนา ๒ คน คนหนึ่งขาว คนหนึ่งค่อนข้างดำ คนขาวนั้นจัดว่าสวย ตอนปี ๒ เพื่อนๆ ผู้ชาย ๔ คน รวมถึงผมด้วยก็ตามจีบกัน แต่พอเราไป Trip ก็เห็นนิสัยใจคอที่ไม่ค่อยดี ทุกคนจึงถอยห่าง เพื่อนคนที่ค่อนข้างดำชื่อรัตนา วรรณพงษ์ เป็นคนเรียนเก่ง สอบได้ A ตลอดเป็นที่ ๑ ของรุ่น...
ขนาดวิชา Comparative Anatomy รัตนา วรรณพงษ์ ทำคะแนนกลางภาคได้ 70 กว่าคะแนน ยังมาขอให้ผมติวให้ ผมบอกว่าผมไม่ติวให้หรอกเพราะว่าเธอได้คะแนนเยอะแล้ว ถ้าติวให้เธอจะยิ่งได้คะแนนเยอะใหญ่ แล้วเพื่อนๆ ก็จะตกกันมากเพราะการเรียนมหาวิทยาลัยเป็นระบบแบบตัดเกรดที่เป็นขั้นบันได ถ้ามีคนทำได้คะแนนสูงมาก ขณะเดียวกันคนที่ได้คะแนนน้อยมีอยู่เป็นจำนวนมาก ก็จะมีคนสอบตกมาก
รัตนามีคำพูดหนึ่งเป็นลูกอ้อนที่ทำให้ต้องผมยอมติวให้เธอ รัตนาบอกว่าพวกที่เธอติวให้เขาเป็นเพื่อนเธอใช่มั๊ย แล้วเราล่ะเป็นเพื่อนเธอหรือเปล่า เท่านั้นแหละผมก็ให้เธอนั่งลงและติวให้ทันที ผมสังเกตตัวเองว่า ผมก็มี Service mind เหมือนกัน คือ ถ้าใครจะให้ช่วยอะไรขอให้บอก ถ้าช่วยได้ก็จะช่วย แต่ถ้าอยู่ดีๆ จะให้ผมอาสาไปทำโน่น ไปทำนี่ให้เป็นพวกจิตอาสา ผมไม่ค่อยทำ คือมันต้องมีคนชวน ผมจึงเป็นคนค่อนข้างที่จะ Protect หรือปกป้องตัวเองอยู่เหมือนกัน
ตอนผมเรียนอยู่ปี ๒-ปี ๓ ผมสังเกตว่าพี่ๆ เอกส่วนหนึ่ง พอจะจบปี ๔ เขาไปสอบเรียนต่อ Anatomy ที่มหิดลกัน พอจบแล้วบางคนก็ไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย บางคนก็ไปเรียนต่อแพทย์ที่ฟิลิปปินส์ ผมก็คิดเอาตามอย่างบ้าง จะลองไปสอบดู ถึงสุดท้ายไม่มีเงินทุนไปเรียนที่ฟิลิปปินส์ ก็จะได้เป็นอาจารย์แพทย์
พอตอนเรียนอยู่ปี ๔ เดือนธันวาคม ผมก็ไปสมัครสอบสาขากายวิภาคศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยมหิดล ผมเกรดไม่ถึง 2.5 ขาดอีกนิดหน่อย (2.47) ต้องไปขอหัวหน้าภาคฯ ที่นั่นเซ็นใบรับรองให้ จึงได้เข้าสอบเป็นกรณีพิเศษ
ก่อนผลสอบออก ๑ วัน พี่วิภาวี ซึ่งเรียนอยู่ที่นั่น เป็นรุ่นพี่ผม ๑ ปี มากระซิบบอกว่าผมสอบได้คะแนนมาเป็นลำดับที่ ๑ จากจำนวนผู้เข้าสอบ ๒๐ กว่าคน และตามประกาศเขาจะรับถึง ๒๐ คน เรียกว่าผมเข้าวินแน่งานนี้...ผลจะเป็นอย่างไรโปรดติดตามตอนต่อไป
ยินดีกับเหรียญดื้อครับท่าน
เรียนท่านอาจารย์ JJ
ยินดีต้อนรับกลับบ้านค่ะอาจารย์บีแมน จะติดตามอ่านอย่างเหนียวแน่นแน่นอนค่ะ
ปล. ลูกศิษย์ อ. สงวน เหมือนกันค่ะอาจารย์ ได้ความรู้เทคนิคดีๆ ในการสร้างศัพท์มาพอสมควรทีเดียวค่ะ
เรียน ท่านอาจารย์จันทวรรณ