หากคนไทยเราทุกหมู่เหล่า ทุกเสื้อสี ไม่รวมพลังกัน... ในอีกไม่เกิน ๑๘ ปีจากนี้ไป คงไม่มีประเทศไทยเหลือ.....

ข้าพเจ้ามีความเห็นว่า ประเทศไทยอันเป็นที่รักในพศ.นี้ (๒๕๕๕)  กำลังอยู่ในสภาพสุ่มเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง เนื่องเพราะระบบการเมืองที่เป็นต้นธารในการพัฒนาประเทศกำลังผิดเพี้ยนเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นระบบที่ไม่ส่งเสริมให้คนเก่งดี ได้เข้าไปเป็นผู้มีอำนาจในการบริหารประเทศ ซ้ำร้ายกลับส่งเสริมให้คนโง่เลว เข้าไปเถลิงอำนาจ 

 

...ร้ายที่สุดคือช่วยส่งคนเก่งเลวเข้าไปอีก ก็ยิ่งไปสร้างความทุกข์ให้กับสังคมได้มากหลายเท่าทวี เพราะยิ่งเก่งมากเท่าใด หากไม่ดีเสียแล้วก็ยิ่งหาหนทางกอบโกยผลประโยชน์เข้าตนและพวกได้มากเท่านั้น ส่งผลให้พลเมืองส่วนใหญ่ต้องลำบากยากแค้นมากขึ้นเรื่อยๆ นำสู่การล่มสลายในที่สุด

 

ข้าพเจ้าเชื่อว่าหากคนไทยเราทุกหมู่เหล่า ทุกเสื้อสี ไม่รวมพลังกันออกมากดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในประเทศไทย  ในอีกไม่เกิน ๑๘ ปีจากนี้ไป คงไม่มีประเทศไทยเหลือไว้ให้เราได้ภูมิใจเหมือนในอดีตอีกต่อไป เพราะ...

 

1)      จะเกิดการแตกแยกในสังคม ซึ่งมีพื้นฐานมาจากผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจที่ไม่ลงตัวของพวกนายทุน พวกอำมาตย์  และนักวิชาการขี้ฉ้อทั้งหลาย ... ดังนั้นพวกนี้จึงเอาพลังอำนาจเงิน  อำนาจการปกครอง และหรือ อำนาจความรู้ ของพวกเขา มายุยงให้พลเมืองแตกแยกกัน เพื่อสร้างรอยร้าวในสังคม ทั้งนี้เพื่อให้พวกตนได้อาศัยรอยร้าวเพื่อแทรกตัวไปสู่ผลประโยชน์แห่งตน

 

2)      พวกคนต่างชาติที่มีเงินทุนหนา จะฉวยโอกาสแห่งความขัดแย้งนี้เข้ามาซ้ำเติมพวกเรา ด้วยการเอาเงินมาซื้อโอกาส เพื่อมาแทะกินสังคมชาติเราได้ง่ายกว่าปกติ

 

 

3)      กว่าเรา  พลเมืองนักวิชาการชั้นล่างๆ จะรู้ตัวว่าโง่ไปแล้ว ก็สายเกินแก้ไปแล้ว อย่างมากก็มีข้อดีเพียงแค่การกลายเป็นกรณีศึกษาให้สังคมโลกเขาใช้เป็นอุทาหรณ์ไปอีกนาน ก็เพียงแค่เป็น foot note ทางประวัติศาสตร์แห่งโล “ภา” ภิวัฒน์เท่านั้นเอง (Greedilization)

 

หนทางแก้ไขสถานการณ์  แม้ริบหรี่ แต่ยังพอมีอยู่ เช่น

 

๑)     คนชั้นสูง (ทั้งทางเศรษฐกิจและทางอำนาจ) ต้องให้ความรู้กับตนเองเป็นเบื้องต้น ต้องไม่ปิดกั้น ต้องเปิดกว้างรับฟังข้อมูล ความรู้ จากทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม ตามหลัก กาลมสูตรของพุทธศาสนา จากนั้นทำการน้อมเข้าหาตัว คิดให้มาก ให้ลึก จนซึ้งในปรัชญาแห่งการเกิดมาเป็นคน

๒)    คนชั้นกลาง สำคัญที่สุด เป็นจุดเชื่อมต่อที่มีมวลมาก  ก็ต้องเปิดกว้างรับฟังข้อมูล ความรู้ จากทุกด้าน ทั้งจากด้านล่าง และด้านบน    จากนั้นต้องนำสู่การปฏิบัติอย่างเร่งด่วน  เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทิศทางที่ดีขึ้น

๓)     คนชั้นสูง ชั้นกลาง ชั้นล่าง ฝ่ายต่างๆ ที่ขัดแย้งกัน ต้อง “มองจุดเหมือน-เบือนจุดต่าง”  ไว้พลางก่อน  จุดเหมือนคือ การดำรงรักษาชาติไว้ให้ได้  และทำให้ชาติวิวัฒน์ไปในทิศทางที่ถูกต้อง ดีงาม  นี่คือหลักการที่ทุกฝ่ายต้องการให้เกิดขึ้น เว้นแต่วิธีการในรายละเอียดเท่านั้นที่ต่างกัน ...ก็ต้องเบือนเมินไว้ก่อน   ...แต่อนิจจา วันนี้ เราจะมารบกันให้สิ้นชาติเพียงเพราะความต่างกันในประเด็นหยุมหยิมตามที่พวกคนมีเงิน อำนาจ ความรู้ เสี้ยมสอนเท่านั้นหรือ ทั้งที่เราต่างก็อยากเห็นสังคมเราดำรงอยู่และวิวัฒนาการไปสู่อารยะด้วยกันทั้งสิ้น

 

ทุกฝ่ายต้องมาทำการ "ผมานติ"  (ผสาน+สมาน+สันติ) กัน..อย่างที่มีกำลังที่เพียงพอ เพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม จากนั้นสร้างระบบใหม่ที่ประกันได้ว่า คนเก่งและดีเท่านั้น จึงจะได้เป็นผู้แทนสังคมเพื่อเข้าไปกำหนดนโยบายและจัดสรรทรัพยากรในการสร้างสังคม

 

หากไม่รีบกระทำการข้าพเจ้าเห็นว่าสังคมไทยไม่น่ารอดเกิน ๑๘ ปีจากนี้ไป (ตัวเลข ๑๘ นี้มาจากการที่ข้าพเจ้าได้ทำนายประเด็นนี้ไว้แต่เมื่อ ๒ ปีก่อน ไม่ได้เชื่อโชคลางว่า ๘+๑ = ๙ แต่ประการใด)

 

...คนถางทาง (๑๓.๓.๒๕๕๕)