ในสังคมประชาธิปไตยการแสดงออกทางความคิดเห็นเป็นสิทธิของแต่ละบุคคล แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องอยู่บนพื้นฐานของความถูกต้อง ความสมเหตุสมผลและมีความเป็นธรรม แต่การที่จะไปหาค่าเฉลี่ยทางด้านตรรกะของเหตุและผลของแต่ละฝ่ายก็เป็นเรื่องที่ยากยิ่ง เนื่องจากเหตุและผลบนจุดยื่นที่แตกต่างกัน เป็นธรรมดาของทุกสังคมที่เป็นประชาธิปไตยครับที่กระบวนการทางความคิดมีความแตกต่างกันเจือปนอยู่ในสังคม ซึ่งบางครั้งความแตกต่างทางความคิดก็นำไปสู่บริบทที่เป็นทางออกของปัญหาแต่บางครั้งก็นำไปสู่ทางตันของปัญหาได้เช่นกัน หนทางที่จะทำให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของสารปนเปื้อนทางความคิดเหล่านั้น ก็คือ ตัวเราเองต้องสร้างภูมิคุ้มกันในการบริโภคข้อมูลข่าวสารขึ้นมาเพื่อเป็นเกราะป้องกันอีกทางหนึ่งนั่นเอง
มนุษย์ทุกคนดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความแตกต่างและความขัดแย้งทั้งทางความคิดและการกระทำ ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องปกติของสังคมโดยทั่วไป แต่สิ่งที่คอยเจือจางระดับความเข้มข้นของความแตกต่างและขัดแย้งดังกล่าว ก็คือ กฎ กติกา ทางสังคม ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อนำมาเป็นกรอบควบคุมพฤติกรรมของมนุษย์ไม่ให้ไปละเมิด และ/หรือ ถูกผู้อื่นละเมิด แต่ในบางครั้งและในบางเรื่องกรอบของกฎ กติกา ทางสังคมดังกล่าวก็ไม่อาจควบคุมเกมส์ของพฤติกรรมจากมนุษย์ได้ทั้งหมด ทำให้เหตุการณ์บานปลายออกไปเกิดการปะทะของหลาย ๆ ฝ่าย ที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งแต่ละฝ่ายก็ยึดมั่นยึดติดในความคิดของตัวเองเป็นสำคัญ ทำให้การเชื่อมโยงความสัมพันธ์ที่สื่อภาษาทางดอกไม้ระหว่างกันมีทิศทางเป็นคู่ขนานไม่สามารถที่จะเชื่อมติดกันได้ ซึ่งมุมมองของการนำเสนอทางออกเพื่อลดทอนความเข้มข้นของระดับดีกรีในการเผชิญหน้ากันระหว่างฝ่ายที่เห็นแตกต่างกันนั้น โดยสรุปส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า “ต้องพบกันครึ่งทางหรือต่างฝ่ายต่างถอยคนละก้าว” ซึ่งดูเหมือนจะเป็นวาทะกรรมยอดฮิตเมื่อเกิดการเผชิญหน้ากันทางความคิดที่แตกต่างยืนอยู่คนละขั้วชัดเจน โดยกระบวนการของการพบกันครึ่งทางก็ขึ้นอยู่กับวิธีการนำเสนอของแต่ละบุคคลว่าจะให้แต่ละฝ่ายปลดชนวนความขัดแย้งหรือถอยคนละก้าวที่ประเด็นใด ทัศนะคติของมายาภาพที่ให้แต่ละฝ่ายพบกันครึ่งทางเป็นวิธีแก้ปัญหาได้ผลจริงหรือไม่นั้นก็แล้วแต่มุมมองของแต่ละคนที่จะให้น้ำหนักและปลดชนวนของปมขัดแย้งที่ประเด็นใดเป็นสำคัญ
