คนเห็นแก่ผู้อื่นจะสร้างสิ่งดีรอบตัวเช่นการปลูกต้นไม้เพิ่มอากาศดี ของดีจึงเพิ่มคุณภาพขึ้น ทำให้มนุษย์ที่บริโภคของที่ดีขึ้นเช่นอากาศดีขึ้น อาหารดีขึ้นเป็นต้น จะมีอายุยืนยาวขึ้น จิตเปลี่ยน พฤติกรรมเปลี่ยน ธรรมชาติเปลี่ยน

               ผู้เขียนจะพยายามหาคำตอบว่าพฤติกรรมเชิงจริยธรรมในสังคมมนุษย์สร้างผลกระทบต่ออายุและทรัพยากรธรรมชาติอย่างไรในอัคคัญญสูตรและจักกวัตติสูตร  คำตอบนี้ต้องกำหนดคำหลักคือ พฤติกรรมเชิงจริยธรรมในสังคมมนุษย์จะส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติ และทรัพยากรธรรมชาติส่งผลถึงอายุมนุษย์ ดังพุทธพจน์ในอธัมมิกสูตรกล่าวถึงว่า ถ้าผู้นำทางการเมืองเปี่ยมคุณธรรม ดินฟ้าอากาศจะเหมาะสม พืชพันธุ์ธัญญาหารก็จะเหมาะสมตาม ทำให้ผู้คนมีความสุขถ้วนหน้า แต่หากผู้นำทางการเมืองไม่ตั้งอยู่ในคุณธรรม จะส่งผลกระทบไปทั่วโลกนี้ คือ

            “ภิกษุทั้งหลาย ในเวลาที่พระราชาเป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม แม้พวกข้าราชการ ก็เป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อพวกข้าราชการไม่ตั้งอยู่ในธรรม แม้พราหมณ์และคฤหบดีก็เป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อพราหมณ์และคฤหบดีไม่ตั้งอยู่ในธรรม แม้ชาวนิคมและชาวชนบท ก็เป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม เมื่อชาวนิคมและชาวชนบทไม่ตั้งอยู่ในธรรม พระจันทร์และพระอาทิตย์ย่อมโคจรไม่สม่ำเสมอ เมื่อพระจันทร์และพระอาทิตย์โคจรไม่สม่ำเสมอ หมู่ดาวนักษัตรก็ย่อมโคจรไม่สม่ำเสมอ เมื่อคืนและวันโคจรไม่สม่ำเสมอ เดือนหนึ่งและกึ่งเดือนก็โคจรไม่สม่ำเสมอ เมื่อเดือนหนึ่งและกึ่งเดือนโคจรไม่สม่ำเสมอ ฤดูและปีก็ย่อมโคจรไม่สม่ำเสมอ เมื่อฤดูและปีโคจรไม่สม่ำเสมอ ลมย่อมพัดไม่สม่ำเสมอ เมื่อลมพัดไม่สม่ำเสมอ ลมก็เดินผิดทางไม่สม่ำเสมอ ย่อมพัดเวียนไป เมื่อลมเดินผิดทางไม่สม่ำเสมอพัดเวียนไป เทวดาย่อมกำเริบ เมื่อเทวดากำเริบ ฝนย่อมไม่ตกต้องตามฤดูกาล เมื่อฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ข้าวกล้าทั้งหลายก็สุกไม่เสมอกัน ภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ผู้บริโภคข้าวกล้าที่สุกไม่เสมอกัน ย่อมเป็นผู้มีอายุน้อย มีผิวพรรณไม่ดี มีกำลังไม่ดี มีความเจ็บป่วยมาก” [1]

            อาจจะมีผู้กล่าวว่า การเอาพุทธพจน์มาอ้างเพื่อเป็นคำตอบสำเร็จรูปย่อมไม่ใช่การเขียนที่ดี ผู้เขียนจึงใช้หรืออาศัยพุทธพจน์นี้เพียงเพื่อสร้างรูปแบบที่ว่า พฤติกรรมเชิงจริยธรรมส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติส่งผลถึงอายุมนุษย์ และจากรูปแบบนี้จึงจะวิเคราะห์จากตัวอย่างในยุคปัจจุบัน และในตัวอย่างปัจจุบันนี้จะต้องชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมที่ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติมีน้อยลง และควรจะเป็นตัวอย่างใกล้ตัวที่สุด จึงขอเสนอรูปแบบบ้านควนประซึ่งเป็นหมู่บ้านแห่งหนึ่งในจังหวัดนครศรีธรรมราชที่ผู้เขียนอยู่มาตั้งแต่วัยเด็ก เนื่องจากผู้เขียนเกิดปีพุทธศักราช ๒๕๑๕ การวิจัยด้วยวิธีการสังเกตและเข้าไปมีส่วนร่วมในการใช้ชีวิตนี้จึงเริ่มจากพุทธศักราช ๒๕๒๑ ถึง พุทธศักราช ๒๕๔๕ ขอบันทึกไว้ดังนี้

