เทคโนโลยีขอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อพัฒนาแผ่นดินไทยให้ยั่งยืน

เทคโนโลยีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ

 เพื่อพัฒนาแผ่นดินไทยให้ยั่งยืน

 

                                                      อาจารย์อภิสิทธิ์ อุปกิจ

                                    สาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรม

มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

 

                  ด้วยพระราชปณิฐานของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ไทยองค์ปัจจุบันรัชกาลที่ 9 ในราชงศ์จักรกรี ทรงเป็นผู้นำที่สำคัญในการวางรากฐานการพัฒนาชาติไทยแทบทุกด้าน รวมไปถึงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานหนึ่งของการพัฒนาเศรษฐกิจและการค้า สังคม วัฒนธรรม รวมถึงการจัดการทรัพยกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ

          พระราชกรณียกิจที่หลากหลายและสืบเนื่องของพระองค์ ตลอดระยะยาวนานกว่า 60 ปีที่พระองค์ทรงครองราชย์ สะท้อนถึงพระราชปณิธานที่ทรงตั้งมั่นอย่างมั่นคงประการสำคัญอย่างสมดุล ในท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงและแปรปรวน

          พระองค์ทรงใช้เวลาส่วนใหญ่เสด็จออกจากพระตำหนัก สู่เส้นทางทุรกันดารไปยังหมู่บ้านชนบททั้งใกล้และไกล เยี่ยมเยียนรับฟังปัญหาความทุกข์ยากลำบากของพสกนิกร พระองค์ทรงใกล้ชิดและหยั่งรู้ถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของอาณาประชาราษฎร์อย่างแท้จริง กระแสพระราชดำรัสของพระองค์จึงล้วนแฝงปรัชญาที่เป็นรากฐานการกำหนดแนวคิดและแนวทางการพัฒนาชนบทได้อย่างเหมาะสม

          พระองค์ทรงชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์เกี่ยวโยงของธรรมชาติ เช่นการตัดไม้ทำลายป่า และการเผาผลาญเชื้อเพลิง ทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซค์ ในบรรยากาศหนาแน่นและโลกจะร้อนขึ้นเช่นเดียวกับปฎิกิริยาเรือนกระจก ซึงจะส่งผลร้ายต่อมวลมนุษยชาติโดยรวม พระองค์ทรงย้ำเตือนให้ทุกคนไตร่ตรองมีสติ ให้คำนึงถึงความสมดุลแห่งธรรมชาติ โครงการอันเนื่องจากพระราชดำริล้วนแต่มุ่งสู่การจัดการทรัยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้เป็นไปอย่างเหมาะสม เพื่อการใช้ประโยชน์ที่สืบเนื่องยาวนาน

             “กำลังใจสร้างคน ความอดทนสร้างความสำเร็จ”

         

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเข้าใจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอย่างลึกซึ้ง ทรงให้ความสำคัญต่อการวิจัยและพัฒนาทางวิทยาศาตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ ดังพระราชดำรัสของพระองค์ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรี นำคณะกรรมการบริหารสภาวิจัยแห่งชาติเข้าเฝ้าฯ เมื่อวันอังคารที่ 14 กันยายน พ.ศ.2536 ว่า

          “ในเมืองไทยนี้ได้สร้างหลายๆแห่งตั้งแต่เครื่องจักรกลสำหรับการเกษตรและสิ่งอื่นๆในทางเทคโนโลยีขั้นสูงก็มากมาย ฉะนั้นถ้าให้กำลังใจเขาเมืองไทยก็จะสามารถพัฒนาขึ้นมาโดยใช้กำลังการวิจัยของเราเอง และส่วนมากทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายอย่างมาก ต่อไปอาจเป็นชื่อเสียงและเป็นรายได้ของประเทศก็ได้”

          ในอดีตเราจะเห็นว่าสังคมมนุษย์ มีการกระจายอยู่ในพื้นที่ของโลก มีทั้งพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์และทุรกันดาร ต่างชาติ ต่างเผ่าพันธุ์ ต่างภาษา การไปมาหาสู่ การติดต่อสื่อสาร การแลกเปลี่ยน และการค้าขายระหว่างกัน เป็นไปด้วยความลำบาก และใช้เวลานาน แต่ต่อมาในปัจจุบัน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าทันสมัยมากขึ้น มีผลให้การคมนาคมการติดต่อสื่อสาร มีความสะดวกและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น สังคมนุษย์โลกจึงอยู่ในสภาวะความใช้พรมแดน ความไม่อาจอยู่ได้อย่างโดดเดี่ยว ความเป็นโลกเดียวกัน ซึงในปัจจุบันนี้นิยมเรียกว่า การแสโลกาภิว้ฒน์