หากการพบกันครึ่งทาง สามารถหาค่าเฉลี่ยทางความคิด ออกมาได้เป็นตรรกะทางคณิตศาสตร์ได้ก็คงจะดีและทุกคนโดยส่วนใหญ่ก็คงจะได้ข้อสรุปที่ตรงกัน แต่การพบกันครึ่งทางของตรรกะทางความคิดมันเป็นคนละเรื่องกัน การที่จะหาค่าเฉลี่ยทางความคิดของแต่ละฝ่ายเพื่อนำมาประเมินและหาจุดกึ่งกลางทางความคิดเป็นไปได้ยาก เพราะความเห็นที่แตกต่างกันมันมีมูลเหตุมาจากหลาย ๆ ปัจจัยทั้งจาก องค์ความรู้ของแต่ละคน การได้รับข้อมูล (ก็จะมีประเด็นปัญหาอีกว่าจริง – เท็จ หรือเชิงลึกเพียงใด) ความสนใจในประเด็นของต้นเหตุของความขัดแย้ง เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นองค์ประกอบที่สำคัญยิ่งของต้นทุนทางความคิดที่นำเข้าไปสู่กระบวนการของการผลิตโดยปัญญาแล้วได้ผลผลิตออกมาทางการพูดและการกระทำของแต่ละบุคคล จนนำไปสู่การยึดมั่นทางความคิดและเกิดเป็นความเชื่อและความศรัทธาตามมา แล้วจะให้หาค่าเฉลี่ยจุดกึ่งกลางของการพบกันครึ่งทางได้อย่างไร ในเมื่อ ต้นทุนในการผลิตขององค์ประกอบ (องค์ความรู้ของแต่ละคน การได้รับข้อมูล คนสนใจติดตามในประเด็นความขัดแย้ง เป็นต้น) ทางความคิดของแต่ละคนและแต่ละฝ่ายมีไม่เท่ากันและบางครั้งก็บิดเบือนแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยเฉพาะพื้นฐานของมนุษย์โดยส่วนใหญ่ทุกคนมีต้นทุนของการรักตัวเองและมีความกลัว (จะเสียสิทธิ์และถูกละเมิดสิทธิ์) อยู่เป็นอย่างมาก โดยถูกกำกับขับเคลื่อนผ่านช่องทางของ “ผลประโยชน์ของตัวเองและพวกพ้อง” เป็นที่ตั้ง
การพบกันครึ่งทางเพื่อนำไปสู่ทางออกของปัญหาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายยึดมั่นในผลประโยชน์ของส่วนรวมอย่างแท้จริงเป็นที่ตั้ง โดยผ่านกระบวนการทำงานทางด้านคุณภาพของความคิดและปัญญา ซึ่งก็เป็นผลมาจากระดับคุณภาพทางการศึกษาและการเรียนรู้จากหลาย ๆ มิติที่สามารถแยกแยะ ถูก – ผิด หรือ ดี – เลว ตามตรรกะของความสมเหตุสมผลได้อย่างแท้จริง แล้วในความเป็นจริงปัจจุบันสังคมไทยก้าวข้ามพ้นผ่านไปถึงจุดนั้นแล้วหรือยัง
ข้อมูลข่าวสารนั้นมีจำนวนมากมายมโหฬารไหลพัดผ่านเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว กอปรกับวิถีชีวิตชุมชนของคนในสังคมเศรษฐกิจที่เร่งรีบในยุคปัจจุบันนี้ จึงไม่มีเวลาในการพินิจพิจารณาและสังเคราะห์ปัญหา กระแสสายธารของการไหลผ่านของข้อมูล ข่าวสารที่มีความเชี่ยวกราก สร้างแรงบังคับ บีบคั้นทำให้เกิดการย่อยและสรุปชุดข้อมูลเหล่านั้นให้อยู่ในรูปแบบที่มีเนื้อหาสั้นที่สุด ง่ายที่สุด ผู้เสพไม่ต้องใช้ความคิดมากเท่าไหร่ ก็สามารถเข้าใจในเนื้อหาได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย ภายในระยะเวลาเพียงสั้น ๆ สามารถบริโภคข้อมูลได้หมดรวดเร็วภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที เมื่อเป็นไปในลักษณะเช่นนี้ก็ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาในการไปพิจารณาข้อมูลข่าวสารเหล่านั้นอย่างละเอียดถี่ถ้วน ซึ่งการเสพชุดความคิดข้อมูลข่าวสารเช่นนี้ ทำให้ผู้เสพไม่ต้องใช้ปัญญาหรือความคิดที่เข้มข้นมากนักในการพินิจพิจารณาตรึกตรอง ปัญญาของคนในสังคมจึงค่อย ๆ ลดน้อยถอยลง ความเข้มข้นของมุมมองความคิดในปัญหาก็จะเป็นไปในลักษณะที่หยาบๆ และผิวเผินไม่กินลึกลงไปในเนื้อหาสาระสำคัญ