            ปีพุทธศักราช ๒๕๒๑ ผู้เขียนมีอายุ ๖ ขวบได้เห็นบ้านของตนอยู่ติดกับชายป่า คนยังหาไก่ป่า หมูป่า กระจง ชะมด กระรอก เม่น กบ นกหลายชนิดเช่นนกเปล้า แซงแซว นกคุ่ม เป็นต้น ในห้วยมีปลาหลายชนิดเช่นปลาดุก ลำพัน ปลาช่อน มีผักหลายชนิดเช่น ลำเพ็ง สิ่งที่พิเศษคือเห็ดโคนที่แกงเลียงแล้วมีรสชาติอร่อยมาก ถนนไปมาลำบากทั้งหมู่บ้านมีรถกระบะเพียงคันเดียว ลงไปในป่าข้างบ้านจะมีบ่อน้ำกินอยู่ด้านบน บ่อน้ำอาบอยู่ด้านล่าง เป็นสายน้ำบนผิวดินที่มีอยู่ตลอดปีเพราะมีป่าคุ้มอยู่

ปี ๒๕๒๕ ผู้เขียนเดินไปโรงเรียนที่อยู่ไกลจากบ้านประมาณ ๕ กิโลเมตร แต่ความร่มรื่นและสิ่งที่กินได้ระหว่างทางเช่นลูกปุดและลูกไม้หลายชนิดทำให้เพลิดเพลิน สังเกตได้ว่ามีตอไม้หลุมพอขนาดใหญ่อยู่ทั่วไป

ปี๒๕๒๖ สองข้างทางมีการถางป่าลงเพื่อปลูกยางพารา และเป็นอย่างนั้นเรื่อยมา จนถึงปี ๒๕๓๐ สองข้างทางไม่มีป่าเหลืออยู่ ขอให้ข้อสังเกตว่าพฤติกรรมการถางป่าของชาวบ้านเปลี่ยนไปคือนิยมใช้ยาฆ่าหญ้าเพราะเห็นว่าปราบหญ้าให้เตียนได้นานกว่าการใช้พร้าหวดหญ้า และน้ำบนผิวดินที่เคยกินได้ก็กินไม่ได้นับตั้งแต่ยาฆ่าหญ้าเข้ามาเต็มพื้นที่ของหมู่บ้าน แต่ชาวบ้านยังรองน้ำฝนไว้กินได้อยู่ สัตว์ป่าเช่นตัวนิ่มถูกจับออกไปขายมากมาย และสัตว์ป่าที่กล่าวข้างต้นก็หมดไปในที่สุด

ประมาณปี ๒๕๓๑ มีการเข้าซื้อหวายทั้งหวายพลและหวายขี้ไก่ ชาวบ้านก็ตัดหวายขายจนเกลี้ยงจากหมู่บ้าน เพราะไม่มีการบริหารว่า ต้นใหญ่ตัดปีนี้ ต้นเล็กไว้ตัดขายปีหน้า จึงขายได้รุ่นเดียวหมดไป เหลืออยู่เฉพาะในวัดควนประเพียงสามกอ ขอให้ข้อสังเกตว่า ช่วงนี้มีผู้พบเห็ดโคนในหมู่บ้านลดลงจากปีก่อนหน้านี้มีผู้พบปีละหลายครั้ง

ประมาณปี ๒๕๓๓ มีการเข้ามาซื้อไม้ไผ่ ก็มีการตัดไม้ไผ่อย่างเอาจริงเอาจัง แต่ไผ่โตทดแทนมาได้เร็ว ทำให้ไผ่ยังเหลือให้ตัดได้ในรุ่นต่อมา และเจ้าของที่ดินเริ่มหวงต้นไผ่ในที่ของตนจึงเหลืออยู่พอสมควร

ประมาณปี ๒๕๓๕ มีการเข้ามาซื้อพอนไม้หลุมพอไปทำที่นั่งหรือเฟอร์นิเจอร์ พอนไม้หลุมพอจึงถูกรื้อขึ้นนำไปขายเป็นจำนวนมากมาจนถึงปี ๒๕๕๔

