งานสัมมนา "เปิดโลกไอที ปฏิวัติคัมภีร์ธุรกิจ" จัดขึ้นโดยหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
เป็นอีกหนึ่งงานสัมมนาที่น่าสนใจ โดยเฉพาะการนำไอทีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ทำธุรกิจในโลกยุคปัจจุบัน งานนี้ รวบรวมเหล่ากูรูวงการไอที นักธุรกิจมือฉมัง และนักการตลาดชั้นนำของประเทศไทย ที่มาพร้อมไอเดียเจ๋งๆ สามารถนำไปต่อยอดเชิงธุรกิจได้ไม่ยาก
เลือกให้เหมาะ-ใช้ที่จำเป็น
“วุฒินันท์ สังข์อ่อง” ผู้ก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการบริษัท บริษัท ทัฟฟ์ จำกัด และ muaythaistuff.com หนึ่งในผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จบนโลกอีคอมเมิร์ซ เล่าว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้ก้าวมาได้ไกลถึงจุดนี้ คือ การปรับเปลี่ยนตัวเองไปตามเทรนด์ใหม่ๆ ที่เข้ามา โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา อย่าคิดว่าวางกลยุทธ์ไว้ตั้งแต่แรกแล้ว และไม่เปลี่ยนอะไรเลยจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ตลอดไป
เขาบอกว่า ทุกเทคโนโลยีมีต้นทุนดังนั้นต้องมองให้รอบคอบว่านำมาใช้แล้วคุ้มกับที่จะได้คืนมาหรือไม่ หากคู่แข่งยังใช้มีดคงไม่ต้องเอารถถังเข้าไปสู้ ทั้งต้องมองไปให้ถึงอนาคตด้วยว่าในอีก 5 ปีอะไรที่จะอยู่ อะไรจะไป เทรนด์ใดจะมาใหม่ ประกอบกับดูที่คีย์เพลย์เยอร์ ณ ขณะนั้นด้วยว่าของใครที่มาแรงและมีอนาคตมากที่สุด
“เทคโนโลยีคืออาวุธ แต่เราไม่จำเป็นต้องใช้ให้หมดทุกอย่าง หากเปรียบธุรกิจของเราเป็นสงครามบนบก เรือดำน้ำไม่ต้องเอามาใช้ก็ได้”
พร้อมกับแนะว่า ให้เลือกสิ่งที่เหมาะกับธุรกิจตัวเอง เทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องที่ยากแต่เป็นเรื่องที่ใหม่ ต้องอ่านให้มาก คิดให้มาก และฟังให้มาก เชื่อว่าถ้าตั้งใจทำจริงๆ ต่อไปจะประสบความสำเร็จได้เอง
สู่ยุคดิจิทัลคอมเมิร์ซ
“อดิลฟิตรี ประพฤติสุจริต” กรรมการผู้จัดการบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ ออนไลน์ กล่าวถึง สถานการณ์การแข่งขันธุรกิจอีคอมเมิร์ซ ว่า รุนแรงมากขึ้นตามลำดับ ปัจจุบันเข้าไปกินความสนใจของผู้บริโภคมากขึ้น ทั้งผู้ค้าส่วนใหญ่ตั้งแต่รายเล็กกระทั่งรายใหญ่เริ่มตระหนักเห็นว่ายอดขายเกิดได้จริงๆ
"ขณะนี้ เรากำลังก้าวข้ามคำว่าอีคอมเมิร์ซไปสู่พื้นที่ของโซเชียล เน็ตเวิร์ค คอมเมิร์ซ และโมบายคอมเมิร์ซ ซึ่งยังไม่สายที่จะเริ่ม แต่เลยเวลาและต้องรีบทำได้แล้ว"
ทั้งนี้ ว่าตามทฤษฎีคนที่ใช้เฟซบุ๊ค 1 คน มีเพื่อนเฉลี่ยอย่างน้อย 300 คน เมื่อดูตามพฤติกรรมการใช้งาน เช่น การกดไลค์ (Like) หรือเช็คอินเมื่อไปตามสถานที่ต่างๆ เห็นได้ว่าเทคโนโลยีหรือเครื่องมือที่สามารถนำมาผสมผสานให้เกิดประโยชน์มีอยู่หลากหลายทั้ง โทรศัพท์มือถือ อาร์เอฟไอดี แต่ทั้งนี้ ทั้งวิธีการทำตลาดหรือเครื่องมือจะเป็นอะไรก็ได้ สำคัญ คือ เป้าหมายจะต้องชัดเจน
“คงเดช กี่สุขพันธ์” นักเขียนอิสระ เล่าเสริมว่า ดราม่า แมเนจเมนท์ หรือการบริหารชื่อเสียง คือ จุดสำคัญของการทำตลาดบนโลกโซเชียลมีเดีย เพราะเป็นธรรมดาที่คำด่าจะมีมากกว่าคำชม เป็นพฤติกรรมปกติที่จะมีคนที่มีความคิดเห็นเหมือนกันเข้ามาและยิ่งเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ
เจาะพฤติกรรมเพิ่มเข้าถึง
ด้าน “ปรียดา วุฒิภักดี” ซีโอโอ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท Liquid Thread แนะว่า การเลือกคอนเทนท์ให้พิจารณาตามพฤติกรรมของผู้บริโภค และประเภทของสื่อที่ใช้ว่าเป็นออนไลน์หรือออฟไลน์ ซึ่งแต่ละชนิดมีข้อจำกัดที่ต่างกัน จากนั้น จึงตั้งเป้าหมายเชิงธุรกิจ ตั้งแต่ระดับเข้าไปครองใจ กระทั่งเป็นลูกค้า หรือแม้แต่ผู้ที่จงรักภักดีต่อแบรนด์ ที่คอยเข้ามาตอบคำถามหรือแก้ต่างแทนบริษัท
“บางครั้งไม่จำเป็นต้องมุ่งมั่นแต่จะขายของให้ได้เท่านั้น ยังมีอีกหลายยุทธวิธีให้เลือกใช้เช่นนำเสนอบางอย่างที่เป็นประโยชน์กับผู้บริโภค แนะนำวิธีการและสร้างแรงบันดาลใจในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง หลังจากนั้นเราจะได้กลับคืนมาเอง”
เธอบอกว่า เรื่องแบรนด์สำคัญมาก ทุกวันนี้ สินค้าและการบริการต่างจากสมัยก่อน ไม่ว่าจะนำเทคโนโลยีตัวใหม่ล่าสุดเข้ามานำเสนออย่างไร พรุ่งนี้คู่แข่งก็มีเทคโนโลยีตัวนั้น ไม่ว่าจะสามารถคิดบริการที่เจ๋งสุดๆ สำหรับลูกค้า พรุ่งนี้ก็จะมีคนที่คิดแบบเดียวกันได้หรืออาจนำไปหนึ่งก้าว
อย่างไรก็ตาม หลายครั้ง หลายคนมักคิดว่า การสร้างแบรนด์หรือความคิดที่เกี่ยวกับแบรนด์เป็นเรื่องยาก ขอแนะนำหลักคิดง่ายๆ ด้วยการตอบคำถาม 3 ข้อ คือ 1. ที่ทำธุรกิจนี้ขึ้นมาต้องการอะไร เบสิกที่สุด คือ รายได้ กำไร หรือชื่อเสียง 2. สังคมคนรอบข้างอยากได้อะไร และบริษัทอยากจะให้อะไรกลับไป 3. ธุรกิจที่ทำมีผลกระทบที่ดีต่อโลกอย่างไร หากตอบได้อย่างน้อยสัก 2 ข้อ ก็จะสร้างแบรนด์หรือมีจุดยืนของตัวเองได้
เติมพลังโมบายกระตุ้นยอด
“วรวิสุทธิ์ ภิญโญยาง” คอลัมนิสต์หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิบ๊อกซ์ จำกัด บอกว่า คำถามที่มีเข้ามาจำนวนมาก คือ การใช้ ดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง หรือโมบาย มาร์เก็ตติ้ง ต้องสร้างรายได้ให้เท่าใด ความเป็นจริงเครื่องมือพวกนี้ไม่ใช่ของวิเศษในการขาย 100% แต่มีประโยชน์ในอีกหลายทางทั้งทางตรงและทางอ้อม หากรู้จักพัฒนาต่อยอดและนำไปใช้
ทั้งนี้ มีตัวอย่างน่าสนใจ เช่น แอพพลิเคชั่นของแมคโดนัลที่ประเทศฝรั่งเศส ซึ่งมียอดการดาวน์โหลดกว่า 2 ล้านครั้ง ลักษณะของแอพเป็นการรวบรวมข้อมูลด้านโลเคชันของร้านทุกที่ในฝรั่งเศส ทำให้สามารถรู้เส้นทาง เบอร์โทรศัพท์ ที่ตั้งร้านบริเวณนั้นๆ และโปรโมชั่น ไม่ได้มีการซื้อขายสินค้าเลยแต่ทำให้คนเข้าร้านเพิ่มมากขึ้นถึง 8 แสนคน
เขากล่าวถึงพลังของโมบาย คอนเทนท์ด้วยว่า หน้าจอโทรศัพท์มือถือมีความสำคัญไม่แพ้จอทีวี หรือแม้แต่จอคอมพิวเตอร์ จากแต่ก่อนที่ทุกธุรกิจต้องมีเว็บไซต์ ต่อไปแบรนด์ต่างๆ จะต้องพูดถึงและต้องมีแอพพลิเคชั่นเป็นของตัวเอง
"สอดคล้องกับเทรนด์ของโลกที่การ์ทเนอร์คาดไว้ว่า ยอดขายสมาร์ทโฟนจะเพิ่มขึ้น 34-38% ทั้งดีไวซ์ อินเทอร์เน็ตยูสเซอร์ การเข้ามาของ 3 จี จะทำให้ผู้ใช้มีจำนวนเพิ่มขึ้น ผู้ประกอบการต้องรีบทำอะไรสักอย่าง ต่อไปคนจะไม่เข้าใช้อินเทอร์เน็ตผ่านช่องทางเดิมๆ แต่จะใช้แอพพลิเคชั่นบนมือถือเป็นเกตเวย์สำหรับหาข้อมูลแทน" วรวิสุทธิ์แสดงความเห็น