“ผู้ใดครอบครองสื่อ ผู้นั้นครอบครองโลก” วาทะกรรมดังกล่าวปรากฏเคล้ารางแห่งความเป็นจริงอย่างมากในยุคปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า “สื่อ” มีบทบาทเป็นอย่างมากในการเป็นหัวจักรลากจูง “ความคิด” ของเราให้หลงเข้าไปเสพติดในชุดข้อมูลเหล่านั้น เกี่ยวเนื่องจาก สื่อเปรียบเสมือนสะพานที่พาดผ่านเชื่อมต่อไปยังชุดความรู้ (วัตถุดิบ) หากเปรียบตัวของเราเหมือนโรงงานผลิตสินค้า เมื่อจัดหาวัตถุดิบ (ข้อมูล + ชุดความคิด) ชนิดใดป้อนเข้าสู่โรงงานก็จะได้ผลิตผลสำเร็จรูป (ชุดความคิด) ชนิดนั้นออกมาเป็นสินค้าขั้นสุดท้ายที่พร้อมแกะกล่องเพื่อบริโภคได้เลย
เป็นเรื่องที่ยากครับที่เราจะเคลื่อนที่ออกจากวงโคจรในเรื่องการเมืองเนื่องจากวิถีชีวิตของเราต้องเข้าไปมีปฏิสัมพันธ์กับเรื่องการเมืองทั้งทางตรงและทางอ้อมและไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม ทางที่ดีที่สุดเราควรตระหนักและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเราเองดีกว่า ทุกวันนี้ข้อมูลข่าวสารที่เราบริโภคอยู่นั้นมีหลากหลาย ก็เปรียบเสมือนสินค้าที่มีให้เลือกอย่างหลากหลาย แต่ต้องพิจารณากันให้ดี ๆ เพราะสินค้าที่มีคุณสมบัติเหมือนกันแต่อาจแตกต่างที่คุณภาพ การที่จะบริโภคสินค้า (ข้อมูลข่าวสาร) ที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดต้องบริโภคด้วย “ปัญญา” ครับ โดยการตั้งสติให้มั่นและยึดหลัก กาลามสูตร หรือ เกสปุตตสูตร ของพระพุทธเจ้า คือ ข้อมิให้เชื่อถือโดยอาการ ๑๐ ประการ อันประกอบไปด้วย
๑. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการได้ยินได้ฟังตามกันมา (Hearsay)
๒. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการที่ได้ปฏิบัติและนับถือตามถ้อยคำสืบ ๆ กันมา (Tradition)
๓. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการตื่นข่าวลือ (Mere Report)
๔. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการอ้างตำรา (Holy Scripture)
๕. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการคาดคะเนเพราะเหตุแห่งตรรกะ (Philosophical)
๖. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการอนุมานนึกเดาเอาเอง (Logical)
๗. อย่าเพิ่งเชื่อถือด้วยการคิดตรองอาการที่ปรากฏ (Common Sense)
๘. อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะเข้ากับความเห็นของตน (Meet One’ s own Idea)
๙. อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะผู้พูดมีรูปลักษณะน่าเชื่อถือ (Respectable Person)
๑๐. อย่าเพิ่งเชื่อถือเพราะเห็นว่าสมณะนี้หรือผู้นี้เป็นครูของเรา (My Teacher
ซึ่งหลัก กาลามสูตร หรือ เกสปุตตสูตร นี้น่าจะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดและช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในการกรองข้อมูลข่าวสารที่มีความหลากหลายจนกลายเป็นสงครามแห่งข้อมูลในปัจจุบัน หวังว่าผู้ที่บริโภคข้อมูลข่าวสารทุกท่านคงรับมือกับ สงครามกองทัพข่าวสารในปัจจุบัน ได้อย่างมีประสิทธิภาพจากเครื่องมือ คือ หลัก กาลามสูตร หรือ เกสปุตตสูตร นี้นะครับ