ปี ๒๕๔๕ ผู้เขียนซึ่งขณะนั้นเป็นพระภิกษุถามชาวบ้านว่า ในหมู่บ้านเรามีใครพบเห็นเห็ดโคนเกิดขึ้นบ้าง ปรากฏว่าไม่มีใครพบเห็น จากการสอบถามพบว่าชาวบ้านมีพฤติกรรมการซื้อน้ำขวดมาดื่ม มีผู้ดื่มน้ำฝนน้อยมาก

ปี ๒๕๕๑ มีการตั้งโรงงานทำยางแผ่นของเอกชนขึ้นในหมู่บ้านโดยไม่ใส่ใจเรื่องความสะอาดและสิ่งแวดล้อมจนถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดเป็นโคลนเลนสีดำหนาไหลลงไปในห้วยมีกลิ่นเหม็น ซึ่งชาวบ้านกำลังหาวิธีแก้ปัญหานี้อยู่

ในระยะเวลาเพียง ๒๕ ปีจากปี ๒๕๒๑ ถึง ปี ๒๕๔๕ ผู้เขียนยังทันเห็นการเสื่อมอย่างรวดเร็วของทรัพยากรธรรมชาติดังกล่าว ซึ่งพอจะวิเคราะห์ได้ว่า สาเหตุของการทำลายทรัพยากรธรรมชาติไปอย่างรวดเร็ว สาเหตุหลักคือ ต้องการพื้นที่ทำกิน สังเกตจากพอนหรือโคนไม้หลุมพอต้นใหญ่หลายคนโอบถูกโค่นลง ลุงและพ่อของผู้เขียนเล่าว่า เวลาจะโค่นต้องทำนั่งร้านขึ้นไปและใช้ขวานตัดไปทีละนิดพอเห็นว่ามันจะล้มได้เองเมื่อเจอแรงลมก็กลับบ้าน ผู้ชายในสมัยนั้นจึงกินใบกระท่อมกันจนติด ถ้าไม่กินจะไม่มีแรงทำงาน สิ่งที่น่าสังเกตคือการโค่นไม้สมัยนั้นมิได้โค่นเพื่อนำไม้ไปใช้ แต่เป็นการโค่นทิ้งไว้ก่อนเพื่อไม่ให้มีภาวะความเป็นป่าไม้ น่าจะเกิดจากการมีกฎหมายว่าในที่มีสภาพป่าสมบูรณ์ห้ามคนเข้าไปอยู่ คนที่จะอยู่เลยต้องทำลายความเป็นป่าสมบูรณ์นั้นเสียก่อน ส่วนสาเหตุรองคือ ๑.ความจำเป็นต่อการเลี้ยงชีพ เพื่อสร้างเป็นสวนยางและที่อยู่อาศัย ๒.ประชากรแน่นหนาขึ้น ๓.ขาดการบริหารทรัพยากรธรรมชาติเพื่อให้มีขายได้ตลอดไปเช่นหวายและไม้บางชนิด และจะรักษาระดับราคาให้เหมาะสม ไม่ถูกกดราคาให้ต่ำจนเกินไป ๔.การหลงผิดตามโฆษณาชวนเชื่อหรือเห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้าจึงใช้ยาฆ่าหญ้าจนน้ำบนผิวดินที่เคยดื่มได้กลับดื่มไม่ได้อีกต่อไป สรุปได้ว่า ชาวบ้านเข้าไปจับจองป่าและอยู่ในป่าแบบขาดองค์ความรู้ในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติรอบตัว และพวกเขากลัวกฎหมายและเจ้าหน้าที่บ้านเมืองจึงได้ทำลายทรัพยากรธรรมชาติให้หมดไปอย่างรวดเร็ว