          กระแสโลกาภิวัตน์ มีผลดีในส่วนที่ทำให้สังคมมนุษยชาติมีความก้าวหน้าและทันสมัยยิ่งขึ้น แต่ก็จำเป็นที่จะตระหนักถึงกระแสการแข่งขันทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศ ซึงจะยิ่งรุนแรงขึ้น ดังจะเห็นได้จากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของประเทศต่างๆ เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มงาน การกำหนดมาตรการทางการค้า เช่นมาตรฐานสินค้าที่ครอบคลุม คุณภาพผลิตภัณฑ์ กระบวนการผลิต และระบบการจัดการเพื่อควบคุมการนำเข้าหรือการส่งออก การผลักดันให้มีกฎหมายว่าด้วยสิทธิบัตรมาใช้ มีผลให้การลอกเลียนแบบสินค้าทำได้ยากขึ้น และมีโทษทางกฎหมายที่รุนแรง ประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือมีทุนมากจะทุ่มเทงบประมาณการวิจัย และเข้าพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสัดส่วนที่สูง รวมถึงเทคโนโลยีอุตสาหกรรม ก็จะมีการพัฒนาให้มีสัดส่วนที่มากตามไปด้วย ดังนั้นความก้าวหนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจะนำมาใช้เป็นความได้เปรียบและเป็นปัจจัยสำคัญในการแข่งขัน และได้เปรียบในทางเศรษฐกิจ และการค้าระหว่างประเทศ ยิ่งกว่านั้นมีแนวโน้มว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมในประเทศพัฒนาแล้ว จึงเน้นหนักการใช้เทคโนโลยีไม่ก่อมลพิษสิ่งแวดล้อม แต่ในขณะเดียวกันก็จะหาทางถ่ายทอดเทคโนโลยีหรือเคลื่อนย้ายโรงงานอุตสาหกรรม ที่ก่อมลพิษสิ่งแวดล้อมให้แก่ประเทศที่กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา

          ประเทศไทยเป็นประเทศกำลังพัฒนา ยากที่จะหลีกเลี่ยงกระแสโลกาภิวัตน์นี้ได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จำเป็นต้องพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ก้าวหน้า โดยการติดตามเรียนรู้เท่าทัน และคิดค้นขึ้นมาเองให้ก้าวหน้ากว่า จึงจะสามารถดำรงอยู่ได้ด้วยดี โดยไม่เสียเปรียบมากนัก

          ผู้เขียนซึ่งสังกัดอยู่คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนคร ได้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้ทรงปฎิบัติพระราชภารกิจอันเป็นประโยชน์แก่พสกนิกรมาตลอดในช่วงเวลาอันยาวนาน จะพยายามถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆที่พระองค์ทรงพระราชทานให้แก่ปวงชนชาวไทยผ่านโครงการพระราชดำริต่างๆกว่า 4,000 โครงการ โดยแบ่งเป็นประเภทโครงการไว้ 8 ประเภทคือ โครงการด้านแหล่งน้ำ 1,290 โครงการ ด้านสิ่งแวดล้อม 882 โครงการ ด้านการเกษตร 999 โครงการ ด้านส่งเสริมอาชีพ 288 โครงการ ดานสวัสดิการสังคม 166 โครงการ ด้านคมนามคมสื่อสาร 111 โครงการ ด้านสาธารณสุข 47 โครงการ และโครงการที่สำคัญอื่นๆ อีก 357 โครงการ       โครงการทั้งหลายเหล่านี้ จะช่วยพัฒนาแผ่นดินไทยให้เจริญก้าวหน้า องค์ความรู้เทคโนโลยีอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (Technologies from Royal Initiatives) เป็นสิ่งที่พระองค์ท่านได้มีพระราชประสงค์ให้เกิดกระบวนการคิดและขั้นตอนการวางแผน การปฎิบัติ การวิจัยและพัฒนาจนกระทั่งได้ผลผลิตเป็นเทคโนโลยีที่เหมาะสม บทบาทของเทคโนโลยีอันเนื่องจากพระราชดำริ ต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนและสังคมไทย

          ด้วยน้ำพระราชหฤทัยที่พระบาทสมเด็จพระเจาอยู่หัวภูมิพลอดุยเดชที่มีต่อพสกนิกรชาวไทย ผู้เขียนจะพยายามถ่ายทอดให้ลูกศิษย์ผู้สนใจได้ทราบถึงคุณประโยชน์ต่างๆที่จะพัฒนาผืนแผ่นดินไทยให้เจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน จะสานต่อพระราชปณิธานในการพัฒนา และการจัดการเทคโนโลยีตามรอยพระยุคลบาทให้บังเกิดประโยขน์แก่ประเทศชาติให้กว้างขวางยิ่งขึ้น รวมทั้งมีความตระหนักที่จะคิดปฎิบัติและพัฒนาเพื่อสนองพระราชดำริให้สมกับเป็น “คนของพระราชาและแหล่งปัญญาของแผ่นดิน” ดังนามพระราชทาน “ราชภัฏ” ที่ได้รับ 

                                               

บรรณานุกรม : เอกสารอ้างอิง :เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนา   คณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี      2539 พิมพ์ที่ บริษัทศรีเมืองการพิมพ์ กรุงเทพฯ

 

         

                ……………………………………………………………………………………………………………………….

 

บรรณานุกรม : เทคโนโลยีเพื่อการพัฒนา   คณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี      2539 พิมพ์ที่ บริษัทศรีเมืองการพิมพ์ กรุงเทพฯ