การศึกษาจึงเชื่อมโยงต่อไปยังอัคคัญญสูตรและจักกวัตติสูตรเพื่อจะได้คำตอบว่าพฤติกรรมเชิงจริยธรรมในสังคมมนุษย์สร้างผลกระทบต่ออายุและทรัพยากรธรรมชาติอย่างไรในจักกวัตติสูตร เห็นได้ชัดว่าในอัคคัญญสูตรว่า เมื่อมนุษย์เหยียวผิวพรรณวรรณะว่าตนสวยงามกว่า ความอยากในรสอร่อยอันเป็นต้นเค้าของความโลภและเหยียดผิวพรรณอันเป็นต้นเค้าของความโกรธเกิดขึ้นกับมนุษย์ในยุคแรกก็ทำให้อาหารที่เป็นของดีหายไปจากง้วนดินกลายเป็นกระบิดิน เครือดิน ข้าวสาลีเกิดเอง กระทั่งข้าวสาลีในนา[2] การที่อาหารดีหายไปหรือลดทอนคุณภาพลงนี้ก็เกิดจากพฤติกรรมในทางลบของมนุษย์นั่นเอง เมื่ออาหารและสิ่งแวดล้อมคือทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมคุณภาพลง อายุมนุษย์ก็น้อยลงอย่างที่ปรากฏในจักกวัตติสูตร เพื่อให้สะดวกต่อการทำความเข้าใจจึงขอนำพฤติกรรมฝ่ายเสื่อมของมนุษย์ในอัคคัญญสูตร ๒ ประการและจักกวัตติสูตร ๑๗ ประการ[3]มารวมกันเป็นพฤติกรรมฝ่ายเสื่อม ๑๙ ประการ และรวมทั้ง ๑๙ ประการนี้ลงในคำว่า “ความเห็นแก่ตัว” ความเห็นแก่ตัวไปอยู่ในใครก็ตาม คนนั้นก็เป็นคนเห็นแก่ตัว คนเห็นแก่ตัวจะทำลายของดีรอบตัวเช่นการตัดต้นไม้ขายเพื่อผลประโยชน์เฉพาะตัว ของดีจึงลดคุณภาพลง ทำให้มนุษย์ที่บริโภคของที่แย่ลงเช่นอากาศแย่ลง อาหารแย่ลงเป็นต้น จะมีอายุสั้นลง จึงสรุปได้ว่าพฤติกรรมเชิงจริยธรรมในสังคมมนุษย์ส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติส่งผลถึงอายุมนุษย์ในที่สุดขอให้ดูพฤติกรรมฝ่ายเสื่อมทั้ง ๑๙ ประการจากตารางข้างล่างนี้

ในทางตรงกันข้าม พฤติกรรมฝ่ายเจริญในจักกวัตติสูตรมี ๑๕ ประการ[4] และรวมทั้ง ๑๕ ประการนี้ลงในคำว่า “ความเห็นแก่ผู้อื่น” ความเห็นแก่ผู้อื่นไปอยู่ในใครก็ตาม คนนั้นก็เป็นคนเห็นแก่ผู้อื่น คนเห็นแก่ผู้อื่นจะสร้างสิ่งดีรอบตัวเช่นการปลูกต้นไม้เพิ่มอากาศดี ของดีจึงเพิ่มคุณภาพขึ้น ทำให้มนุษย์ที่บริโภคของที่ดีขึ้นเช่นอากาศดีขึ้น อาหารดีขึ้นเป็นต้น จะมีอายุยืนยาวขึ้น จึงสรุปได้ว่าพฤติกรรมเชิงจริยธรรมในสังคมมนุษย์ส่งผลต่อทรัพยากรธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติส่งผลถึงอายุมนุษย์ในที่สุด ขอให้ดูพฤติกรรมฝ่ายเจริญทั้ง ๑๕ ประการจากตารางข้างล่างนี้

ตารางที่ ๒ พฤติกรรมเชิงจริยธรรมฝ่ายวิวัฒน์ศีลธรรม

หัวข้อ/ลำดับ

พฤติกรรมเชิงจริยธรรม

ฝ่ายวิวัฒน์ศีลธรรม

อายุมนุษย์

๑.

งดเว้นปาณาติบาต

บุตรของมนุษย์ทั้งหลายที่มีอายุ ๑๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๒๐ ปี

๒.

งดเว้นจากอทินนาทาน

งดเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร

งดเว้นจากมุสาวาท

งดเว้นจากปิสุณาวาจา

งดเว้นจากผรุสวาจา

งดเว้นจากสัมผัปปลาปะ

ละอภิชฌา

ละพยาบาท

ละมิจฉาทิฐิ

ละอธรรมราคะ

ละวิสมโลภะ

ละมิจฉาธรรม

ปฏิบัติชอบในมารดาบิดาและในสมณะพราหมณ์

ประพฤติอ่อนน้อมต่อท่านผู้ใหญ่ในตระกูล

 

บุตรของคนผู้มีอายุ ๒๐ ปีจักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๔๐ ปี

บุตรของคนผู้มีอายุ ๔๐ ปีจักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๘๐ ปี

บุตรของคนผู้มีอายุ ๘๐ ปีจักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๑๖๐ ปี

บุตรของคนผู้มีอายุ ๑๖๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๓๒๐ ปี

บุตรของคนผู้มีอายุ ๓๒๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๖๔๐ ปี

บุตรของคนผู้มีอายุ ๖๔๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๒,๐๐๐ ปี

บุตรของคนผู้มีอายุ ๒,๐๐๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๔,๐๐๐ ปี

บุตรของคนผู้มีอายุ ๔,๐๐๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๘,๐๐๐ ปี

บุตรของคนมีอายุ ๘,๐๐๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๒๐,๐๐๐ ปี

บุตรของคนผู้มีอายุ ๒๐,๐๐๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๔๐,๐๐๐ ปี

บุตรของคนผู้มีอายุ ๔๐,๐๐๐ ปี จักมีอายุเจริญขึ้นถึง ๘๐,๐๐๐ ปี

 

ในงานเขียนนี้ผู้เขียนมุ่งแสดงพฤติกรรมของมนุษย์ในฝ่ายเจริญอย่างละเอียดเพื่อแสดงถึงพุทธิปัญญาในการปรับเปลี่ยนชีวิตมนุษย์จากพระไตรปิฎก และยกตัวอย่างเพื่อความเข้าใจง่ายดังภาพข้างล่างนี้

 

 

ภาพที่ ๑ สัมพันธภาพของพฤติกรรมมนุษย์กับทรัพยากรธรรมชาติและอายุมนุษย์

แบบอัคคัญญสูตรและจักกวัตติสูตร

(ขอลบภาพ)

แม้ในภาพที่ ๑ นี้ พฤติกรรมมนุษย์จะส่งผลไปยังโดยตรงต่อทรัพยากรธรรมชาติและส่งผลโดยอ้อมต่ออายุของมนุษย์แต่ในจักกวัตติสูตรพระพุทธองค์ตรัสเล่าถึงพฤติกรรมเชิงจริยธรรมของมนุษย์ส่งผลโดยตรงต่ออายุและวรรณะ สามารถทำให้มนุษย์อายุและวรรณะเสื่อมลงเมื่อมนุษย์มีพฤติกรรมในฝ่ายอกุศล และจะมีอายุและวรรณะเจริญขึ้นไป เมื่อมนุษย์มีพฤติกรรมในฝ่ายกุศล พระพุทธองค์ใช้คำว่าวรรณะแทนทรัพยากรธรรมชาติ และเราสามารถสรุปด้วยภาพต่อไปนี้

ภาพที่ ๒ ความสัมพันธ์ของวิวัฒน์และวิกฤตศีลธรรมกับอายุและวรรณะแบบจักกวัตติสูตร

(ขอลบภาพ)

                พุทธิปัญญาในการปรับเปลี่ยนชีวิตมนุษย์เรื่องพฤติกรรมเชิงจริยธรรมในสังคมมนุษย์สร้างผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติและอายุอย่างไร เราได้คำตอบแล้ว ส่วนการลงมือกระทำเป็นหน้าที่ของมนุษย์ทุกคน ทั้งฝ่ายผู้นำและฝ่ายประชาชน

 

บรรณานุกรม

 

๑.เอกสารภาษาบาลี

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฏกภาษาบาลี  ฉบับมหาจุฬาเตปิฏกํ. กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๐๐.

 

๒. เอกสารภาษาไทย

มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. พระไตรปิฏกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, ๒๕๓๙.

มหามกุฎราชวิทยาลัย. พระไตรปิฏกและอรรถกถา ฉบับมหามกุฎราชวิทยาลัย. กรุงเทพมหานคร:มหามกุฏราชวิทยาลัย, ๒๕๔๓.

 

 



                      [1] ดูรายละเอียดใน องฺ.จตุกฺก.(บาลี) ๒๑/๗๐/๘๕-๘๖, องฺ.จตุกฺก.(ไทย) ๒๑/๗๐/๑๑๔-๑๑๖

[2] ดูรายละเอียดใน ที.ปา.(บาลี) ๑๑/๑๒๘/๗๗-๗๘, ที.ปา.(ไทย) ๑๑/ ๑๒๘/๙๔-๙๕.

[3] ดูรายละเอียดใน ที.ปา.(บาลี) ๑๑/๙๔-๑๐๔/๕๘-๖๒, ที.ปา.(ไทย) ๑๑/ ๙๔-๑๐๔/๗๐-๗๕.

[4] ดูรายละเอียดใน ที.ปา.(บาลี) ๑๑/๑๐๔-๑๐๕/๖๒-๖๔, ที.ปา.(ไทย) ๑๑/ ๑๐๔-๑๐๕/๗๕-๗๗.